หมื่นวิถี... หนึ่งกระบี่ พิฆาตสวรรค์ ! - ตอนที่ 279 กรมปราบอสูร
บทที่ 279
ขณะที่เมืองผาเมฆากำลังอยู่ในช่วงของการก่อสร้างขึ้นใหม่ เซียวหย่วนซานก็ได้กล่าวอำลากับเซียวเหยียนอย่างเงียบๆ
เขามองออกถึงนิสัยของหลานชายคนนี้ดีว่าไม่ยอมกลับไปยังเมืองมรกตและไม่ยอมก้มหัวให้ใคร โชคดีที่ตอนนี้ราชันย์อสูรทั้งสามตนถูกขับไล่ไปแล้ว ด่านประตูสวรรค์จึงปลอดภัยไปอีกพักใหญ่ เขาก็พอจะวางใจได้ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อได้รู้ว่าราชันย์อสูรนกดำตนนั้นกลับถูกเซียวเหยียนหลอกจนถึงแก่ความตาย นอกจากจะตกตะลึงแล้ว เขาก็ตระหนักได้ว่าเซียวเหยียนในตอนนี้นั้น ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการคุ้มครองจากตระกูลเซียวอีกต่อไปแล้ว
หากครั้งนี้ไม่ใช่เพราะการบุกมาของราชันย์อสูรถึงสี่ตนพร้อมกัน แต่เป็นสถานการณ์อื่น เซียวเหยียนเพียงลำพังก็คงเพียงพอที่จะป้องกันตัวเองได้อย่างแน่นอน เพราะการโจมตีระดับนั้น ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตจตุรภพก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เซียวเหยียนยังเป็นเพียงขอบเขตเทวะมนุษย์
เมื่อเห็นความเร็วในการเติบโตของเซียวเหยียน นอกจากความยินดีแล้ว ในใจของเซียวหย่วนซานก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังและเสียดายอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นนักสู้จากแคว้นต่างๆ มากมายที่รายล้อมอยู่ข้างกายหลานชาย เขาก็เข้าใจว่าสำหรับเซียวเหยียนแล้ว นี่อาจจะเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
หลังจากที่เซียวหย่วนซานจากไปไม่นาน คนจากกรมปราบอสูรก็เดินทางมาถึง
ผู้ที่มาคือผู้บัญชาการหนึ่งคน และแม่ทัพปราบอสูรอีกสามคน ผู้บัญชาการผู้นี้เป็นยอดฝีมือขอบเขตจตุรภพ ส่วนแม่ทัพปราบอสูรทั้งสามคนล้วนเป็นยอดฝีมือขอบเขตสามอมตะ ที่น่าสนใจคือ ผู้บัญชาการผู้นี้เซียวเหยียนกลับเคยพบหน้ามาก่อน ในงานเลี้ยงมังกรแท้จริง เขาคือคนที่สนับสนุนเซียวจื่อเจี๋ย คู่ต่อสู้ของเขา…ชายผู้นี้มีชื่อว่าเฉินอู่
ในฐานะหนึ่งในเจ็ดผู้บัญชาการของกรมปราบอสูร เฉินอู่เคยเลือกข้างผิดมาก่อน ตอนนี้เมื่อได้ยินข่าวจากด่านประตูสวรรค์ ก็รีบรุดมาทันที และได้พบกับเด็กหนุ่มที่เคยพบกันเพียงแวบเดียวในงานเลี้ยงเมื่อครึ่งปีก่อนอีกครั้ง
ตอนที่เฉินอู่มาถึง ร่างกายของเซียวเหยียนก็ฟื้นตัวดีแล้วภายใต้คุณสมบัติซ่อนประกายบำรุงตน ผิวหนังชั้นนอกหายดีเป็นปกติและได้เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ ทำให้ดูสะอาดสะอ้านและอ่อนโยน
ในลานบ้านรั้วไม้ไผ่ที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ เซียวเหยียนนั่งอยู่บนเสื่อไม้ไผ่ริมระเบียง สองเท้าแกว่งไปมาเบาๆ ในอากาศ บนโต๊ะเล็กข้างกายมีชากาหนึ่งและขนมสองสามอย่าง ดูผ่อนคลายสบายใจ
“คุณชาย ได้ยินว่ามีราชันย์อสูรบุกรุกเขตแดน ข้ามาที่นี่เพื่อลงบันทึกและตรวจสอบ” เฉินอู่ยืนอยู่ในลานบ้านด้วยท่าทีอ่อนโยน แต่ในใจกลับรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง ครั้งที่แล้วตนเองดูคนผิด เลือกข้างพลาดไป ไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะจดจำฝังใจเพียงใด ครั้งนี้เขามาไม่ได้หวังว่าจะผูกมิตรได้ เพียงหวังว่าจะสามารถลบล้างเรื่องบาดหมางครั้งก่อนและดึงระยะห่างกลับมาได้บ้าง เพราะอย่างไรเสีย วันเวลายังอีกยาวไกล ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปก็ยังไม่สาย
“อืม” ท่าทีของเซียวเหยียนดูเป็นกันเอง ไม่ได้ฉวยโอกาสหาเรื่องหรือเยาะเย้ยอีกฝ่าย ราวกับลืมเรื่องก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น “ต้องการให้ข้าให้ความร่วมมืออย่างไรบ้าง?”
“ข้าจะนำผลการตรวจสอบมาให้ท่านดู ท่านเพียงแค่ยืนยันก็พอ” เฉินอู่กล่าวอย่างยิ้มแย้ม แต่ในใจกลับบ่นพึมพำว่า ตนเองอย่างไรก็เป็นถึงผู้บัญชาการกรมปราบอสูร แต่กลับไม่ถูกเชิญให้นั่งเสียหน่อย เจ้าเด็กนี่ต้องมีอคติกับตนเองแน่ๆ
“ได้” เซียวเหยียนรับคำ แล้วพลันยกถ้วยชาขึ้นมาจิบเบาๆ หนึ่งคำ ซึ่งเป็นกิริยาหมายถึงการส่งแขก
เฉินอู่รู้สึกจนใจเล็กน้อย ทำได้เพียงยิ้มเจื่อนๆ แล้วกล่าวลาจากไป
แม่ทัพปราบอสูรทั้งสามคนที่ยืนอยู่หน้าประตู ต่างแอบสำรวจอัจฉริยะผู้มีชื่อเสียงสะท้านใต้หล้าผู้นี้อย่างเงียบๆ ในแววตามีทั้งความสงสัยและตกตะลึง นายน้อยผู้นี้แม้แต่หน้าของผู้บัญชาการก็ไม่ให้ ช่างเป็นวัยหนุ่มที่ทะนงตนเสียจริง อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เซียวเหยียนสังหารจอมอสูรน้อยต่อหน้าธารกำนัลพวกเขาก็ได้ยินมาแล้ว พลังของอีกฝ่ายเมื่อเทียบกับพวกเขาสามคนก็ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย อีกไม่นานก็จะสามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับยอดฝีมือขอบเขตจตุรภพได้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องถ่อมตนเกินไปนัก
“อายุแค่สิบสี่ปี ช่างเหลือเชื่อจริงๆ”
“ใช่แล้ว ตอนพวกเราอายุสิบสี่ปีทำอะไรกันอยู่?”
“พวกท่านข้าไม่รู้ แต่ข้ายังคงต่อสู้กับอสูรขอบเขตวิญญาณสัญจรอย่างสุดกำลังอยู่เลย…”
แม่ทัพปราบอสูรทั้งสามคนต่างส่งกระแสจิตพูดคุยกัน รอจนเฉินอู่เดินกลับมาจึงหยุดลง แล้วยืนอยู่อย่างสงบเสงี่ยม
ในขณะที่เฉินอู่และพวกกำลังไปตรวจสอบรายละเอียดต่างๆ เฝิงชิงหลีก็เดินเข้ามาในลานบ้าน เซียวเหยียนรีบเชิญนางนั่งทันที พร้อมกับรินชาให้ถ้วยหนึ่ง
เฝิงชิงหลียกขึ้นมาจิบเบาๆ แล้วเอ่ยชม “ใสสะอาด หอมหวาน ไม่เลวเลย”
เซียวเหยียนเพียงยิ้มรับ
“ข้าเตรียมจะกลับเมืองมรกตแล้ว” เฝิงชิงหลีเหลือบมองเซียวเหยียน
เซียวเหยียนคาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้ว ตอนนี้ที่นี่ไม่มีราชันย์อสูรจึงปลอดภัยไปชั่วคราว การมาถึงของคนจากกรมปราบอสูรก็พอจะข่มขู่อสูรตนอื่นๆ ได้บ้าง เพราะอย่างไรเสียเฉินอู่ก็เป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตจตุรภพ อสูรเหล่านี้อาจจะกล้าต่อกรกับจวนแม่ทัพเทวะแห่งชายแดน แต่กลับเกรงกลัวกรมปราบอสูรมากกว่า เพราะจวนแม่ทัพเทวะมีหน้าที่พิทักษ์ชายแดน ต้องเผชิญหน้ากับอสูรมากมาย แต่กรมปราบอสูรนั้นต่างออกไป หากไปยั่วยุพวกเขาเข้า พวกเขาก็จะจ้องเล่นงานไม่ปล่อย หน้าที่ของพวกเขาคือกำจัดอสูรและปราบมาร หากไม่มีเรื่องอื่นก็จะตามติดไม่เลิกรา สร้างความรำคาญให้อสูรเป็นอย่างยิ่ง
“ไม่ต้องเป็นห่วงทางนี้ แต่เป็นท่านที่จากมานานขนาดนี้เพื่อเรื่องของข้า เกรงว่าจะต้องทำทะเบียนและตราอาญาสิทธิ์ใหม่อีกครั้ง” เซียวเหยียนกล่าว เรื่องนี้ต่อให้สำนักศึกษาตำหนักจันทน์ออกหน้าให้ ก็ยังต้องใช้ความพยายามอยู่บ้าง เพราะเป็นการติดต่อกับทางราชการ และยังเป็นราชันย์อสูรขอบเขตจตุรภพที่ขึ้นทะเบียน การตรวจสอบย่อมเข้มงวดเป็นธรรมดา
“เรื่องเล็กน้อยน่า” เฝิงชิงหลียิ้ม ทันใดนั้นก็จ้องมองเซียวเหยียนแวบหนึ่ง แล้วกล่าวเสียงเบาว่า “ดูจากตอนนี้ ที่นี่คงจะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกแล้ว สามปีให้หลัง ข้าจะรอท่านที่เมืองมรกต”
“อืม” เซียวเหยียนพยักหน้าเล็กน้อย แม้ว่าเขาจะไม่ต้องการกลับไปเมืองมรกต แต่เมืองมรกตนั้นใหญ่โตมาก และการมีสหายเก่าเช่นนี้อยู่ที่นั่น เขาก็ไม่รังเกียจที่จะแวะไปเยี่ยมเยียนสักครั้ง
เฝิงชิงหลียิ้มเล็กน้อย ริมฝีปากโค้งสวยราวกับต้องลมวสันต์ นางยื่นถ้วยชาที่ว่างเปล่าออกมา “ขออีก”
“ได้” เซียวเหยียนรินชาให้นางจนเต็มถ้วยแล้วถ้วยเล่า
เมื่อดื่มเสร็จ เฝิงชิงหลีก็ลุกขึ้นยืน มองเซียวเหยียนอีกครั้ง จากนั้นก็หันกายจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก ร่างของนางลอยจากไป หายลับไปจากลานบ้าน
หลังจากที่เฝิงชิงหลีจากไปไม่นาน นอกลานบ้านรั้วไม้ไผ่ก็มีแขกมาเยือนอีกครั้ง คึกคักอย่างยิ่ง
ครั้งนี้ผู้มาเยือนคือคนจากสำนักดาราศาสตร์หลวง พวกเขาเชี่ยวชาญวิชาลับค่ายกล ซึ่งค่ายกลของเมืองต่างๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นฝีมือการวาดและจัดวางของสำนักนี้นั่นเอง ผู้นำที่มาคือขุนนางดารา ยอดฝีมือขอบเขตสามอมตะ ซึ่งมีตำแหน่งสูงส่งอย่างยิ่ง หากพูดถึงตำแหน่งข้าราชการแล้ว นับว่าสูงกว่าเฉินอู่เมื่อครู่ครึ่งขั้น เพราะวิชาลับค่ายกลนั้นซับซ้อนอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ต้องการพรสวรรค์ด้านยุทธ์ แต่ยังต้องการความเข้าใจที่ลึกซึ้ง การศึกษาค้นคว้าตลอดชีวิตจึงจะสามารถรับตำแหน่งได้
เมื่อพันปีก่อน เคยมีอสูรลอบเข้าไปในสำนักดาราศาสตร์หลวงและขโมยคัมภีร์ลับค่ายกลไปหลายม้วน แต่ค่ายกลที่กองกำลังอสูรนอกเขตแดนเชี่ยวชาญในช่วงหลายปีมานี้กลับตื้นเขินอย่างยิ่ง เหตุผลก็คือการเรียนรู้ศาสตร์เหล่านี้ ต้องใช้สมองอย่างมาก มันเกี่ยวข้องกับลำต้นสวรรค์กิ่งปฐพี ศาสตร์พยากรณ์พลิกฟ้าดิน ศึกษาค้นคว้าเป็นร้อยปี ก็ยังไม่กล้าพูดว่าเข้าใจถ่องแท้
ขุนนางดาราผู้นี้ผมขาวบางตา แววตาดูเคร่งขรึมและทื่อๆ อยู่บ้าง เซียวเหยียนลุกขึ้นต้อนรับ คิดจะเลี้ยงชาอีกฝ่าย แต่ชายชราเพียงแค่โบกมือปฏิเสธ บอกว่าพวกเขาได้รับคำสั่งให้มาทำงาน ไม่ได้มาเพื่อดื่มกิน หลังจากทักทายและรับตราเจ้าเมืองจากเซียวเหยียนแล้ว ก็หันไปทำงานอย่างขะมักเขม้นทันที ท่าทางของเขามีความรู้สึกเหมือนนักวิชาการเฒ่าที่ไม่สนใจเรื่องมนุษยสัมพันธ์ใดๆ มีเพียงใจที่มุ่งมั่นอยู่กับการศึกษาค้นคว้าค่ายกลเท่านั้น
บัณฑิตสองสามคนที่ติดตามมาส่วนใหญ่ก็มีสีหน้าทื่อๆ เช่นกัน แต่แววตาบางครั้งจะส่องประกายครุ่นคิด มีเพียงเด็กสาวคนหนึ่งที่ดูมีชีวิตชีวากว่า รอจนคนอื่นๆ จากไปจึงอยู่รั้งท้าย แล้วยิ้มร่าให้เซียวเหยียน “คุณชายท่านอย่าได้ถือสาเลย ท่านอาจารย์ของข้าเขาเป็นคนนิสัยแบบนี้”
เซียวเหยียนเหลือบมองลายปักตำแหน่งข้าราชการบนหน้าอกของนาง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต่ำที่สุดในหมู่พวกเขา ตำแหน่งผู้ช่วยน้อยคนหนึ่ง เขาก็ยิ้มแล้วตอบกลับไปว่า “เจ้าก็ควรจะเรียนรู้จากอาจารย์ของเจ้า ศึกษาค้นคว้าค่ายกลให้มากขึ้น”
รอยยิ้มที่สดใสบนใบหน้าของเด็กสาวพลันเหี่ยวเฉาลงทันที นางทำปากจู๋ “ทำไมท่านถึงได้เหมือนอาจารย์ของข้าเลย พูดจาโบราณคร่ำครึแบบนี้”
เซียวเหยียนหัวเราะเบาๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เด็กสาวเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง เดิมทีคิดว่านายน้อยอัจฉริยะผู้นี้อายุใกล้เคียงกับตนเอง จะเป็นคนที่มีนิสัยร่าเริงเหมือนกัน ไม่คิดว่าจะมีท่าทีเป็นผู้ใหญ่ติดตัวมาด้วย นางแอบเบ้ปาก ไพล่มือเล็กๆ ไว้ข้างหลัง แล้วหันไปวิ่งตามอาจารย์ออกจากลานบ้านไป
“หลิวหว่านเอ๋อร์ อย่าวิ่งไปทั่ว เตรียมทำงานได้แล้ว” ศิษย์พี่บัณฑิตคนหนึ่งพูดกับเด็กสาว แม้จะเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน แต่อายุของทั้งสองดูแตกต่างกันอย่างมาก ศิษย์พี่บัณฑิตผู้นี้ดูเหมือนจะอายุห้าสิบกว่าแล้ว
“รู้-แล้ว-ค่า~” ศีรษะของเด็กสาวแกว่งไปมาเหมือนลูกตุ้มนาฬิกา ลากเสียงตอบกลับทีละคำ
พูดจบ สายตาของนางกลับกวาดมองไปทั่วเมืองใหม่แห่งนี้ มองดูนักสู้ที่เดินไปมาอย่างยุ่งวุ่นวาย ภาพเช่นนี้นางเคยเห็นมาแล้วตอนที่ติดตามอาจารย์ไปจัดวางค่ายกลที่เมืองอื่น จึงไม่ได้รู้สึกแปลกใหม่อะไรนัก
ไม่นาน ภายใต้การนำของเซียวเฟิ่งอู่ พวกเขาก็มาถึงบนกำแพงเมืองแห่งหนึ่ง
เพิ่งจะขึ้นไปบนกำแพงเมือง ลมหนาวระลอกหนึ่งก็พัดเข้ามา หลิวหว่านเอ๋อร์หดคอเล็กน้อย จากนั้นสายตาของนางก็มองไปข้างหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ และทันใดนั้นก็เห็นสุสานที่กว้างใหญ่ไพศาลทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
นางนิ่งงันไปชั่วขณะ พูดออกมาโดยไม่รู้ตัวว่า “นี่…นี่คือ…”
เซียวเฟิ่งอู่ที่กำลังพูดคุยเรื่องค่ายกลกับขุนนางดาราเฒ่าอยู่ เมื่อได้ยินคำพูดของเด็กสาว ก็หันกลับมามองนางแวบหนึ่งแล้วกล่าวเสียงเบาว่า “คนเหล่านี้ล้วนเป็นลูกหลานแห่งราชวงศ์ประกาศิตสวรรค์เรา”
หัวใจของหลิวหว่านเอ๋อร์สั่นสะท้าน ม่านตาหดเล็กลง ลมหายใจดูเหมือนจะหยุดชะงักไปชั่วขณะ นางมาเยือนชายแดนเป็นครั้งแรก และเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นภาพเช่นนี้…ที่แท้ ที่ในหนังสือบอกว่า “หลุมศพเดียวดายนอกด่านนับพันลี้” เป็นเรื่องจริงรึ?
ในสมองของเด็กสาวพลันปรากฏใบหน้าที่ยิ้มอย่างสงบของเด็กหนุ่มในลานบ้านเมื่อครู่นี้ขึ้นมา ความเป็นผู้ใหญ่และความเฉยเมยนั้น ตอนนี้ดูเหมือนว่าภายใต้ใบหน้านั้นจะซ่อนบาดแผลนับไม่ถ้วนไว้ นิ้วของนางกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว และแววตาก็พลันเคร่งขรึมขึ้นมาก
ในลานบ้าน เซียวเหยียนเรียกหลิวรั่วซีกับจิ้งจอกขาวน้อย เตรียมที่จะไปจัดการกับซากราชันย์อสูรตนนั้น
หลิวรั่วซีขี่ม้ากลับมาในวันที่สองหลังจากสงครามสิ้นสุดลง แม้ว่านางจะไม่ได้พูดอะไร แต่เซียวเหยียนก็เดาได้ว่านางคงจะไม่ได้กลับไปแคว้นมหึมา เพียงแค่พักอยู่ที่เมืองใกล้ๆ มิฉะนั้นคงไม่สามารถเดินทางมาถึงที่นี่ได้รวดเร็วขนาดนี้แน่นอน สำหรับเรื่องนี้ เซียวเหยยียนก็ไม่ได้พูดอะไร ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติ
ตอนนี้ พวกเขามาถึงพื้นที่ที่ถูกล้อมไว้แห่งหนึ่งในเมือง ซากราชันย์อสูรนกดำนอนแน่นิ่งอยู่ที่นี่ เหมือนเนินเขาเล็กๆ บริเวณโดยรอบถูกปิดล้อมไว้
“ราชันย์อสูรตนนี้ทั่วร่างล้วนเป็นสมบัติล้ำค่า เจ้าเตรียมจะจัดการอย่างไร?” ร่างของท่านผู้เฒ่าโม่ปรากฏขึ้นข้างกายเซียวเหยียนอย่างเงียบงัน เขาสังเกตราชันย์อสูรเบื้องหน้า ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะท้อนใจ สถานการณ์การต่อสู้ในวันนั้น มีเพียงเขากับเฝิงชิงหลีที่รู้ ไม่ได้ป่าวประกาศออกไป จึงมีคนเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่า ราชันย์อสูรตนนี้แท้จริงแล้วถูกหลอกจากเซียวเหยียน เพราะขอบเขตเทวะมนุษย์สังหารราชันย์อสูรขอบเขตจตุรภพ…นี่มันน่าตกใจเกินไปหน่อย ข่าวแบบนี้ถือเป็นข้อมูลลับ หากปิดได้ก็ควรจะปิดไว้
สำหรับสภาวะยุทธ์อันแปลกประหลาดของเซียวเหยียนนั้น ท่านผู้เฒ่าโม่ก็ไม่ได้ถามอะไรมาก เซียวเหยียนเป็นคนที่เขาเฝ้ามองมาตั้งแต่เล็ก แต่หลายเรื่องเขาก็มองไม่ทะลุ เช่น พรสวรรค์ที่ร้ายกาจเกินมนุษย์นี้ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือเซียวเหยียนยังคงเป็นเจ้าหนูที่เขาคุ้นเคยก็พอแล้ว
“ทำอาหารอร่อยๆ ให้ทุกคนกินสักมื้อ” เซียวเหยียนตอบ
ท่านผู้เฒ่าโม่นิ่งงันไป เขามองเซียวเหยียนอย่างตกตะลึง เมื่อเห็นสีหน้าที่จริงจังของเด็กหนุ่ม ก็พลันหัวเราะอย่างพูดไม่ออก จากนั้นก็ระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดัง “เจ้าเด็กนี่ ไม่เลวจริงๆ”
เซียวเหยียนกล่าว “รสชาติของราชันย์อสูรน่าจะอร่อยไม่เลว เลี้ยงทุกคนก็ถือว่าไม่เสียแรงที่พวกเขาอุตส่าห์มาช่วย”
“นั่นก็จริง” ท่านผู้เฒ่าโม่ยิ้มแล้วพยักหน้า นี่ไหนเลยจะไม่เสียแรง หากรู้แต่เนิ่นๆ ว่ามีเนื้อราชันย์อสูรให้กิน คาดว่าคงจะมีนักสู้แห่กันมามากกว่านี้อีก “อย่างไรก็ตาม นอกจากเลือดเนื้อแล้ว จิตแห่งเต๋าของราชันย์อสูรตนนี้คือของวิเศษ สามารถอาศัยมันทำความเข้าใจรากฐานแห่งการตั้งเต๋าของมันได้ เพื่อวางรากฐานให้เจ้าในอนาคตที่จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตจตุรภพ”
ท่านผู้เฒ่าโม่กล่าวต่อ “ขนนกสุวรรณไหลบนหลังของมัน คือแก่นแท้ของพลังสายเลือดราชันย์อสูรยุคโบราณ ก็เป็นวัตถุดิบชั้นดีในการหลอมอาวุธเทวะเช่นกัน เจ้าสามารถเก็บมันไว้ แล้วส่งไปพร้อมกับกระบี่มังกรท่องนภาของเจ้าที่หอหมื่นศาสตรา ให้พวกเขาช่วยเจ้าหลอมใหม่เป็นครั้งที่สอง”
เซียวเหยียนพยักหน้า เรื่องเหล่านี้เขาก็คิดไว้แล้วเช่นกัน นี่คือสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดบนร่างของราชันย์อสูร เป็นสิ่งที่ผู้คนนับไม่ถ้วนต้องการแต่ก็หาไม่ได้
“เตรียมภาชนะมาด้วย โลหิตวิเศษทั้งร่างของราชันย์อสูรตนนี้ ข้ายังมีประโยชน์ต้องใช้อีก” เซียวเหยียนกล่าว