หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 103 แผนของแต่ละคน
103 แผนของแต่ละคน
“เจ้าหมายความว่า”
ทันทีที่ได้ยินค้าของเสียนลั่ว ดวงตาของจ้าวเย่อเหรินก็วาวขึ้นราวกับ เห็นทางสว่าง เสียบถั่วพยักหน้า นํ้าเสียงหนักแน่น
“คุณหนู ผู้หญิงอย่างพวกเราสั่งสําคัญที่สุดคือแต่งงานให้ดี ขอเพียง ได้สามีที่มีอนาคต ตําแหน่งฐานะในวันหน้าจะไปแพ้ใครได้อย่างไร ต่อให้ ตอนนี้คุณหนูใหญ่จะได้เป็นท่านหญิง แล้วจะมีอะไรเล่า? สุดท้ายก็ต้องพึ่ง
พาบุรุษอยู่ดี”
เสียนอวี้นที่รู้ตัวว่าพูดพลาดไปก่อนหน้า รีบเสริมทันที
“ใช่แล้วเจ้าค่ะคุณหนู บัดนี้องค์รัชทายาททรงโปรดปรานคุณหนูอยู่
ไม่น้อย หากวันหน้าได้ก้าวขึ้นเป็นแห่งตําหนักบูรพา เกรงว่าวาสนาคงสูงส่ง ยิ่ง ถึงขั้นได้เป็นมารดาแห่งใต้หล้าในภายภาคหน้าก็มิใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม แล้วจ้าวเข่อหรันจะน่าหวั่นเกรงอันใด ? นางก็เป็นเพียงท่านหญิงตัวน้อยผู้ หนึ่งเท่านั้นเอง”
คําพูดนั้นทําให้สีหน้าของจ้าวเข่อเหรินผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“ก็จริง…ตอนนี้องค์รัชทายาทมองเห็นข้าแล้ว ขอเพียงข้าได้เป็นพระ
ชายาเอก วันหน้าแม้จ้าวเข่อหรันพบช้า ก็ต้องก้มศีรษะทําความเคารพ”
เพียงจินตนาการถึงภาพนั้น หัวใจนางก็พองโตด้วยความสะใจ ราว กับได้เหยียบอีกฝ่ายไว้ใต้ฝ่าเท้าแล้วจริง ๆ เสียนถั่วเห็นว่านายสาวเริ่มตั้ง หลักใด้ จึงเอ่ยอย่างสุขุม
ๆ
“ตอนนี้โกรธไปก็ไร้ประโยชน์ เรื่องแต่งตั้งนั้นเป็นพระราชโองการ ต่อให้ไม่พอใจอย่างไรก็เปลี่ยนไม่ได้ สิ่งสําคัญคือรีบจัดการเรื่องคู่หมั้นของ คุณหนูให้เรียบร้อย แล้วค่อยรับการสู่ขอจากองค์รัชทายาท ถึงตอนนั้นดูสิว่า
จ้าวเข่อหรันจะยังเชิดหน้าได้อีกหรือไม่”
จ้าวเย่อเหรินพยักหน้า แววตาแข็งกร้าว
“ถูกต้อง ข้าต้องถอนหมั้นให้เร็วที่สุด”
เสียนอวิ้นรีบประจบ
“ใช่เจ้าค่ะ คุณหนูคือว่าที่พระชายาเอก ตําแหน่งที่สตรีทั้งใต้หล้าฝัน ถึง ต่อไปไม่ต้องอิจฉาใครอีกแล้ว”
ปัง!
จ้าวเย่อเหรินตบโต๊ะดังลั่น
“ใครบอกว่าย้าอิจฉานาง? นางมีอะไรให้ข้าอิจฉา! แค่ได้เป็นจวิ้นจู่ คิด
ว่าตัวเองสูงส่งหรือ?”
เสียนถั่วเหลือบมองเสียนอนอย่างเยาะหยันก่อนจะรีบเออออ
“ใช่เจ้าค่ะ คุณหนูไม่มีวันอิจฉาใครอยู่แล้ว ฐานะในอนาคตของคุณหนู
ย่อมสูงส่งกว่านั้นแน่”
เสียนอวี้นก้มหน้าอย่างน้อยใจ นางไม่เข้าใจว่าตนพูดผิดตรงไหน เพียงรู้สึกว่าช่วงนี้อารมณ์ของนายหญิงแปรปรวนง่ายยิ่งนัก อีกทั้งเรียนรั่วก็ คอยยุแหย่อยู่ข้าง ๆ ความไม่พอใจเล็ก ๆ จึงค่อย ๆ ฝังรากในใจนางโดยไม่รู้ ตัว แต่คนที่ไม่พอใจการได้เป็นท่านหญิงของจ้าวเข่อหรัน มิได้มีเพียง จ้าวเข่อเหรินเท่านั้น
ๆ
ๆ
ในเรือนฟางเฟยจวี บรรยากาศหนักอึ้งไม่ต่างกัน หลี่เฟยหน้าบึ้งตั้ง แต่กลับจากงานเลี้ยง ไม่มีแม้รอยยิ้ม ในห้องโถง หลี่เฟย จ้าวหย่ง โจวชื่อ และลูกทั้งสองนั่งกันครบ แต่ไม่มีใครเอ่ยคําใด ความเงียบเหมือนหมอกทึบ คลุมทั่วห้อง จ้าวหย่งเป็นคนทําลายความเงียบ
“ท่านแม่ เรื่องนี้มันอะไรกัน ทําไมแค่ไปงานเลี้ยงกลับมา จ้าวเข่อหรัน ถึงได้เป็นไปเสียแล้ว?”
หลี่เฟยสีหน้ามืดมน
“ถ้าข้ารู้ คงไม่ปล่อยให้นางได้ตําแหน่งนั้นไปง่าย ๆ หรอก”
ๆ
จ้าวหย่งขมวดคิ้ว
หรือ?”
“เพียงบทกวีบทเดียวก็ได้เลื่อนถึงขั้นนี้ มันจะไม่เหลวไหลไปหน่อย
หลี่เฟยถอนหายใจ
“ข้ากลัวว่าฮ่องเต้จะมีความคิดอื่น โดยเฉพาะเรื่องผู้สืบทอดตําแหน่ง
ยองจวนเรา”
ทุกคนเข้าใจดีว่านางหมายถึงใคร จ้าวหย่งหน้าตึง
“หรือฮ่องเต้คิดจะเข้ามาแทรกแซงเรื่องทายาท?”
หลี่เฟยส่ายหน้า
“ในงานเลี้ยงพระองค์ตรัสว่าจะไม่ยุ่ง แต่คําของฮ่องเต้จะตีความ
อย่างไรก็ได้”
บรรยากาศเริ่มตึงเครียด จู่ ๆ เสียงใสของเด็กชายวัยสิบขวบก็ดังขึ้น จ้าวเข่อหลี่เอ่ยอย่างใจเย็น
วัย
“หรือพวกเราคิดมากเกินไป?”
หลี่เฟยหันไปมองหลานชายอย่างตั้งใจ นางรู้ดีว่าเด็กคนนี้ฉลาดเกิน
“ถ้าฮ่องเต้ต้องการยกตําแหน่งให้สูงใหญ่จริง ๆ พระองค์ไม่จําเป็น
ต้องอ้อมค้อม แด่พระราชโองการฉบับเดียวก็พอ อีกอย่าง ถ้าจะยกระดับ ครอบครัวจริง ทําไมไม่เลือก เย่อเหริน? ในสายตาคนทั่วไป นางโดดเด่น กว่าพี่เย่อหรันเสียอีก”
ค่าวิเคราะห์นั้นทําให้หลี่เฟยชะงัก
“เจ้าหมายความว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเลือกทายาท”
จ้าวเข่อหลี่พยักหน้า
“ข้าคิดว่าใช่ขอรับ และที่สําคัญ ต่อให้พี่เข่อหรันเป็นจวิ้นจู่ ก็ไม่ได้ส่ง
ผลร้ายต่อเรามากนัก แต่ถ้าเป็นพี่เข่อเหรินต่างหากที่ควรกังวล”
จ้าวหย่งงุนงง
“พวกนางก็เป็นพี่น้องกันไม่ใช่หรือ?”
จ้าวเข่อหลี่ยัมบาง
“พวกท่านก็รู้ดี ลุงใหญ่กับฮูหยินรักพี่เข่อเหรินมากกว่า พี่เข่อหรัน ถูกมองข้ามมาตลอด คนเรามีหัวใจ ใครดีกับใครไม่ดี ย่อมรู้สึกได้ ต่อให้ภาย นอกดูปกติ แต่ในใจย่อมมีรอยร้าว”
หลี่เฟยหรี่ตา
“เจ้าจะบอกว่าเบ่อหรันไม่ได้สนิทกับพ่อแม่?”
“ใช่ขอรับ และข้าคิดว่านางไม่ธรรมดาแน่ คนที่อยู่เบื้องหลังการแต่ง ตั้งครั้งนี้ต้องมีอํานาจมาก”
คําพูดนั้นทําให้ผู้ใหญ่ทั้งห้องตกตะลึง
“ดังนั้นสิ่งที่เราควรทํา ไม่ใช่เป็นศัตรูกับนาง แต่ควรเข้าใกล้ หากเป็น
มิตรไม่ได้ ก็อย่าเป็นศัตรูกับนางจะดีกว่า”
หลี่เฟยพยักหน้าอย่างเด็ดขาด หันไปสั่งโจวชื่อกับจ้าวเย่อผิงให้หา
โอกาสไปเยี่ยมเยียนจ้าวเข่อหรัน จากนั้นยังประกาศเรื่องจะจับคู่จ้าวเข่อผิง กับองค์ชายหยุน เด็กสาวดีใจจนหน้าแดง เพราะชื่นชอบเขามาตั้งแต่เล็ก ส่วนท่านพ่อท่านแม่ แม้ในใจไม่เห็นด้วย เพราะรู้ดีว่า “วังหลวงล็กดุจทะเล” เข้าไปแล้วถอยยาก แต่ก็ไม่อาจขัดค้าผู้เฒ่าได้
ค่ําวันไหว้พระจันทร์ ทุกคนในจวนยิ้มแย้มยินดี แสดงความยินดีกับ จ้าวเข่อหรัน ทว่าใต้รอยยิ้มนั้น มีความจริงใจสักกี่ส่วน นางย่อมรู้ดี ที่แปลก ที่สุดคือท่าทีของครอบครัวจ้าวหย่ง ไม่เพียงไม่แสดงความอิจฉา กลับยัง ประจบประแจงอย่างเห็นได้ชัด จนจ้าวเข่อหรันอดสงสัยไม่ได้ คืนนั้น หลัง อาบนํ้าเสร็จ นางไล่สาวใช้ทุกคนออกไป ร่างกายไม่เหนื่อย แต่จิตใจล้าเหลือ
เกิน
นางนอนพลิกไปมา หลับไม่ลง จู่ ๆ ก็คิดถึงชื่อชวี่อย่างห้ามไม่อยู่ เพียงไม่กี่วันไม่ได้พบ กลับรู้สึกราวผ่านมานานปี ขณะกําลังเหม่อมองพระ จันทร์ เสียง “แกร๊ก” ดังจากหน้าต่าง นางลุกพรวด หัวใจเต้นแรง คิดว่าเขา มาแล้ว แต่ไม่มีใคร นางเดินเท้าเปล่าไปที่หน้าต่าง เรียกเบา ๆ
“ช.”
มีเพียงความเงียบตอบกลับ นางยิ้มขื่น คงเป็นเพียงลมพัด วันนี้ เทศกาลไหว้พระจันทร์ เขาคงอยู่ในวัง อีกทั้งพวกเขายังตกลงกันว่าจะไม่พบ กันช่วงนี้ นางยืนมองจันทร์กระจ่าง ใจพิมพ์ชื่อเขาเบา ๆ
“คิดถึงย้ายนาดนั้นเลยหรือ?”
เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมอ้อมแขนอุ่นที่โอบรัดเอวบางไว้
นางสะดุ้งเล็กน้อย แต่เมื่อได้กลิ่นคุ้นเคยก็ผ่อนคลาย
“ชวี่…บ้าคิดถึงท่านจริง “
คําตอบนั้นทําให้ฮือถูชที่ดีใจจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่ ตลอดมามี
แต่เขาที่รุกเข้าหา แต่คืนนี้เป็นนางเอ่ยออกมาก่อน เขากระซิบว่าเขามาถึงตั้ง
แต่ก่อนหน้า แต่อยากให้นางพักผ่อนจึงไม่ปรากฏตัว ทว่าเมื่อได้ยินนาง เรียกชื่อเขาใต้แสงจันทร์ ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ทั้งสองยืนกอดกันเงียบ ๆ ปล่อยให้ความคิดถึงหลอมละลายความเหนื่อยล้า ครู่หนึ่งนางถาม
ตน
“ท่านมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทําไมข้าไม่รู้ตัวเลย?”
ชือ ชวี่เพียงยิ้มบาง สีหน้าอบอุ่น
“มานานแล้ว แค่ไม่อยากรบกวนเจ้า”
ใบหน้าของนางแดงระเรื่อ เมื่อรู้ว่าเขาเห็นทุกอาการเขินอายของ
“ท่านนี่… หากไม่ใช่ตัวท่านขายหน้าเอง ย่อมไม่รู้สึกอายอยู่แล้วสิ” นางค้อนใส่ ท่าทางดุ ๆ นั้นในสายตาเขากลับน่ารักจนใจสั่น เขาดึง นางเข้ามาแนบอก มือหนึ่งโอบเอว อีกมือประคองท้ายทอย ก้มลงจูบแผ่ว เบา ริมฝีปากเย็นแตะลงอย่างอ่อนโยน ก่อนค่อย ๆ ลึกซึ้งขึ้น นางเผลอ เผยอปาก เขาฉวยจังหวะนั้นถ่ายทอดความคิดถึงทั้งหมดผ่านจูบ โลกทั้งใบ เหมือนหยุดนิ่ง เหลือเพียงลมหายใจที่ประสานกันได้แสงจันทร์เต็มดวง คืนนี้ แม้แผนการและเล่ห์เหลี่ยมของผู้คนจะมากมายเพียงใด อย่าง น้อยในมุมหนึ่งของจวนใหญ่ ยังมีหัวใจสองดวงที่เต้นตรงกัน อบอุ่น….
ท่ามกลางความหนาวเย็นของเกมอํานาจที่กําลังจะเริ่มต้นขึ้น