หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 114 ไหว้บูชาที่วัดว่านอัน
114 ไหว้บูชาที่วัดว่านอัน
นับแต่วันนั้นที่เกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้น ณ หอชมจันทร์ ข่าวลือก็แพร่ สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ราวไฟลามทุ่งในคืนลมแรง ว่ากันว่า ชื่อจื่อแห่ง จงอี้โหว ตระกูลหลิน ถึงกับต่อว่าและทําให้คู่หมั้นของตนต้องบาดเจ็บต่อ หน้าธารกํานัล เพียงเพราะหญิงคณิกาคนหนึ่ง เรื่องราวยิ่งเล่าก็ยิ่งแต่งเต็ม ยิ่งเติมก็ยิ่งเผ็ดร้อน
ท่ามกลางกระแสข่าวครกโครมเหล่านั้น จ้าวเข่อหรัน กลับไม่รู้เรื่อง แม้แต่น้อย เวลานี้นางกับ ฮือ ลวี่ พํานักอยู่ที่ วัดว่านอ้น แม้ที่นี่จะไม่ คริกครื้นงดงามเหมือนเมืองหลวง แต่สําหรับทั้งสองแล้ว เพียงได้อยู่เคียง
ข้างคนที่ตนรัก สถานที่ใดก็ล้วนเป็นโลกที่น่ารื่นรมย์
ตั้งแต่มาถึงวัดว่านอ้น จ้าวเข่อหรันกับชื่อ ชวี่พักอยู่คนละห้อง แต่ ห้องกลับตั้งอยู่ติดกัน หากพูดตามกฎระเบียบของวัดแล้ว เรื่องเช่นนี้ถือว่า ผิดธรรมเนียมอย่างชัดเจน แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้ามาห้ามปราม จ้าวเข่อหริม แม้จะรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรให้มากความ
ชีวิตในแต่ละวันของทั้งสองจึงเรียบง่ายและสงบสุข พูดคุย หยอก
ล้อ เดินเล่นร่วมกัน หากไม่นับว่าไม่ได้พักห้องเดียวกัน ชีวิตของพวกเขาก็ แทบไม่ต่างจากสามีภรรยาเลย และทั้งสองก็พึงพอใจกับความสงบเช่นนี้ มาก ถึงขั้นบางครั้งรู้สึกว่า ไม่อยากกลับเมืองหลวงอีกเลย
ในที่สุด วันครบรอบวันเกิดของ พระมารดาชื่อ รี่ ก็มาถึง เช้าวัน นั้น ฮือ ชวี่พาจ้าวเข่อหวั่นออกจากวัดว่านอ้น จ้าวเข่อหรันอดถามไม่ได้
“ชวี่ ท่านไม่ได้บอกหรือว่า ป้ายวิญญาณของพระมารดาท่านถูก ประดิษฐานอยู่ที่วัดว่านอัน? วันนี้ก็เป็นวันคล้ายวันเกิดของพระนาง เหตุใด พวกเราจึงไม่ใหว้ที่วัด กลับจะไปที่ใดกันเล่า?”
ชือ ชวี่เพียงยิ้มบาง ๆ ไม่ได้ตอบอะไร เขาพานางเดินขึ้นไปยัง เขา ด้านหลังวัด ทั้งสองอยู่ที่นั่นตลอดทั้งวัน จนกระทั่งยามเย็นจึงกลับลงมา เมื่อกลับถึงวัด ชื่อบูช พานางไปยังห้องหนึ่ง ประตูถูกผลักเปิดออก สิ่งแรก ที่สะท้อนเข้าสู่สายตาของจ้าวเข่อหวั่น คือ ป้ายวิญญาณสีเข้มบนโต๊ะบูชา
ฮือกูชวี่จูงมือนางเดินเข้าไป กลางห้องมีโต๊ะไม้ตั้งอยู่ บนโต๊ะวางป้าย วิญญาณเพียงแผ่นเดียว บนป้ายมีอักษรเรียบง่ายไม่กี่ค้า
“ป้ายวิญญาณของภรรยาที่รัก เขียวเสี่ยวเขียว” ด้านล่างขวา มีอักษร เล็ก ๆ อีกบรรทัด “สามี ซือถูหลิงจื้อ เป็นผู้ตั้ง
ๆ
จ้าวเข่อหรันตกตะลึง พระมารดาของชวี่ มิใช่เพียง พระสนมกุ้ยเฟย เท่านั้นหรือ? เหตุใดป้ายวิญญาณจึงเขียนว่า “ภรรยาที่รัก” ? ยิ่งไปกว่านั้น ชือ หลิงจื้อ นั่นมิใช่พระนามของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันหรือ! นางมองไป รอบ ๆ ห้อง ธูปบนกระถางยังคงคุกรุ่น เครื่องบูชาถูกจัดวางไว้อย่างเรียบ ร้อย
เห็นได้ชัดว่า มีคนมาสักการะก่อนพวกเขาแล้ว ความคิดหนึ่งพลัน
แล่นเข้ามาในใจนาง ถ้าเช่นนั้น…. ที่ชื่อ ชวี่พานางไปอยู่บนเขาทั้งวันก็เพื่อ หลีกเลี่ยงคนผู้นั้น งั้นหรือ? ระหว่างที่นางกําลังครุ่นคิด ชื่อ ชวี่ก็จุดธูปเสร็จ แล้ว เขายื่นให้จ้าวเข่อหรัน ทั้งสองคุกเข่าสักการะอย่างสงบ หลังปักธูปแล้ว ฮือกูชวี่ก็พานางมายืนตรงหน้าป้ายวิญญาณ เขายิ้มอย่างอ่อนโยน
เสด็จแม่ ท่านดูสิ นี่คือ ลูกสะใภ้ของท่าน ข้าเป็นคนเลือกด้วยตัว เอง เป็นอย่างไร นาง ใช่หรือไม่?”
กล่าว
ใบหน้าของจ้าวเข่อหรันแดงเรื่อทันที แต่นางก็ยังยิ้มอย่างสุภาพแล้ว
“ถวายพระพรพระสนมกุ้ยเฟยเพคะ หม่อมฉันนานจ้าวเข่อหรัน เข้า
ถวายคารวะพระสนม
ฮือกูชวี่ขมวดคิ้วทันที
“เจ้าจะเรียกพระสนมกุ้ยเฟยทําไม เจ้าควรเรียกเหมือนข้า ว่า เสด็จ
แม่ ต่างหาก”
จ้าวเข่อหรันถลึงตาใส่เยา
“ท่านยังกล้าพูดอีกหรือ เมื่อใดกันที่ข้าตกลงเป็นภรรยาท่าน?”
ชือ ชวี่ มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะดึงนางเข้ากอดทันที
“เจ้าจะยอมหรือไม่ก็สายไปแล้ว จูบก็จูบแล้ว กอดก็กอดแล้ว หากเจ้า
ไม่แต่งกับข้า เจ้าจะไปแต่งกับผู้ใดได้อีก?”
ชีวิต”
จ้าวเข่อหรันทั้งอายทั้งโมโห
“อือกูชวี่ ท่านช่างเป็นคน หน้าด้าน จริง ๆ”
ฮือกูชวี่กลับหัวเราะ
“เจ้าพูดถูกแล้ว ข้านี่แหละหน้าด้าน และจะหน้าด้าน เกาะเจ้าไปทั้ง
เขาก้มศีรษะลง หน้าผากแนบหน้าผาก ปลายจมูกแตะปลายจมูก ลม หายใจของทั้งสองพันเกี่ยวกันอย่างใกล้ชิด บรรยากาศพลันอบอวลไปด้วย ความก้ากวมชวนใจเต้น ใบหน้าของจ้าวเข่อหรันแดงก๋า หัวใจเต้นรัว ผ่านไป ครู่หนึ่ง ซ๊อกูล จึงยอมปล่อยนาง จ้าวเข่อหรันยังคงหน้าแดง นางจ้องเขา
เยมิง
“เจ้าคนไร้ยางอาย เจ้ารู้หรือไม่ว่าสถานที่นี้คือที่ใด เสด็จแม่ของเจ้ายัง อยู่ตรงนี้นะ!”
ชือกูชวี่ยิ้มกว้าง
“เจ้าพูดผิดแล้ว ไม่ใช่เสด็จแม่ของข้า แต่เป็น เสด็จแม่ของพวกเรา”
จ้าวเย่อหวั่นกลอกตาใส่ แต่ในใจยังมีคําถาม
“ชวี่ พวกเรามาที่วัดว่านอันหลายวันแล้ว เหตุใดเพิ่งมาที่นี่วันนี้?”
ฮือ ชวี่ยิ้ม
“เพราะห้องนี้ ปกติจะไม่เปิด
“หืม?”
“นอกจาก เสด็จพ่อแล้ว ไม่มีผู้ใดเข้ามาได้ แม้แต่ข้าเอง ก็มีสิทธิ์เข้า มาได้เพียงสองวันต่อปี วันครบรอบเก็ต กับวันครบรอบตายของเสด็จแม่”
จ้าวเข่อหรันตกใจ
“แล้วห้องนี้ใครเป็นคนดูแลหรือ?”
ชือ ชวี่ยิ้มเย็น
“เสด็จพ่อ พระองค์มาทําความสะอาดเอง”
จ้าวเข่อหรันนิ่งงัน ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ กลับมาทําความสะอาดห้องบูชา ด้วยพระองค์เอง… แต่สีหน้าของชื่อ ชวี่ กลับเต็มไปด้วย รอยยิ้มเย้ยหยัน จ้าวเข่อหรันมองเขาแล้วถามเบา ๆ
“วี่ วันนี้ที่ท่านพาข้าไปบนเขา ก็เพื่อหลีกเลี่ยงฮ่องเต้ใช่หรือไม่?”
ชือ ชวี่พยักหน้า
“ทุกปีในวันนี้ เขาจะมานั่งอยู่กับเสด็จแม่ทั้งวัน ข้าไม่อยากสักการะ
ร่วมกับเขา
จ้าวเข่อหรันถามเบา ๆ
“ชวี่… ท่านชิงชังเสด็จพ่อขอท่านมากหรือ?”
ฮือกูชวี่ส่ายหน้า
“ไม่ ข้าไม่เกลียดเขา เพราะย้า หาเหตุผลจะเกลียดไม่ได้
เขายิ้มบาง ๆ
“แต่ทุกครั้งที่เห็นเขาแสร้งทําเป็นรักลึกซึ้งต่อหน้าเสด็จแม่ ข้ากลับรู้ กว่า มันช่างเสแสร้งสิ้นดี ถ้ารักนัก เหตุใดตอนที่นางยังมีชีวิต ถึงปล่อยให้ นางต้องทนทุกข์เล่า? หลังความตาย ต่อให้ทําดีเพียงใด ก็ไม่อาจชดเชยได้
แล้ว”
จ้าวเข่อหรันเงียบไปครู่หนึ่ง ชื่องูซวี่กอดนางไว้เบา ๆ
“เจ้าหนูน้อย เจ้าอยากรู้เรื่องของเสด็จพ่อกับเสด็จแม่หรือไม่?” นางพยักหน้า ชือกูชวี่จึงเล่าเรื่องอดีตของ เชียวเสียวเชียว หญิงงาม อันดับหนึ่งของใต้หล้า หญิงสามัญชน ผู้ทําให้องค์ชายในวันนั้นตกหลุมรัก ตั้งแต่แรกพบ แต่สุดท้าย เขากลับต้องแต่งงานกับ พระมเหสี เพื่ออํานาจ และบัลลังก์ ต่อมาจึงรับเชียวเสียวเชียวเข้าวัง แต่งตั้งเป็น พระสนมกุ้ยเฟย
นางเคยเป็นที่โปรดปรานที่สุดในวัง
แต่ในวังหลวง ความโปรดปรานของจักรพรรดิ มักเป็น ยาพิษที่หวาน ล้า หญิงมากมายในวัง ต่างริษยา วันหนึ่งมีคนแอบใส่ หงฮวา (ดอกคําฝอย) ลงในอาหารของนาง ตรงกับวันที่นางมีประจําเดือนพอดี ผลคือ เลือดไหลไม่ หยุด แม้แพทย์หลวงจะช่วยชีวิตไว้ได้ แต่ร่างกายของนางก็อ่อนแอลง
เรื่อย
ๆ จนจากโลกไปในอีกสองปีถัดมา
จ้าวเข่อหรานถอนหายใจเบา ๆ ฮือ ชวี่กล่าวเสียงเรียบ
“บางครั้งข้าก็คิด ถ้ารักกันจริง จะยอมให้มี คนที่สาม อยู่ระหว่าง กลางได้อย่างไร”
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง “บางที…พวกเขาอาจคิดว่า แค่ได้อยู่ใกล้กันก็พอแล้ว”
ชือ ชวี่กอดนางแน่น
“ข้าไม่เหมือนพวกเขา หากข้าต้องการให้เจ้ามีข้าเพียงคนเดียว ข้าก็
ต้องมีเจ้าเพียงคนเดียวเช่นกัน”
จ้าวเข่อหรันพยักหน้า
“ระหว่างเรา จะไม่มีคนที่สาม”
ชือ ชวี่ไม่พูดอะไรอีก เพียงกอดนางแน่นขึ้น ในชั่วขณะนั้น หัวใจ ยองทั้งสองแนบชิดกันราวกับเป็นดวงเดียว