หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 104 นัดพบยามราตรี
104 นัดพบยามราตรี
ผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อเต็ม ๆ ซือถูก จึงค่อย ๆ ผละริมฝีปากออกจาก จ้าวเข่อหรัน ดวงตาเขาทอประกายพร่าไหว เมื่อมองริมฝีปากชุ่มฉ่ําของนาง หัวใจเหมือนถูกคลื่นบางอย่างชัดกระแทกจนสั่นสะท้าน แม้เขาจะปล่อยนาง แล้ว แต่หญิงสาวกลับยังนิ่งงัน สายตาพร่าเลือน ราวกับจิตวิญญาณยังลอย อยู่ท่ามกลางจูบนั้น
ผ่านไปพักใหญ่ จ้าวเข่อหรันจึงได้สติ แก้มแดงปลั่งเหมือนแสง อาทิตย์ยามอัสดง ดวงตาฉ่ําวาวทั้งอายทั้งโกรธ เธอมองเขาแล้วว่าเสียง กระเง้ากระงอด
คํา”
“ท่านนี่มันจริง ๆ เลยนะ อยู่ ๆ ก็จู่โจมกันแบบนี้ ไม่บอกไม่กล่าวสัก
ฮือ ชวี่หัวเราะต่ําา ๆ เสียงทุ้มชวนให้ใจสั่น
“ถ้าย้าบอกก่อน เจ้าจะยอมเหรอ?”
“ไม่ยอมอยู่แล้ว!”
เยายักไหล่ ทําหน้าแบบ “เห็นไหมล่ะ” อย่างหน้าตาเฉย
“งั้นข้าก็ต้องใช้วิธีนี้สิ
เตยบหน้าต้านหน้า นายจ้างเข่อหรันแบบเขกหัวเขานาง
ถลึงตาใส่ ก่อนจะงัดไม้ตายออกมา
“ถ้าท่านยังทําแบบนี้อีก ข้าจะไม่พูดกับท่านอีกเลยนะ ข้าพูดจริงนะ
ไม่ได้ขู่เล่น ๆ”
ฮือกูชวีรีบยอมแพ้ทันที
“ต่อไปจะไม่แอบจูบแล้ว แบบนี้พอใจไหม?”
“ค่อยยังชั่วหน่อย”
นางพยักหน้าอย่างผู้ชนะ ส่วนเขามองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนจนละ ลายได้ ทั้งชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่เคยรู้สึกว่าความสุขจะเรียบง่ายเพียงแค่นี้ แค่ มีนางอยู่ข้าง ๆ เขาก็พอใจแล้ว จ้าวเข่อหรันนึกอะไรขึ้นมาได้
ๆ
“แล้วท่านมาทําไมล่ะ? ก่อนหน้านี้เราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าช่วงที่
ข้าอยู่จวนโหว ท่านจะไม่มาหาข้า”
ฮือ ชวี่ยิ้มบาง ๆ อ่อนโยน
“หลายวันแล้วที่เราไม่ได้พบหน้า ข้าคิดถึงเจ้ายิ่งนัก โดยเฉพาะค่าคืน
นี้เป็นวันไหว้พระจันทร์ด้วย โชคดีที่ข้ามา มิฉะนั้นคงไม่รู้เลยว่าเจ้าคิดถึงข้า ถึงเพียงนี้”
“ใครคิดถึงท่านกันเล่า!”
เข่อหรันรีบปฏิเสธทันควัน น้ําเสียงทําทีแข็งกร้าว ทว่าพวงแก้มกลับ แตงระเรื่อจนปิดบังไม่มืด ฮือ ชวี่มองนางด้วยแววตาเอ็นดู ก่อนหัวเราะ เบา ๆ อย่างคนรู้ทัน แต่ก็มิได้ชักใช้ต่อ เพียงแสร้งเปลี่ยนเรื่องอย่างนุ่มนวล
“ของขวัญวันไหว้พระจันทร์ที่ข้ามอบให้ เจ้ายังพอใจหรือไม่?”
“ของขวัญหรือ?”
นางขมวดคิ้วน้อย ๆ มองเขาอย่างงุนงง
“ข้าไม่เห็นได้รับสิ่งใดเลยนี่”
ฮือถูชวี่หัวเราะแผ่วเบา แววตาอ่อนโยน
“เจ้าได้รับไปแล้วต่างหาก”
เข่อหรินชะงักไปครู่หนึ่ง ความคิดแล่นวาบขึ้นมาในฉับพลัน
“หรือว่า…เรื่องที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งข้าเป็นจวิ้นจี่ เป็นฝีมือของท่าน?”
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้ ฮ่องเต้ไม่เคยพบหน้านางมาก่อน จะทรง พระกรุณามอบตําแหน่งสูงศักดิ์ถึงเพียงนั้นได้อย่างไร หากไม่มีผู้ใดทราบ ทูลอยู่เบื้องหลัง ซือถูชวี่เพียงพยักหน้าอย่างเปิดเผย มิได้คิดปิดบังแต่อย่าง
ได
ก็ยังได้”
“ชอบหรือไม่ หากเจ้าไม่พอใจ ข้าจะขอพระราชทานเปลี่ยนชื่อเรียกให้
เย่อหรันถอนหายใจเบา ๆ พลางส่ายหน้าเล็กน้อย
ๆ
“ข้าคิดไว้แล้วว่าเป็นท่าน…. แต่เหตุใดต้องทําถึงเพียงนี้ด้วยเล่า? ตําแหน่งชั้นหนึ่งอย่าง ฉงเจิ้งเป็นถั่วเหวินจวิ้นจี่” สูงศักดิ์นัก ข้ามีได้สร้างคุณ งามความดีอันใดเลย ฮ่องเต้จะทรงยอมพระราชทานได้ง่ายดายเช่นนั้น
หรือ?”
ฮือ ชวี่หัวเราะเบา ๆ ก่อนยื่นมือไปลูบศีรษะนางอย่างเอ็นดู “เจ้ามิใช่เคยกล่าวหรือ ว่ากังวลว่าสถานะของตนไม่คู่ควรกับข้า?”
เขาหยุดเล็กน้อย แววตาอ่อนโยนยิ่งนัก ก่อนเอ่ยต่ออย่างเรียบง่าย
“ข้าก็เลยคิดเพียงว่า หากเจ้ารู้สึกว่ายังสูงไม่พอ เช่นนั้นข้าก็ยกให้สูง ขึ้นเองก็สิ้นเรื่อง”
ถ้อยคําเรียบง่าย หากหนักแน่นมั่นคง ราวกับก้อนหินใหญ่ตกลง กลางผิวนํ้า ทําให้หัวใจของเข่อหรันสั่นไหวเบา ๆ ประหนึ่งมีสายลมอุ่นพัด ผ่านกลางอก นางไม่เคยคาดคิดเลยว่า คําพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ตนเคยเอ่ย ออกไปโดยไม่ใส่ใจ ซือถูชวี่กลับเก็บไว้ในใจถึงเพียงนี้ ชื่อชวี่เห็นนางจ้อง มองตนไม่วางตา จึงแสร้งยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยหยอกเสียงแผ่ว
“อย่ามองข้าเช่นนั้นสิ เดี๋ยวข้าจะเข้าใจผิด ว่าเจ้ากําลังเชื้อเชิญข้าอยู่” เข่อหรันหน้าแดงทันที ก่อนจะยกมือขึ้นตบแขนเขาเบา ๆ “ท่าน จริง ๆ เลย! จะจริงจังบ้างไม่ได้หรือ ข้ากําลังซาบซึ้งอยู่แท้ ๆ”
ซือถูชวี่หัวเราะเสียงต่ําาอย่างอารมณ์ดี ทว่าครู่ต่อมา รอยยิ้มบนใบ หน้าก็ค่อย ๆ จางลง แววตากลับกลายเป็นจริงจัง
พอ”
“ไม่จําเป็นต้องชาบซึ้งอะไรทั้งนั้น”
เขากล่าวเรียบ ๆ
“สิ่งที่ข้าทําให้เจ้า ล้วนเป็นเรื่องสมควรแล้ว เจ้าเพียงยืนอยู่ข้างข้า
คําพูดนั้นทําให้ดวงตาของเข่อหรันพลันพร่าเลือน นํ้าตาใสเอ่อคลอ
อยู่ตรงขอบตา นางไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดตอบ ได้แต่พยักหน้าเบา ๆ ครู่หนึ่งจึง
เงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง
“แล้วฮ่องเต้เล่า เหตุใดถึงทรงยอมท่านถึงเพียงนี้? ท่านไปสัญญาอัน ใดกับพระองค์ไว้หรือไม่?”
ชือ ชวี่ยกมือขึ้นเคาะหน้าผากนางเบา ๆ อย่างเอ็นดู
“คิดอันใดเพ้อเจ้อ ฮ่องเต้ไม่ได้เรียกร้องสิ่งใดทั้งนั้น”
เย่อหรันส่ายหน้าเล็กน้อย พลางพิมพ์า
“แต่มันเป็นไปไม่ได้… ต่อให้ท่านยอราชบัลลังก์ พระองค์ก็จะยอม
อย่างนั้นหรือ?”
นางพูดด้วยน้ําเสียงกึ่งล้อเล่น คิดเพียงว่าเขาคงหัวเราะปฏิเสธตาม
ปกติ แต่ซือถูชวี่กลับนิ่งเงียบ หัวใจของเข่อหวั่นพลันหดวูบ
“อย่าบอกนะว่า…ข้าพูดถูก?”
เขาพยักหน้าช้า ๆ “หากข้าอยากได้ตอนนี้ เขาก็จะมอบให้
บรรยากาศรอบด้านเงียบงันลงในทันที เข่อหรันมองเขาอย่างตก
ตะลึง ก่อนถามเสียงแผ่ว
เย็นชา
“เพราะเหตุใด…
มุมปากของชือถูหวี่ค่อย ๆ ยกขึ้น กลายเป็นรอยยิ้มบางที่เจือความ
“เพราะเขารู้สิกผิด มารดาของบ้าตายเพราะเรื่องของเขา อย่างน้อย… เขาคิดเช่นนั้น”
ราง
เข่อหรันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนถามต่ออย่างระมัดระวัง
“แล้ว….มันจริงหรือไม่?”
ฮือถชวี่เงียบไปชั่วขณะ คล้ายกําลังค้นหาคําตอบจากอดีตอันเลือน
“จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ได้”
เขากล่าวเสียงเรียบ
“ข้าไม่เคยโทษผู้ใด เพียงแต่คิดว่า…หากวันนั้นเขากับท่านแม่ไม่พบ
กัน ไม่ตกหลุมรักกัน โศกนาฏกรรมทั้งหลายก็คงไม่เกิดขึ้น” นํ้าเสียงของเขาสงบนิ่ง ทว่าลึกลงไปกลับเหมือนมีเงาบางอย่างช่อน อยู่ จ้าวเข่อหรันเงียบงัน นางสัมผัสได้ถึงบาดแผลในใจที่เขาไม่เคยเอ่ยถึง ซือถชวี่มองนางครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นลูบเส้นผมนุ่มของนางอย่างแผ่วเบา “เรื่องนี้ยาวนัก ไว้วันหน้าข้าค่อยเล่าให้เจ้าฟัง พรุ่งนี้เจ้าต้องเข้าวังไป มอบพระราชทาน าแหน่ง พักผ่อนเสียเถิด”
เย่อหรันพยักหน้าเบา ๆ อย่างเข้าใจ แต่ก่อนจะจากไป นางยังอด ๆ
ถามอีกครั้งไม่ได้
“แล้วฮ่องเต้ทรงเป็นคนเช่นไร ข้าควรระวังสิ่งใดหรือไม่?”
ฮือกูชวี่มองนางด้วยแววตาอ่อนโยน ก่อนยิ้มบาง
“ไม่ต้องหวาดกลัว”
เสียงของเขานุ่มลึก ทว่าเปี่ยมด้วยความมั่นคง
“พรุ่งนี้….ข้าจะอยู่ข้างเจ้าเอง”
นางรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด เมื่อเอนตัวลงบนเตียง เขาช่วยดึงผ้า
ห่มให้เรียบร้อย นั่งลงข้างเตียง จับมือนางไว้
“หลับเถอะ ข้าจะรอจนกว่าเจ้าจะหลับ”
ไม่รู้เพราะความเหนื่อยล้า หรือเพราะมีเขาอยู่ข้าง ๆ จ้าวเข่อหรัน หลับลงอย่างรวดเร็ว ชื่อชวี่มองใบหน้าสงบของนางด้วยสายตาอ่อนโยน ยามตื่น นางแข็งแกร่งและระวังตัวตลอดเวลา เพราะครอบครัวของนางเต็ม
ไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
แต่ยามหลับ กลับไร้เกราะกําบัง นุ่มนวลดั่งเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง ฮือกูชวี่สาบานกับตัวเองเงียบ ๆ เขาจะไม่เป็นเหมือนเสด็จพ่อ และเข่อหรัน จะไม่ต้องจบแบบท่านแม่ของเขา ขณะที่จวนโหวอบอวลด้วยความอบอุ่น ใน พระราชวังกลับเย็นเยียบ คืนนี้ตําหนักนี้เพิ่งยังสว่างไสว แม้จะดึกดื่น
ฮองเฮาทรงขว้างถ้วยชาลงพื้น เสียงแตกดังสะท้อน นางหยุนกุ้ยเฟยช่างกล้านัก กล้าเหน็บแนมข้าในงานเลี้ยง!”
อดีต”
องค์รัชทายาท อกูเทียนรีบปลอบ
“เสด็จแม่ ยิ่งโกรธ นางยิ่งได้ใจ”
“นางก็แค่สนมฐานะสูง!”
ฮองเฮาตรัสด้วยเสียงเย็น
“ต่อให้แต่งกายหรูหราเพียงใด ก็เป็นได้แค่เงาของเชียวกุ้ยเฟยใน
องค์รัชทายาท อกูเทียนกล่าวอย่างสุขุม “ความงามย่อมโรยรา เสด็จแม่อย่าได้กังวล”
อองเอาพยักหน้า สีหน้าผ่อนคลายลง
“แต่เรื่องแต่งตั้งจวิ้นคู่วันนี้ ข้าคิดไม่ออกจริง ๆ” ทั้งสองจิงวิเคราะห์กันเงียบ ๆ การเตรียมเครื่องยศ เครื่องแต่งกาย ตราทองคํา ทุกอย่างล้วนจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า แปลว่าฮ่องเต้ตัดสิน พระทัยมาก่อนแล้ว ฮองเฮาเอ่ยเสียงเบา
ใด”
“พรุ่งนี้นางจะเข้าวัง ข้าจะดูให้เห็นกับตา ว่าจ้าวเข่อหวั่นผู้นั้นมีดีอัน
องค์รัชทายาท อกูเทียนนิ่งเงียบ ส่วนในใจของแต่ละคน คลื่นใต้นํ้า กําลังเริ่มก่อตัวอย่างช้า ๆ ราตรีนี้จึงมิได้มีเพียงความรักที่ผลิบาน หากยังมี เกม านาจที่เริ่มเดินหมากอย่างเงียบงัน