หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 106 เข้าเฝ้าถวายบังคมในตําหนักไทเฮา
106 เข้าเฝ้าถวายบังคมในตําหนักไทเฮา
หลังออกจากท้องพระโรงแล้ว ซือถูหวี่พาจ้าวเข่อหรันมุ่งหน้าไปยัง สําหนักดังหนิง อันเป็นที่ประทับของไทเฮา ตามธรรมเนียมแล้ว ภายในวัง หลวงสามารถประทับเกี๊ยวเสลี่ยงไปได้ ทว่าเขากลับเลือกเดินเท้า นางย่อมรู้ ดี เหตุผลมิใช่อื่นใด นอกจากเขาอยากมีช่วงเวลาเพียงลําพังกับนาง
สองคนเดินไปตามทางหินในวังหลวง ผู้คนสัญจรไปมาไม่ขาดสาย คํา พูดมากมายติดอยู่ปลายลิ้น แต่ไม่อาจเอ่ยได้ จึงมีเพียงความเงียบที่ทอดยาว เคียงข้าง จนเมื่อเลี้ยวเข้าสู่ทางเล็กค่อนข้างเปลี่ยว เงาผู้คนเบาบางลง ฮือกูชวี่จึงฉวยโอกาสกุมมือนางเบา ๆ จ้าวเข่อหรันสะดุ้ง พยายามดึงมือกลับ ด้วยเกรงสายตาผู้คน ทว่ากําลังของเขาหนักแน่นเกินต้าน นางจึงยอม จํานน คิดเสียว่า ณ ที่แห่งนี้ไร้ผู้คน จับมือกันเพียงครู่คงมีเป็นไร
“ท่านแน่ใจหรือว่าจะพาย้าไปตําหนักคังหนิง”
นางหันไปยิ้มล้อ
“ข้าดูแล้วเหมือนท่านกําลังจะพาเข้าไปตําหนักเย็นเสียมากกว่า ทางยิ่ง
เต๊นก็ยิ่งเปลี่ยว”
ฮือถูชวี่หัวเราะเบา
“วางใจเถิด ต่อให้ต้องอ้อมโลก ข้าก็จะพาเจ้าถึงคิงหนิงให้ได้
“ท่านตั้งใจเลือกทางนี้จริงหรือ ไม่มีผู้คนแม้แต่เงา”
“ก็เพราะไม่มีผู้คน ข้าจึงเลือก”
เขาตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
“อย่างน้อยข้าจะได้คุยกับเจ้าบ้าง”
นางกลอกตาอย่างเอ็นดู
“เราพบกันเมื่อคืนนี้เองนะ”
เยาถึงนางเข้ามาใกล้อีกนิด เสียงแผ่วลง
“ข้าเพียงอยากเดินเช่นนี้กับเจ้า ตั้งแต่เรารู้จักกันมา ยังไม่เคยมีวันใด ได้จับมือกันเดินช้า ๆ เช่นนี้เลย….เจ้าว่าใหม เพียงเดินเงียบ ๆ ก็อบอุ่นพอ
แล้ว”
คําพูดนั้นทําให้หัวใจนางสั่นไหว ภาพอดีตผุดขึ้น ครั้งยังอยู่จวน จงอี้โหว นางเคยเห็นท่านตากับท่านยายจับมือกันเดินเล่นในสวนเงียบ ๆ
ภาพนั้นตรึงอยู่ในใจเด็กสาว วันหนึ่ง…นางก็อยากมีชีวิตเช่นนั้นกับคนที่รัก ความคิดว่า “สามีภรรยาเฒ่า” พลันแล่นเข้ามา ทําให้ใบหน้าร้อนผ่าว นางก้ม หน้า ช่อนแก้มแดงไว้กับเงาผม ฮือถูก หันมามอง เห็นเพียงปลายหูแดง เรื่อ จึงเอ่ยอย่างห่วงใย
*ไม่สบายหรือ?”
“มะ…ไม่”
นางรีบส่ายหน้า แม้จะสงบลงแล้ว แต่สีแดงยังไม่จาง เขาเพียงยิ้ม ไม่ แหย่ต่อ กลัวว่านางจะโกรธแล้วแม้แต่มือก็ไม่ได้จับ ครู่หนึ่ง นางเปลี่ยน เรื่อง
ไม่?”
แล้ว”
แน่?”
“วันนี้ฮ่องเต้ทรงพบข้าแล้ว…ท่านคิดว่า พระองค์ทรงโปรดข้าหรือ
ชือ ชวี่เลิกคิ้ว
“พระองค์โปรดหรือไม่ สําคัญด้วยหรือ ขอเพียงข้าชอบเจ้าก็พอแล้ว”
นางถลึงตาใส่
“บ้าถามท่านจริงจังนะ!”
เยาหัวเราะ ก่อนตอบอย่างจริงใจ
“วางใจเถิด เสด็จพ่อทรงพอพระทัยในตัวเจ้า และทรงยอมรับเจ้า
คํายืนยันนั้นทําให้นางคลายกังวล แต่ไม่นานความสงสัยก็ผุดขึ้นอีก “หรือเป็นเพราะข้าคล้ายใครบางคน? คนที่พระองค์ตรัสถึงคือใครกัน
ชือ ชวี่ถอนหายใจแผ่ว
“เจ้าช่างคิดมาก…เสด็จพ่อโปรดเจ้าก็เพราะตัวเจ้าเอง เพียงแต่…เจ้า
มีกลิ่นอายบางอย่างคล้ายคนผู้นั้น
“ใครหรือ?”
เขายิ้มบาง
“มารดาข้า”
จ้าวเข่อหรันนิ่งไป
“มิใช่หน้าตาหรอก”
เขารีบอธิบาย
“แต่เป็นอารมณ์นิ่งสงบ เหมือนไม่ยึดติดสิ่งใด ทว่าเจ้าต่างจากนาง… มารดาข้าอ่อนแอเกินไป นางสงบเพราะต้องพึ่งพาผู้อื่น แต่เจ้า เจ้ามีความ แกร่งแฝงอยู่”
“ข้าไม่ใช่หญิงบอบบางหรือ?”
นางแกล้งถาม เยาสายหน้า
“เจ้ามีความอ่อนโยน แต่ไม่ใช่เถาวัลย์ที่ต้องเกาะใครอยู่รอด เจ้าเป็น
ดอกกล้วยไม้คมดาบ ยืนเคียงข้างข้าได้
นางยิ้มละมุน
“ถ้ายัาพึ่งพาท่านหมด ย้าก็คงไม่ใช่ตัวข้า ข้าไม่อยากเป็นดอกเถาวัลย์
ไร้ราก ข้าอยากยืนเคียงข้างท่าน”
เขามองนางด้วยแววตาอ่อนโยน
“ข้าจะไม่กักขังเจ้า ข้าจะเพียงขจัดอุปสรรคให้เจ้าเติบโต
นางบีบมือตอบ
และหากมีสิ่งใดเกินกําลัง ข้าจะไม่ดื้อดึง ข้าจะบอกท่าน
ทางเล็กย่อมมีจุดสิ้นสุด ไม่นานก็ถึงตําหนักทั้งหนึ่ง มือที่กุมกันแน่น จ๋าต้องปล่อย เมื่อเข้าเฝ้า ทั้งสองคุกเข่าถวายบังคม
“หลานถวายพระพรเสด็จย่า ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
“หม่อมฉันถวายบังคมไทเฮา ขอทรงพระเกษมสําราญ
ไทเฮายิ้มละไม
“ลุกขึ้นเถิด”
จ้าวเข่อหรันเงยหน้าขึ้น พลันพบว่าท่านยายของตนนั่งเคียงข้าง ไทเฮา และข้างกายนั้นคือ ฉินอี้เหมี่ยว สายตาของฉินอี้เหมี่ยวจับจ้องนางตั้ง แต่ก้าวแรก ชุดขาวสง่า มุกประดับผม และปั่นหยกดํา ล้วนประกาศชัด บัด นี้นางคือ “เหวินจวิ้น” ความอิจฉาแล่นผ่านดวงตาฉันเหมี่ยวราวเงาเมฆดํา
เหตุใด? อายุใกล้เคียงกัน ความงาม ความสามารถ นางเชื่อว่าตน เหนือกว่า แล้วเหตุใดจ้าวเข่อหวั่นจึงได้เป็นท่านหญิงชั้นสูง ส่วนตนยังไร้ พระราชทานใด ๆ ใทเฮาพินิจจ้าวเข่อหรันอย่างพอใจ
ๆ
“เหวินจวิ้นจี่ เจ้าเป็นหญิงที่ดี ไม่โอหัง ไม่วู่วาม
ท่านยาย มภูมิใจ
“หม่อมฉันภูมิใจในหลานผู้นี้นัก
แต่ถ้อยคํายิ่งชื่นชมเท่าใด สีหน้าฉินอี้เหมียวยิ่งหม่นลงเท่านั้น
จ้าวเข่อหรันปวดศีรษะลึก ๆ นางมือยากแตกหักกับญาติ ทว่าตําแหน่งนี้ กลับจุดไฟริษยาโดยมิได้ตั้งใจ ไม่นาน ฉินอี้เหมียวก้าวออกมา
“ไทเฮา เพคะ ท่านกับท่านยายสนทนากันเพลิน เกรงจะละเลยท่าน หญิง เหตุใดไม่ให้หม่อมฉันพาท่านหญิงออกไปชมสวนเบื้องนอกเล่า เพิ่งมี
ดอกเบญจมาศบานงาม”
ไทเฮาหัวเราะ
“ดูสิ ข้าเผลอเสียแล้ว เช่นนั้นพวกเจ้าก็ออกไปเดินเถิด”
จ้าวเข่อหรันยอบกายรับคํา นางเองก็คิดจะใช้โอกาสนี้ เมื่อออกสู่
สวน กลิ่นดอกเบญจมาศลอยอวล สีเหลืองยาวม่วงเรียงรายตระการ ฉินอี้
เหมี่ยวหยุดหน้ากระถางหนึ่ง
“เจ้ารู้หรือว่านี่พันธุ์ใด?”
นํ้าเสียงเรียบ แต่คมเหมือนเข็มซ่อนในแพร จ้าวเข่อหรันพินิจตอก อย่างตั้งใจ ก่อนยิ้มอ่อน
อย่างไร”
เอ่ยช้า ๆ
“ข้าหาได้รู้ไม่ ขอพี่ชี้แนะ” “พันธุ์ หยกใหม่หงส์ยูง” ” ฉินอี้เหมียวยิ้มบาง
“นึกไม่ถึงว่าท่านหญิงผู้เลื่องชื่อจะมีสิ่งที่ไม่รู้ด้วย
จ้าวเข่อหรันไม่สะทกสะท้าน
“ข้าเพียงอ่านหนังสือไม่กี่เล่ม จะกล้าเรียกตนว่าหญิงมากปัญญาได้
ค้าประชด ทําให้นางไหว ฉินอี้เหมี่ยวจึงเหน็บต่อ “เพราะบทกวีบทเดียว ได้เป็นท่านหญิงขั้นสูง ช่างเป็นวาสนายิ่งนัก”
จ้าวเข่อหรันยิ้มสงบ
“อาจเป็นเพียงโชดชั่วครู่ก็เท่านั้น”
“เช่นนั้นเหตุใดโชคจึงไม่ตกแก่ข้าบ้างเล่า?”
เสียงฉินอี้เหมี่ยวเริ่มเย็น จ้าวเข่อหรันทอดสายตามองอีกฝ่าย ก่อน
“พี่หญิง…สตรีจะสูงศักดิ์เพียงใด ก็ไม่เท่าการได้สามีที่เหมาะสมมิใช่
หรือ? อนาคตของพี่หญิง สูงไกลกว่าข้านัก
คําพูดนั้นเหมือนหยดน้ําเย็นราดกองไฟ ใช่…หากนางได้อภิเษกกับ องค์รัชทายาท นางจะเป็นที่อิจฉาของทั้งใต้หล้า ตําแหน่งท่านหญิงของ จ้าวเข่อหรันก็เป็นเพียงแสงเทียนข้างดวงตะวัน ฉินอี้เหมี่ยวเงียบลง ความ
ริษยาคล้ายถูกเบียงทิศ
จ้าวเข่อหรันลอบถอนใจ อย่างน้อยวันนี้…ไฟยังไม่ลุกลาม