หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 99 แผนลับของหลี่เฟย
99 แผนลับของหลี่เฟย
ยามดึกสงัด แสงประทีปในตําหนักฉินเจิ้งยังคงส่องสว่างไม่ดับ เปลว ไฟไหววูบวาบทาบเงาร่างบุรุษผู้ทรงอํานาจที่สุดแห่งแผ่นดิน ฮ่องเต้แห่งราช วงศ์ต้าหลี่ ซือถูหลิงจื้อ พระองค์ประทับนั่งอยู่หลังโต๊ะทรงงาน ในพระหัตถ์ มิใช่ฎีการาชการ หากเป็นสมุดเล่มหนึ่งที่ทรงเปิดอ่านอย่างตั้งใจ ครั้นเวลา ผ่านไปเนิ่นนาน จึงทรงวางมันลง พร้อมถอนพระทัยยาว
“เอ้อ…”
พระองค์ยังทรงมองไม่เห็นเลยว่า จ้าวเข่อหรันมีสิ่งใดพิเศษ เหตุ ใดชวี่เอ๋อร์จึงเอาใจไปผูกไว้แน่นหนา สตรีผู้นั้น กําเนิดจากตระกูลใหญ่ก็ จริง ทว่าบิดายังมิได้สิบตําแหน่งโหว รูปโฉมมีถึงขั้นสะเทือนแผ่นดิน ปัญญามิได้ล้ําเลิศจนผู้คนตะลึง นอกจากบทกวีในงานวันเกิดท่านผู้เฒ่าฉัน ที่สร้างความฮือฮาเพียงครั้งเดียว แล้วเหตุใดเล่า บุตรชายจิงหลงใหลนัก?
ถึงจะทรงคัดค้าน ชวี่เอ๋อร์ก็มิใช่คนที่จะถอย หากถึงคราวแตกหัก วิญญาณของเชียวเชียวบนสวรรค์คงตําหนิพระองค์แน่ ครั้นคิดถึงตรงนี้
พระองค์ตรัสเรียกขันทีคนสนิท
“หลี่ฟูเฉวียน ฝนหมึก”
ขันทีรีบก้มรับคํา พลางสอบเหลือบมองด้วยความสงสัย ปกติแล้ว
ฮ่องเต้มิได้ทรงร่างราชโองการด้วยพระองค์เอง แต่คืนนี้กลับหยิบพู่กันขึ้น ด้วยพระหัตถ์ เมื่อแอบมองถ้อยคําเพียงแวบเดียว หัวใจหลี่ฟูเฉวียน สะท้านวาบ รีบก้มหน้าก้มตาเสมือนไม่เห็นสิ่งใด ทว่าภายในอกคลื่นลมกําาลัง ปั่นป่วนอย่างหนัก
ค่ําคืนก่อนวันเพ็ญนี้ ช่างเป็นคืนไร้การหลับใหล
จ้าวชงกับฉินเซียงเหอกําาสั่งคํานวณหมากในใจ ส่วนจ้าวเย่อเหริน กําลังถักทอแผนการทะยานสู่ตําแหน่งที่นางใฝ่ฝัน และจ้าวเข่อหรันกําลังรอ ดูละครด้วยสายตาเยือกเย็น ส่วนฮ่องเต้ทรงกังวลถึงอนาคตบุตร คืนที่สิบสี่ จึงกลายเป็นคืนที่ใจผู้คนหนักอึ้งยิ่งกว่าเมฆฝน แต่ไม่ว่าผู้ใดจะหลับหรือไม่ หลับ วันเพ็ญก็ย่อมมาถึงตรงเวลา
รุ่งเช้าวันที่สิบห้า จวนอ๋อง จวนกง และคฤหาสน์ขุนนางทั่วเมือง หลวงต่างคึกคัก แม้เป็นงานเลี้ยงยามเที่ยง แต่ทุกคนต้องตระเตรียมตั้งแต่ ฟ้ายังสลัว ถึงกับไม่มีเวลาแตะสํารับเช้า จวนเจิ้นเป่ยโหวก็เช่นกัน
ยามเหม่า แสงอรุณยังไม่ทันแจ่มชัด ท่านโหวจ้าวหลินและภรรยาทั้ง สอง เชียวหลังกับหลี่เฟย ก็ลุกขึ้นอาบน้ําเปลี่ยนเครื่องแต่งกายงดงามสม ฐานะ ไม่นาน ขบวนรถม้าก็เคลื่อนจากหน้าจวน บรรดาผู้คนในเรือนต่าง ออกมาส่ง ภาพเช่นนี้เกิดขึ้นทุกปี
ทว่าครานี้ หัวใจของจ้าวชงกับจ้าวหย่งกลับร้อนรุ่มยิ่งกว่าเดิม ครั้ง หนึ่งเมื่อยังมิได้แต่งงาน ท่านโหวจ้าวหลินเคยพาพวกเขาเข้าวังร่วมงานวัน เพ็ญ แต่หลังมีครอบครัว โอกาสนั้นก็หายไป แม้จะยังได้เข้าร่วมงานเลี้ยงอื่น ตามฐานะ ทว่างานวันเพ็ญคือสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ
ยามเห็นรถม้าเคลื่อนสู่พระราชวัง ความทะเยอทะยานในใจทั้งสองก็ ลุกโชน สักวัน…. ผู้ที่จะนั่งรถม้านั้น ต้องเป็นตน จ้าวเข่อหวั่นแม้ไม่อยากมา ส่ง ก็หลบมีพ้น นางถูกปลุกตั้งแต่เช้ามืดมายืนเรียงแถว
“เพียงไปงานเลี้ยง เหตุใดต้องจัดพิธีเอิกเกริกเช่นนี้”
นางพิมพาในใจ แต่พอเห็นสีหน้าบิดาและอารองที่แปรเปลี่ยนไม่ หยุด นางก็เข้าใจ ท่านปู่มิได้เรียกทุกคนออกมาส่งเพราะมารยาท หากเพื่อ กระตุ้นใฟในอกบุตรชายทั้งสอง จ้าวเข่อหรันยิ้มมุมปาก ท่านปู่… ช่างเป็น จิ้งจอกเฒ่าเสียจริง ผู้ใดผ่านบททดสอบแห่งไฟแข่งขันนี้ได้ จึงคู่ควรสืบ
ตําาแหน่ง
ไม่นาน รถม้าก็ถึงประตูวัง ตามกฎแล้ว ผู้ใดมิได้รับอนุญาตเป็น พิเศษ ห้ามขี่ม้าหรือรถเข้าไป ท่านโหวจ้าวหลินแยกไปตําาหนักใท่เหอ เพื่อ ถวายบังคมร่วมกับบรรดาอ๋องและขุนนาง เชียวหลิงกับหลี่เฟย มุ่งสู่ สําหนัก เฟิง เข้าเฝ้าฮองเฮา
ครั้นเสร็จพิธี ท่านโหวจ้าวหลินไปนั่งจิบชากับขุนนางรอเวลา เซียวหลิงไปค้านับใทเฮา ส่วนหลี่เฟย… นางมุ่งตรงสู่ตําหนัก ฮุย เพื่อพบ ธิดาของตน สนมซูเฟย จ้าวเหมย ทันทีที่ก้าวเข้าโถง หลี่เฟย ก็เห็นหญิงงาม ในชุดฉลองสีเขียวอ่อน ประดับลายดอกโบตั๋นปักใหมเงิน งามสง่าแต่แฝง อ้านาจ นั่นคือธิดาของนาง สนมซูเฟย จ้าวเหมย หลี่เฟย รีบคุกเข่า
“หม่อมฉันถวายบังคมซูเฟย ขอพระนางทรงพระเจริญ”
ชูเฟยทําท่าร้อนใจ รีบให้คนประคองอั้น
“ท่านแม่ ใยต้องมากพิธี เราเป็นแม่ลูกกัน”
คํากล่าวอ่อนหวาน หากแฝงความเสแสร้ง เพราะหากไม่ต้องการพิธี
จริง เหตุใดจึงปล่อยให้มารดาคุกเข่าจนครบถ้วนก่อนเอ่ยห้าม? หลี่เฟย รู้ดี แต่สีหน้ากลับยิ้มละมุน
แม้เป็นแม่ลูก แต่ก็มีลําดับเจ้านาย จะละเลยมิได้
นางเข้าใจดี ธิดาในยามนี้คือสนมเอก มิใช่เด็กหญิงในเรือนเดิม อีก ทั้งนางเองได้อํานาจเข้าวังเพราะบุตรสาว หากคิดให้บุตรชายได้สืบตําแหน่ง โหว ยิ่งต้องพึ่งอ้านาจในวัง หลังคนรับใช้ถอยออกไป หลี่เฟย จึงเปิด
ประเด็น
“เรื่องหมั้นหมายของจ้าวเย่อเหรินกับจวนจงอี้โหว เจ้าทราบหรือ
ไม่?”
ซูเฟยหัวเราะเย็น
“เรื่องครึกโครมทั่วเมือง ข้าจะไม่รู้ได้อย่างไร นางช่างพลิกวิกฤตเป็น โอกาสนัก เพียงน่าสงสารจ้าวเข่อหวั่นที่ถูกแทงข้างหลังโดยสายเลือดเดียว
กัน”
หลี่เฟยสีหน้าเคร่งทันที
“เพราะเรื่องนี้ ข้าจึงกังวล”
ชูเฟยเลิกคิ้ว
“หมั้นหมาย แต่เดิมก็ของจ้าวเข่อหรัน เปลี่ยนเป็นจ้าวเย่อเหรินจะ
ต่างอะไร?”
หลี่เฟยส่ายหน้า
“ต่างสี! จ้าวเข่อหวั่นมิใช่หญิงที่จะตรึงใจหลินชื่อจื่อได้ แต่จ้าวเข่อเห รีน… นางทั้งงาม ทั้งเจ้าเล่ห์ หากทําให้จวนจงอี้โหวยืนข้างจ้าวชงเต็มตัว ลูก เอ๋ย… ฝ่ายเราจะเสียเปรียบ
ชูเฟยเงียบไปครู่หนึ่ง ความกังวลค่อย ๆ ซึมลึก หากลุงใหญ่ได้แรง หนุนเพิ่ม ฐานะนางในวังก็สั่นคลอน ทันใดนั้น หลี่เฟยเอ่ยแผน “หากให้หยุนอ๋องอภิเษกกับเข่อผิงเล่า?”
เข่อผิง บุตรสาวจ้าวหย่ง หยุนอ๋อง โอรสของชูเฟย องค์ชาย
แปดช๊อกหยุน ชูเฟยชะงัก ให้โอรสนางแต่งกับลูกพี่ชายรอง? นางฝืนยิ้ม ใน ใจกลับเย็นเฉียบ บุตรชายเป็นถึงองค์ชายผู้ได้รับสถาปนาแล้ว หากต้องแต่ง กับหลานสาวที่บิดายังมิได้ครองตําแหน่งโหว จะได้ประโยชน์อันใด ? แต่ปาก
กลับกล่าวอ่อนหวาน
“ท่านแม่กล่าวเกินไป เย่อผิงเป็นเด็กดี หากผู้ใดไม่คู่ควร ก็คง เป็นหยุนเอ๋อร์ ต่างหาก”
สีหน้าหลี่เฟยพอใจ
“เช่นนั้นก็เลือกฤกษ์หมั้นหมายเสียเถิด”
ชูเฟยรีบอ้างกฏฟ้าดิน หลี่เฟยสีหน้าหม่นลงเล็กน้อย
“เช่นนั้น…เราก็ไร้หนทางแล้วหรือ?”
ชูเฟยยิ้มบาง รอยยิ้มอ่อนโยนราวสายลม
“ข้าจะลองหยั่งพระทัยฝ่าบาท แต่จะสําเร็จหรือไม่ ข้ามิอาจรับ
ประกันได้
ถ้อยคําฟังดูเปี่ยมน้ําใจ หากในใจของนางกลับแน่วแน่ยิ่งนัก เรื่องนี้… นางจะไม่มีวันเอ่ยยั้นต่อหน้าฝ่าบาทเด็ดขาด โอรสของนาง จะต้องได้ชายาที่
สามารถหนุนบัลลังก์และอํานาจ มิใช่พันธะไร้ค่าให้ถ่วงรั้งอนาคต
“งานเลี้ยงใกล้จะเริ่มแล้ว”
ชูเฟยลุกขึ้นจากที่นั่ง ไม่นานนัก เกี๊ยวของสองแม่ลูกก็เคลื่อนออก จากนําหนัก ท่ามกลางสายลมเย็นของต้นฤดูใบไม้ร่วง บนใบหน้าของทั้งสอง ต่างประดับรอยยิ้มงดงาม สงบงามดุจภาพวาด ทว่า ภายใต้รอยยิ้มอันงด งามนั้น กลับช่อนกระแสอารมณ์ที่เชือดเฉือน เงียบงัน และเย็นเยียบ ราว
คมมีดที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าแพร