หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 105 เข้าวังขอบพระคุณ
105 เข้าวังขอบพระคุณ
ยามย่ํารุ่งเพิ่งล่วงเลยไปไม่ถึงสามเค่อ ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี จวนเจิ้นเป่ยโหวก็วุ่นวายราวกับมีศึกใหญ่จะอุบัติ วันนี้คือวันที่สิบหก ตาม ปกติควรเงียบกว่าวันไหว้พระจันทร์เมื่อคืน ทว่าในความเป็นจริงกลับยุ่ง
เหยิงยิ่งกว่าเมื่อวานเสียอีก
ก็เพราะเมื่อวาน หลานสาวสายตรงของจวน จ้าวเข่อหรัน เพิ่งได้รับ การสถาปนาเป็น “เจิ้นกั๋วเหวินจวิ้นจี่ขั้นหนึ่ง” วันนี้จึงต้องเข้าวังไปกราบ
ขอบพระทัยฝ่าบาท
จ้าวเข่อหรันถูกปลุกตั้งแต่ฟ้ายังมืดสนิท เมื่อคืนก็นอนดึกอยู่แล้ว เช้านี้ยังถูกเรียกตัวอีก สติจึงลอยเลื่อนคล้ายคนครึ่งหลับครึ่งตื่น ทว่าใน ความงัวเงียนนั้น นางก็ถูกจัดการให้อาบน้ําแต่งตัวเรียบร้อยอย่างไม่มีตก
หล่น
หลังจากนั้น ท่านโหวจ้าวหลินก็พานางเข้าไปยังศาลบรรพชนของ ตระกูลจ้าว ศาลบรรพชนแห่งจวนเจิ้นเป่ยโหวเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และ เคร่งครัดนัก โดยปกติจะมีเพียงบุตรหลานสายตรงเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าไปใน งานพิธีใหญ่ หรือไม่ก็ผู้ใดสร้างคุณงามความดีใหญ่หลวงให้ตระกูล จึงจะได้
เข้าไปกราบเรียนต่อบรรพชน
จ้าวเข่อเฟืงแม้เป็นที่รักของท่านโหวจ้าวหลินเพียงใด ก็ไม่มีสิทธิ์ย่าง กรายเข้าไป ส่วนจ้าวเข่อหรัน วันนี้คือกรณีหลัง จริง ๆ แล้วควรเข้าพิธีตั้งแต่ เมื่อคืน เพียงแต่เวลาดึกเกินไป จึงเลื่อนมาวันนี้ หลังจากกราบไหว้เสร็จ นาง รับประทานอาหารเช้าอย่างรวดเร็ว จากนั้น ท่านโหวจ้าวหลินกับเชียวหลังก็ พานางออกจากจวน บรรยากาศหน้าประตูใหญ่ครึกครื้นกว่าวันก่อนเสียอีก
วันนี้จ้าวเข่อหรัน แต่งกายเรียบง่าย มิได้หรูหราฟุ่มเฟือย ทว่าเปล่ง ประกายด้วยรสนิยมเฉพาะตัว ชุดตําหนักสีขาวนวลขับผิวให้ดูผ่องสะอาด ความละมุนเจือด้วยความสงบนิ่ง ชายกระโปรงกว้างทอดยาวด้านหลังอย่าง
สง่างาม เรือนผมมาดุจหยกถูกรวบเป็นทรงเฟยเซียนอย่างเรียบง่าย
ประดับไข่มุกกลมอวบสองสามเม็ดอย่างพอดี ไม่มากไม่น้อย ปักปั่นระย้าสี สนิทที่ปลายมีผีเสื้อเล็ก ๆ แกว่งไกวตามจังหวะก้าว ราวมีชีวิต
ริมฝีปากแตงอ่อนยิ้มบาง ดวงตาคู่งามเปล่งประกายวาววับ และที่ เด่นสะดุดตาที่สุด คือปีนหยกดําที่ชื่อชวี่เคยมอบให้ นางตั้งใจหยิบมาสวม ในวันนี้โดยเฉพาะ ของที่เขาให้ ล้วนล้ําค่า และเข้ากับชุดสีขาวนี้อย่าง ประหลาด ราวถูกสร้างมาเพื่อกันและกัน ตอนแรกท่านโหวจ้าวหลินกับ เขียวหลิงอยากให้นางใส่ชุดแดงเข้ม แต่จ้าวเข่อหรันยืนกรานจะใส่สีขาว และ
ต้องยอมรับว่า สีขาวเหมาะกับนางยิ่งนัก
งดงามแบบไม่อวดโอ่ สง่าแบบไม่แย่งซีนใคร แม้ใบหน้าจะมิใช่ความ งามสะเทือนแผ่นดิน แต่วันนี้กลับดูประณีตราวเทพธิดา จนแม้แต่จ้าวเข่อ เหริน หนึ่งในสี่สาวงามแห่งเมืองหลวง ยังดูหม่นไปหลายส่วน ท่ามกลางฝูง ชน จ้าวเข่อเหรินยิ้มอยู่ก็จริง แต่แววตากลับเต็มไปด้วยพิษร้าย
เมื่อเห็นสายตานั้น จ้าวเข่อหรันเพียงยิ้มตอบอย่างสุภาพ รอยยิ้มนั้น ไม่พูดอะไร แต่กลับเหมือนตบหน้าเบา ๆ ไฟในอกจ้าวเชอเหรินลุกโชนยิ่ง กว่าเดิม เดิมทีฐานะจนจู่ชั้นหนึ่ง ควรนั่งรถม้าเดี่ยว ทว่าเพราะเป็นครั้งแรก ที่เข้าวัง และเวลาจํากัด ท่านโหวจ้าวหลินกับเซียวหลิงจึงขึ้นรถม้าคันเดียว กัน เพื่อสอนมารยาทและพิธีการระหว่างทาง
ๆ
รถม้าเคลื่อนไปใกล้พระราชวังเรื่อย ๆ หัวใจจ้าวเข่อหรันเต้นแรงขึ้น ตามระยะทาง แต่พอคิดว่า วันนี้ชื่อชวี่ก็จะอยู่ในวังเช่นกัน ความตึงเครียด ในอกก็ค่อย ๆ คลายลง ไม่นานก็ถึงวังหลวง ทั้งสามลงจากรถม้า เปลี่ยนเป็น เสลี่ยง มุ่งหน้าไปยังตําหนักไท่เหอเตี้ยน
เมื่อได้รับพระราชทานอนุญาต ท่านโหวจ้าวหลิน เชียวหลัง และ จ้าวเข่อหรัน จึงก้าวเข้าสู่ท้องพระโรง ภาพตรงหน้าทําให้นางอดสูดลมหายใจ ลึกไม่ได้ ขบวนใหญ่เหลือเกิน ฮ่องเต้ซือถูหลิงจื้อนั่งอยู่เบื้องบน ข้างกายคือ สตรีในชุดเหลืองอร่าม ฮองเฮา เบื้องล่างยังมีเหล่าสนมหลายนางประดับ กายด้วยเครื่องทรงหลากสีสัน
จ้าวเข่อหรันเหลือบสายตาอย่างระมัดระวัง แล้วในที่สุดก็พบร่างใน ชุดยาวที่ทําให้หัวใจสงบลง ซือถูกวี่ เพียงสบตาเดียว ความว้าวุ่นในอกก็คล้าย มีใครวางมีอลูบเบา ๆ เขาเองก็จ้องนางตั้งแต่ก้าวแรกที่นางเข้ามา วันนี้เขา เพิ่งรู้ว่า สีขาวบนร่างนางช่างอันตราย อันตรายต่อหัวใจเขา เขาอยากดึงนาง เข้าอกนัก แต่ที่นี่คือวังหลวง ทําได้เพียงส่งสายตาปลอบประโลม
“กระหม่อมถวายบังคมฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี
หมินหมื่นปี”
เสียงสามคนประสานกัน
“ลุกขึ้น”
ฮ่องเต้ซือถูหลิงจื๊อตรัสเรียบ เมื่อทั้งสามลุกขึ้น ฮ่องเต้เอ่ยขึ้น
“เหวินจวิ้นจี่ แม้ได้ยินว่านางมากความสามารถ แต่ยังไม่เคยเห็นตัว จริงนัก ก้าวเข้ามาให้เราดูชัด ๆ หน่อย”
ๆ
จ้าวเย่อหวั่นก้าวออกมา โค้งค้านับ
“ฝ่าบาททรงชมเกินไป หม่อมฉันเพียงอ่านหนังสือบ้างประปราย มี กล้ารับค้าว่ามากความสามารถเพคะ”
ฮ่องเต้ซือถูหลิงจื้อพิจารณานางอย่างละเอียด ใบหน้าไม่ถึงขั้น
สะเทือนแผ่นดิน แต่ท่าทางสงบนิ่ง ไม่อ้อนวอน ไม่หวาดกลัว แม้ยืนต่อหน้า ฮ่องเต้ ก็ยังไม่ก้มหัวต่ําต้อยเกินควร ในใจเขาพลันคิด ลูกชายเขา…สายตาไม่ เลวจริง ๆ ยิ่งมอง ก็ยิ่งทําให้นึกถึงใครบางคนที่จากไปนานแล้ว ไม่ใช่หน้าตา แต่เป็นแววตา และความนิ่งลิกนั้น
ๆ
“เหวินจวิ้นจี่ สมกับคําว่า “เหวิน” จริง ๆ”
ฮ่องเต้ยิ้ม
“ไม่เพียงมีความรู้ บุคลิกก็อ่อนโยนสง่างาม”
จ้าวเข่อหรันตอบเรียบ
“หม่อมฉันชาบซึ้งในพระเมตตา”
ฮ่องเต้มองนางด้วยแววตาอ่อนโยนผิดปกติ
“เรามองเจ้าแล้วรู้สิกสนิทใจนัก ต่อไปเราเรียกเจ้าว่า เข่อหรัน เจ้าไม่ ต้องเกร็งนัก คิดเสียว่าเราเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง”
คําพูดนี้ทําให้ทั้งท้องพระโรงเงียบวาบ ฮองเฮาสีหน้าแข็งค้าง บรรดา สนมยิ้มตามมารยาท แต่ใจแต่ละคนปั่นป่วน จ้าวเข่อหรัน เองก็ตกใจ นางรู้ ว่าฮ่องเต้ทราบเรื่องนางกับชื่อชวี่แล้ว นี่คือการยอมรับ? หรือการหยั่งเชิง?
“หม่อมฉัน…เป็นเกียรติยิ่งเพคะ”
ฮ่องเต้ถอนหายใจเบา
“เจ้าคล้ายคนผู้หนึ่งมาก
ชื่อชวี่รู้ทันทีว่าเป็นใคร พระมารดาของเขา ผู้หญิงที่ฮองเฮาเกลียด ชังที่สุด และจริงดังว่า ฮองเฮามองจ้าวเข่อหรันด้วยสายตาเย็นเยียบ เกลียด ทั้งที่เด็กสาวตรงหน้าไม่ได้ทําอะไรผิด เกลียดเพียงเพราะนางทําให้ ความทรงจําที่ไม่อยากรื้อฟื้นกลับมามีชีวิต ชื่อชวี่เห็นทุกอย่าง แต่ไม่พูด แววตาเขาเย็นลงเล็กน้อย อย่าคิดแตะต้องของยองเยา จู่ ๆ ฮ่องเต้หันไป ถามท่านโหวจ้าวหลิน
ยะย่ะ”
“หลานสาวเจ้าคนนี้ หมั้นหมายหรือยัง?”
หัวใจฮองเฮาร่วงวูบ หรือจะรับเข้าวัง ?! ท่านโหวจ้าวหลินตอบสุภาพ “ยังค่ะย่ะค่ะ นางอายุน้อย กระหม่อมตั้งใจเก็บไว้ดูแลอีกสักระยะพะ
ฮ่องเต้หัวเราะ
“เช่นนั้นเรื่องนี้ให้เราจัดการให้ดีหรือไม่?”
ทั้งท้องพระโรงสะดุ้ง
“เราจะคอยดูเอง อีกสองปีค่อยว่ากัน อย่างไรเรายังมีโอรสหลายองค์
ที่ยังมิได้อภิเษก”
ท่านโหวจ้าวหลินตาเป็นประกาย รีบขอบขอบพระทัย จ้าวเข่อหรัน
ยืนฟังเงียบ ๆ ในใจอยากกลอกตาใส่ผู้ใหญ่สองคนที่ตัดสินอนาคตนางกัน เองต่อหน้าต่อตา แต่ก็พอเดาออก นี่คือการปูทาง เพื่อวันหนึ่งจะได้พระราช ทานสมรสให้นางกับซีอถูวี่ นางไม่รู้ว่าความมั่นใจนี้มาจากไหน แต่เชื่อเขา
เชื่อว่าผู้ชายคนนั้นจะไม่ปล่อยให้นางต้องเดียวดาย
เมื่อเสร็จเรื่อง ฮ่องเต้ลุกขึ้น ฮองเฮารีบเอ่ยว่าจะดูแลจวิ้นจู่ต่อ จ้าวเข่อหรันใจหายวาบ ไม่อยากอยู่กับสายตาแบบนั้นนานนัก แต่
ฮ่องเต้กลับส่ายหน้า
“เสด็จแม่อยากพบเย่อหวั่นอยู่แล้ว อย่าให้รอนาน
อองเอาหน้าแข็ง แต่ไม่กล้าขัดไทเฮา
“หม่อมฉันไม่บังอาจเพคะ”
ฮ่องเต้หันมาบอกจ้าวเข่อหรัน
“เสด็จไปเข้าเฝ้าไทเฮาเสีย อีกอย่าง วันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าฉินแห่งจวน
ฉินทั่วกงก็เข้าวังเช่นกัน”
ท่านยายก็มา? จ้าวเข่อหรันยกคิ้วเล็กน้อย
“หม่อมฉันรับพระบัญชาเพคะ”
ขณะนั้นเอง ซือกูชวี่ลุกขึ้น
“เสด็จพ่อ หม่อมฉันก็ไม่ได้เข้าวังมานาน ยอไปคารวะไทเฮาด้วยเถิด
ให้หม่อมฉันพาจวิ้นจู่ไปเอง”
ฮ่องเต้มองลูกชายแล้วแอบยิ้ม
“เช่นนั้นก็ตามใจเจ้า”
หลังถวายบังคมลา จ้าวเข่อหรันเดินเคียงฮือ ชวี่ออกจากท้องพระ
โรง ด้านหลัง ฮองเฮายังนั่งนิ่ง ในดวงตาเต็มไปด้วยคลื่นมีต า อดีตที่นาง อยากลบเลือน กําลังจะกลับมามีชีวิตอีกครั้งหรือ? ถ้าเด็กสาวคนนั้นคิดจะ ยืนข้างโอรสของผู้หญิงคนนั้น…. นางจะไม่ปล่อยให้ทุกอย่างง่ายดายแน่ ไฟ เก่าที่ยังไม่มอด กําลังจะลุกโชนอีกครั้ง.