หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 100 พระราชทานรางวัล
100 พระราชทานรางวัล
งานเลี้ยงกลางวันวันไหว้พระจันทร์ใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว
ครั้งนี้จัดขึ้น
ณ ตําหนักไท่เหอ ภายในพระราชวังหลวง บรรดาอ๋องทั้งหลาย รวมถึง ท่านกั้วกงและท่านโหวผู้ทรงศักดิ์ ต่างมานั่งประจําที่เรียบร้อย เหลือเพียง รอ ฮ่องเต้เสด็จมา งานเลี้ยงจึงจะเปิดฉากอย่างเป็นทางการ
“ฮ่องเต้เสด็จ ฮองเฮาเสด็จ”
เสียงขันทีประกาศกังวานก้องท้องพระโรง ทันทีที่ร่างสูงสง่าในฉลอง พระองค์มังกรก้าวเข้ามา พร้อมสตรีผู้ทรงศักดิ์เคียงข้าง ทุกผู้คนล้วนคุกเข่า
ลงพร้อมเพรียง
“ถวายบังคมฝ่าบาท ทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นหมื่นปี ถวาย
บังคมฮองเฮา ทรงพระเจริญพันปีพันพันปี
ฮ่องเต้ซือถูหลิงจื้อ กวาดตามองเหล่าขุนนางที่หมอบกราบอยู่เบื้อง ล่าง ก่อนตรัสด้วยสุรเสียงเปี่ยมพระเมตตา
“ลุกขึ้นเถิด มีจําเป็นต้องมากพิธี
เมื่อทุกคนกลับเข้าสู่ที่นั่ง เสียงดนตรีพิณขลุ่ยก็ดังแว่ว บรรยากาศ คึกคักอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะ แก้วสุรากระทบกันเป็นจังหวะ อาหารเลิศ รสายอยวางเต็มโต๊ะ การแสดงร่ายร้าผลัดเปลี่ยนไม่ขาดสาย
ตําาแหน่งที่นั่งในท้องพระโรงเผยให้เห็นลําาดับอ้านาจชัดเจน
ฮ่องเต้ประทับตรงกลาง เบื้องข้างคือไทเฮา ถัดลงมาสองข้างเป็นฮองเฮา
และหยุนกุ้ยเฟย หยุนกุ้ยเฟยแอบยิ้มอย่างภาคภูมิ แม้เป็นเพียงกุ้ยเฟย แต่ ตําแหน่งที่ประทับสะท้อนชัดว่าในพระทัยฮ่องเต้ นางมิใช่สตรีสามัญ
ถัดลงมาเป็นเหล่าพระสนม และบุตรธิดาแห่งราชวงศ์ ผู้โดดเด่นที่ สุดในวันนี้คือองค์หญิงฉิงหลิง ธิดาองค์โตของฮ่องเต้และฮองเฮา งามล้ําดุจ เทพธิดาจุติ อาภรณ์สีเหลืองอ่อนพลิ้วไหวราวกลีบบุปผา ดวงพักตร์ยาม แย้มยิ้มดั่งดอกท้อผลิบาน งามสะคราญจนผู้มองลืมหายใจ นางคือหนึ่งใน “ สี่สาวงามแห่งเมืองหลวง” และได้รับการยกย่องให้เป็นอันดับหนึ่ง มิใช่เพราะ ความงามเหนือใคร หากเพราะสถานะที่สูงส่งเป็นผู้ใดเทียบ
วันนี้ ในสี่สาวงาม มีสามคนมาร่วมงาน หยุนอีอี บุตรีอัครมหา เสนาบดี ฉินอี้เหมี่ยว บุตรีเอกแห่งจวนฉินถั่วกง และองค์หญิงฉิงหลิง ส่วน อีกผู้หนึ่ง…มิได้อยู่ที่นี่ งานเลี้ยงดําเนินไปอย่างราบรื่น จนใกล้จบ ฮ่องเต้จึง ตรัส นอย่างอารมณ์ดี
“ปีนี้ช่างคึกคักนัก สามสาวงามแห่งเมืองหลวงล้วนมารวมกัน ช่างเพิ่ม สีสันให้ค่าวันนี้ยิ่ง”
ฮองเฮาทรงยิ้มอ่อน
“วัยเยาว์ ดีจริง เพียงมองก็สบายตาแล้ว”
องค์หญิงฉิงหลิงหัวเราะเบา ๆ
“เช่นนั้นลูกขอรับมาชมไว้โดยไม่ปฏิเสธแล้วเพคะ”
เสียงหัวเราะกังวานทั่วท้องพระโรง บรรยากาศอบอุ่นดั่งครอบครัว
สามัญ มิใช่ราชสํานักอันเต็มไปด้วยคมดาบซ่อนเงา แต่ใต้รอยยิ้ม…กระแสลม
เย็นกําาลังก่อตัว
อือกูชวี่ นั่งนิ่ง ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์ เขาชาเลือ
เลิก
น้อย เป็นสัญญาณไร้คําพูด ทว่าก่อนฮ่องเต้จะเอ่ยสั่งใด ฮองเฮากลับตรัส งั้นเสียก่อน
“กล่าวถึงสาวงาม คงไม่พ้นฉินอี้เหมี่ยว บุตรีจวนฉินกั่วกง นอกจาก โฉมงาม ยังเป็นยอดหญิงแห่งบทกวี ได้รับสมญา หนึ่งในใต้หล้า’ มิใช่หรือ” ฉินอี้เหมี่ยวลุกขึ้น โค้งคํานับอย่างถ่อมตน แม้ดวงตาแวววาวด้วย ความภูมิใจ เมื่อไทเฮายังเอ่ยชมต่อ บรรดาขุนนางก็พากันสรรเสริญไม่ขาด
สาย
ไท่จื่อฮือถูเทียน ลุกขึ้นกล่าวด้วยน้ําเสียงนุ่มลึก
“ในงานฉลองวันเกิดฮูหยินผู้เฒ่าฉิน นางเคยประพันธ์บทชมเหมยไว้
บทหนึ่ง ข้ายังจําได้ขึ้นใจ
เยาขับกลอนว่า
“เหมยกับหิมะแย่งฤดูใบไม้ผลิ กวีวางฟูกันยากตัดสิน เหมยด้อยยาวกว่าหิมะสามส่วน หิมะกลับแพ้กลิ่นหอมหนึ่งช่วง
คํากลอนดังก้อง เสียงชื่นชมดงขึ้นทั่ว ฉินอี้เหมี่ยวหัวใจเต้นแรง ดวง หน้าร้อนผ่าว การที่องค์รัชทายาทจ จ่าบทกวีของนางได้ สําาหรับสตรีคน หนึ่ง นี่คือเกียรติยศยิ่งใหญ่ ฮ่องเต้ตรัสชม “วรรคสุดท้ายช่างดีนัก” ทว่า ขณะที่ทุกคนกําลังหลงในบรรยากาศหวานล้ํา เสียงหนึ่งดังขึ้นราวมีดคมกรีด
ฝันไหม
“กลอนนั้นดีจริง…แต่ผู้ชนะวันนั้น มิใช่คุณหนูฉิน”
ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ
ผู้เอ่ยคือ ฮือ ชวี่ เขายกจอกสุราขึ้นจีบอย่างไม่รีบร้อน รอยยิ้มบนใบ หน้าฉินอี้เหมี่ยวแข็งค้าง ฮองเฮาขบกรามแน่น แววตาวาวโรจน์
ฮ่องเต้หัวเราะเบา ๆ
“เช่นนั้นหรือ? ยังมีบทกวีที่เหนือกว่า ?”
ฮือถูชวี่ เอ่ยขึ้นแทน
“หากรัชทายาทมีสะดวก ข้าขอขับแทน”
แล้วเสียงทุ้มกังวานก็ร่ายบทกลอน
“กลีบแรกคลี่รับเกล็ดหิมะ ความสง่าผู้วาดยังยากถ่ายทอด
สูงส่งนัก!”
กลิ่นหอมมีเสน่ห์เฉพาะตน สะอาดบริสุทธิ์จนลืมความหนาว
กึ่งเฉียงคล้ายฟังเสียงขลุ่ยเศร้า พึงลมหนาวประหนึ่งป่วยบางเบา
หากสายลมเข้าใจเจตนา โปรดอย่าทําลายง่ายดาย
สิ้นเสียง ท่านมหาบัณฑิตตบโต๊ะลุกขึ้น
“ยอดเยี่ยม! ทั้งบทไร้คําว่า ‘เหมย’ แต่ทุกวรรคคือเหมย! จิตวิญญาณ
คําว่า “เหนือกว่าหนึ่งในใต้หล้า” หลุดจากปากเขาโดยไม่ยั้งคิด ใบ หน้าฉินอี้เหมี่ยวซีดเผือดราวกระดาษ เมื่อครู่ยังเป็นดอกท้อผลิบาน บัดนี้ กลับกลายเป็นใบไม้ร่วงกลางลมหนาว เสียงชุบหีบเริ่มแพร่กระจาย ชื่อหนึ่ง ลอยผ่านอากาศทีละน้อย จ้าวเข่อหรัน ฮ่องเต้แสร้งถามด้วยสีหน้าสนใจ
จวนไท่ชีอ
“เป็นบุตรีจวนใด?”
ชือ ชวี่ ยิ้มบาง
“เป็นหลานของฮูหยินผู้เฒ่าฉิน นามว่า จ้าวเข่อหรัน บุตรีเอก
ทั่วท้องพระโรงสะเทือนเงียบ ผู้ที่ไม่รู้มาก่อน างเบิกตากว้าง
อ่องเต้พยักพระพักตร์
“ในเมื่อบทกวีงดงามถึงเพียงนี้ ยังได้รับภาพ หานเหมย ‘ จากรัช
ทายาทไปแล้ว เช่นนั้น…เราควรมีรางวัลเพิ่มเติม
ช้า ๆ
เสียงฮือฮา ง น ฮ่องเต้ทอดพระเนตรไปรอบท้องพระโรง ก่อนตรัส
“เช่นนั้น เราจะพระราชทานรางวัลใหญ่ให้แก่นาง
แววตา ฮือถู วี่ วาบวับดุจประกายไฟ
ค่ําคืนนี้….เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น และหมากกระดานใหญ่ ได้ถูกผลักเดิน
ไปอีกก้าวแล้ว