หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 112 ไปวัดว่านอัน
112 ไปวัดว่านอัน
ยามเช้า หลังรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว จ้าวเข่อหรันจึงเดิน ทางไปยัง เรือนชิงเหอ เพื่อเข้าพบฉินเซียงเหอ พร้อมกล่าวถึงความตั้งใจ ของตน นางอยากไปพานักที่ วัดว่านอ้น สักสองสามวัน เพื่อสักการะขอพร และทําบุญสะเดาะเคราะห์ เมื่อได้ยินดังนั้น ฉินเซียงเหอก็อดประหลาดใจไม่
ใต้
“เข่อหรัน เจ้าจะไปวัดว่านอันตอนนี้จริง ๆ หรือ? เมื่อวานเจ้าพึ่งกลับ มาแท้ ๆ ยังไม่ทันได้พักให้หายเหนื่อยเลย จะรีบร้อนออกเดินทางไปไย? ไม่รู้ พักอีกสองสามวันแล้วค่อยไปดีหรือไม่?”
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง สีหน้าอ่อนโยน
ท่านแม่ ครั้งนี้ที่ลูกได้รับการสถาปนาเป็นจวิ้นจี่ ก็ล้วนเพราะบุญ กุศลคุ้มครองจากพระโพธิสัตว์ ควรต้องไปกราบขอบคุณท่านเสียหน่อย”
ฉันเชียงเหอพยักหน้า
“เรื่องนั้นแม่ก็รู้ แม่มีได้ห้ามเจ้าจะไป เพียงแต่เจ้าเพิ่งกลับถึงจวน แม่ เกรงว่าเจ้าจะเหนื่อยเกินไป หากจะไปจริง ๆ อีกสองสามวันค่อยไปก็ยังไม่
สาย
นางคิดว่าตนก็เพียงเป็นห่วงร่างกายของบุตรสาว อีกทั้งเลื่อนออกไป สองสามวันก็มิได้ต่างอะไร คําพูดนี้ฟังดูสมเหตุสมผลนัก ทว่าจ้าวเข่อหวั่น กลับไม่เห็นพ้อง หลังฟังคําเกลี้ยกล่อมของมารดา นางเพียงยิ้มอ่อนก่อน กล่าวต่อ
“ท่านแม่ก็ทราบดี ลูกได้รับพระราชทานตําแหน่งจวิ้นคู่มาพักหนึ่ง แล้ว ก่อนหน้านี้ยังอยู่ที่จวนเจิ้นเป่ยโหว หากจะออกไปวัดว่านอันย่อมไม่ สะดวก จึงต้องเลื่อนมาจนบัดนี้ บัดนี้ลูกกลับมาที่จวนตระกูลแล้ว หากยัง ผัดวันไปอีก ก็เกรงว่าจะดูไม่เหมาะสม
ฉันเชียงเหอยังคงรู้สึกไม่สบายใจ
“ถึงอย่างนั้นก็ไม่จําเป็นต้องรีบปานนี้ วันนี้จะออกเดินทางก็เร่งเกิน
ไป ไม่สู้พรุ่งนี้ค่อยไปดีหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่ได้เตรียมอะไรเลย”
จ้าวเข่อหรันยังคงยืนกราน
“ท่านแม่ไม่ต้องกังวล ทุกอย่างลูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงออก เดินทางก็พอ การไปกราบพระ สิ่งสําคัญที่สุดคือความจริงใจ หากเลื่อนแล้ว เลื่อนอีก เกรงว่าจะดูเหมือนไม่มีศรัทธา หากทําให้พระโพธิสัตว์ไม่พอ พระทัยขึ้นมา คงไม่ดีนัก”
ฉินเชียงเหอได้ยินเช่นนั้น ก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็ไม่อาจคัด ค้านต่อไป อย่างไรเสีย เข่อหรันก็เพียงไปไหว้พระ มิใช่ไปก่อเรื่องก่อราว อะไร อีกทั้งช่วงนี้นางต้องวุ่นวายจัดการเรื่องคู่หมั้นของจ้าวเข่อเหริน จน
แทบไม่มีเวลาใส่ใจเย่อหรันเท่าใด หากให้เข่อหรันไปพํานักที่วัดว่านอ้นสัก สองสามวัน ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
หลั่งพิจารณาแล้ว ฉินเชียงเหอจึงพยักหน้า
“เอาเถิด ไปพํานักที่วัดสักสองสามวันก็ดี ครั้งนี้เจ้าควรขอบคุณพระ โพธิสัตว์ให้ดี”
จ้าวเย่อหวั่นก้มศีรษะเล็กน้อย
“ท่านแม่วางใจ ลูกจะกราบขอบคุณพระโพธิสัตว์อย่างจริงใจ และจะ อธิษฐานเผื่อทุกคนในจวนด้วย ขอให้ทุกคนสมปรารถนา”
ฉันเชียงเหอจึงถามต่อ
“แล้วเจ้าจะออกเดินทางเมื่อใด? จะอยู่ที่วัดกี่วัน?”
จ้าวเข่อหรันครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนตอบ
“ลูกตั้งใจจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้ และจะพํานักที่วัดราวห้าวัน
ฉันเชียงเหอพยักหน้า
“เช่นนั้นแม่จะสั่งคนไปจัดเตรียมขบวนให้
เพราะตอนนี้จ้าวเข่อหรันมิใช่เพียงคุณหนูใหญ่แห่งจวนไท่ชื่ออีกต่อ
ไป แต่ยังเป็น เหวินจวิ้นจู่ ผู้มีศักดิ์เป็นถึงขุนนางชั้นหนึ่งแห่งราชวงศ์ต้าลี่ ดังนั้นการออกนอกจวนของนาง ย่อมต้องมีขบวน มีพิธีการ และผู้ติดตาม อย่างสมเกียรติ ฉินเสียงเหอจึงอยากให้เลื่อนเวลาออกไป เพื่อจะได้จัดการ ทุกอย่างให้สมฐานะ แต่ทันทีที่เห็นมารดาเริ่มเตรียมการ จ้าวเข่อหรันก็รีบ
เอ่ยห้าม
ท่านแม่ ไม่ต้องจัดเตรียมมากมายหรอกเจ้าค่ะ ลูกเพียงพาสาวใช้ไป คนเดียวก็พอ”
ฉินเชียงเหอขมวดคิ้วทันที
“จะเป็นไปได้อย่างไร! เจ้าต้องรู้ว่า ตอนนี้เจ้าไม่ใช่เพียงคุณหนูใหญ่ ของจวนไท่ชื่อแล้ว แต่เป็น เหวินจวิ้นจี่ระดับชั้นหนึ่ง”
จ้าวเข่อหรันหัวเราะเบา ๆ
“ท่านแม่ นั่นก็เป็นเพียงตําแหน่งหนึ่งเท่านั้น อีกอย่าง ลูกไปกราบ พระ มิใช่ไปอวดโอ่ หากพาคนไปมากมายเกินไป คงไม่เหมาะนัก วัดเป็น สถานที่สงบ หากขบวนใหญ่โตไปรบกวนความสงบของพระโพธิสัตว์ เกรงว่า
จะไม่ดี”
ฉินเชียงเหอคิดตามแล้วก็เห็นว่ามีเหตุผล จึงจ๋าต้องพยักหน้า
“เอาเถิด เช่นนั้นเจ้าก็ระวังตัวให้ดี และรีบกลับมา เข้าใจหรือไม่”
จ้าวเข่อหรันทําความเคารพอย่างนอบน้อม
“ท่านแม่วางใจ อีกห้าวันลูกก็จะกลับมา”
หลังออกจากเรือนชิงเหอ จ้าวเข่อหรันก็กลับไปยัง สวนชุนฮุย ตั้งแต่
เช้า นางก็จัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แม้เมื่อครู่ แม่นมเยว่ จะพยายาม เกลี้ยกล่อมอยู่นาน แต่นางก็เพียงยิ้มแล้วปัดผ่าน
เมื่อกลับถึงสวน นางเห็นว่าภายในห้องมีเพียง ฉินเซียง กับ ชือเชียง เท่านั้น ส่วนแม่นมเยวกับหลงเอ๋อร์ไปเตรียมขนมในครัว เพื่อให้นางน่าติด
ตัวไปด้วยระหว่างทาง สาวใช้ทั้งสองยืนรอรับคําสั่งอยู่เงียบ ๆ
พวกนางเองก็ไม่เข้าใจนัก เมื่อวานคุณหนูเพิ่งกลับถึงจวน แต่วันนี้ กลับจะออกเดินทางอีก ทั้งยังรีบร้อนเช่นนี้ แม้จะสงสัย แต่ก็ไม่กล้าถาม
จ้าวเข่อหรันนั่งลงก่อนเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“ครั้งนี้ที่ไปวัดว่านอัน ให้ฉันเชียงตามข้าไป ชื่อเชียงเจ้าพักอยู่ในจวน”
ทั้งสองตอบรับพร้อมกัน
“บ่าวน้อมรับคําาสั่งคุณหนู”
จ้าวเข่อหรันพยักหน้า ก่อนกล่าวต่อ
“ชือเชียง ครั้งนี้เจ้าต้องคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวในจวนให้ดี เดิม ทีเรื่องพวกนี้ฉินเซียงเป็นคนจัดการ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าครรภ์ของหลิว เหนียงมีปัญหา เจ้าเชี่ยวชาญเรื่องยา จึงจําเป็นต้องให้เจ้าอยู่
ชือเชียงรับค้าอย่างหนักแน่น
“คุณหนูวางใจ บ่าวจะดูแลให้ดี”
จ้าวเข่อหรันพยักหน้าอย่างพอใจ ชื้อเชียงเป็นคนสุขุม รอบคอบ นาง
จึงเชื่อใจได้ แท้จริงแล้ว หากเป็นไปได้ นางไม่อยากพาใครไปเลย แต่หาก ออกเดินทางโดยไม่มีสาวใช้ติดตามเลย ย่อมชวนให้คนสงสัย เพราะการไป
ครั้งนี้… นางมิได้ไปเพียงลําพัง จ้าวเข่อหรันครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ “ครั้งนี้ข้าจะพาเพียงฉินเชียงไป ส่วน อี้ ข้าจะให้เขาอยู่ช่วยเจ้า คําพูดนี้ทําให้ทั้งฉินเชียงและชื่อเชียงรีบคัดค้านทันที ฉันเชียงเอ่ย
ก่อน
“คุณหนู ถึงแม้บ่าวจะมั่นใจในฝีมือตัวเอง แต่หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ขึ้นมา การมี ติดตามย่อมปลอดภัยกว่านะเจ้าคะ”
อเชียงก็เห็นพ้อง
“ใช่เจ้าค่ะ เรื่องในจวน บ่าวจัดการเองได้ แต่คุณหนูออกไปข้างนอก ควรพาอี้ไปด้วย”
จ้าวเข่อหรันหัวเราะเบา ๆ
“พวกเจ้ากังวลเกินไปแล้ว ข้าเพียงไปวัด จะเกิดเรื่องอะไรได้”
ชือเชียงยังคงยืนกราน
“กันไว้ดีกว่าแก้ คุณหนูควรพาเขาไปนะเจ้าคะ”
จ้าวเข่อหรันจึงยิ้มพลางอธิบาย
“วางใจเถิด ไม่มี เหตุไม่คาดฝัน” อะไรทั้งนั้น เพราะข้าไม่ได้ไปคน
เตียว แต่ไปกับ… อดีตเจ้านายของพวกเจ้า”
ทันทีที่ได้ยินค้านี้ ฉันเชียงและชื่อเสียงก็เข้าใจทุกอย่างในทันที ใน ดวงตาของพวกนางพลันฉายแววรู้ทัน มิน่าเล่า คุณหนูถึงรีบร้อนออกเดิน ทางเช่นนี้ หากมี ท่านประมุขตําหนัก อยู่ด้วยแล้ว บนแผ่นดินนี้ คงไม่มีใคร ทําอันตรายคุณหนูได้ เมื่อคิดเช่นนั้น ทั้งสองจึงไม่คัดค้านอีก จ้าวเข่อหรัน
เห็นว่าพวกนางเข้าใจแล้ว จึงกล่าวก้าซับต่อ
“อือเชียง ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ นอกจากต้องคอยดูครรภ์ของหลิวอี้ เหนียงแล้ว ยังต้องจับตาดู สวนเฮียอวี่ ให้ดี ข้ารู้สึกว่า… จ้าวเข่อเหริน คง กําาลังคิดจะก่อเรื่องอะไรอีกเป็นแน่”
ชือเชียงตอบอย่างหนักแน่น
“คุณหนูวางใจ บ่าวจะจับตาให้ดี”
จ้าวเย่อหรันพยักหน้า สายตานางทอดออกไปนอกหน้าต่าง คิ้วเรียว
ขมวดเล็กน้อย
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน….แต่ตั้งแต่กลับมาที่จวน ข้ารู้สึกเหมือนมีเงา
อัปมงคลบางอย่างลอยวนอยู่ ราวกับว่า… กําลังจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น”
ความรู้สึกนั้นคลุมเครือ แต่มันกลับเกาะแน่นอยู่ในใจนาง ดังนั้นการ ไปวัดว่านอันครั้งนี้ นอกจากจะไปพบ ชื่อ ชวี่ แล้ว นางยังต้องการหลบ กระแสคลื่นลมในจวนชั่วคราวด้วย ฮือเชียงยิ้มปลอบ “คุณหนูไม่ต้องกังวล หากมีเรื่องอะไร บ่าวจะจัดการเอง คุณหนู เพียงไปอยู่กับท่านประมุขให้สบายใจเถิด”
หรือไม่”
จ้าวเข่อหรันพยักหน้า
“มีเจ้าอยู่ ข้าก็วางใจ แต่หากเกิดเรื่องจริง ๆ ต้องรีบแจ้งข้า เข้าใจ
ชือเชียงตอบอย่างมั่นใจ
ๆ
“คุณหนูวางใจ หากมีเหตุฉุกเฉิน บ่าวจะส่งข่าวทันทีเจ้าค่ะ ยิ่งไปกว่า นั้น อี้ยังอยู่ช่วยบ่าวด้วย
หลังรู้ว่าคุณหนูเดินทางไปกับท่านประมุข ทั้งฉินเชียงและชือเชียง ไม่กังวลอีก ไม่นานหลังจากนั้น จ้าวเข่อหรันก็พาฉันเชียงออกจากจวน ท่อ มุ่งหน้าไปยัง วัดว่านอัน โดยไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า การเดินทางครั้งนี้ จะกลาย เป็นชนวนของคลื่นลมระลอกใหม่ในจวนไท่ฮือ…