หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 113 ตกหลุมพราง
113 ตกหลุมพราง
หลิน หร่านเชื่อมาตลอดว่าตนเองเป็นบุรุษผู้โชคดีโดยแท้ เกิดใน ตระกูลใหญ่ ตั้งแต่วัยเยาว์ก็ถูกสถาปนาเป็นทายาทแห่งจงอี้โหว วันหน้าเขา ย่อมได้สืบตําแหน่งแน่นอน ครั้งหนึ่งเขาเคยไม่พอใจอย่างที่สุด ที่คู่หมั้นของ ตนคือจ้าวเย่อหรัน มิใช่จ้าวเย่อเหริน
ทว่าในภายหลัง ความไม่พอใจนั้นก็ถูกลบเลือนไป เขาได้ถอนหมั้นกับ จ้าวเข่อหรัน และหมั้นหมายกับหญิงที่ตนรัก จ้าวเย่อเหริน ทุกอย่างควรจะ ราบรื่นดุจความฝัน แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่
นับตั้งแต่หมั้นกับหญิงในดวงใจ เรื่องราวกลับมิได้โรยด้วยกลีบ กุหลาบ กลับมีคลื่นลมไม่ขาดสาย โดยเฉพาะหลังเทศกาลไหว้พระจันทร์ เมื่อ อดีตคู่หมั้นของเขาได้รับการแต่งตั้งเป็น “เหวินจวิ้นจี่” ขั้นหนึ่ง เกียรติยศสูง
ส่งเหนือผู้ใด สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงราวกับฟ้าผ่าช้า
ภาพวันนั้นยังติดตา หลังงานเลี้ยงกลางวันในวัง จงอี้โหวกับฮูหยิน ต่างหน้า งดุจจะระเบิด เมื่อกลับถึงจวน ทุกคนมิได้แยกย้ายพักผ่อน หาก พากันเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ จงอี้โหว ท่านโหวหลินจื้อ นั่งลงแล้วกระดกชารวด เดียวราวกับหวังให้ความขุ่นเคืองในอกละลายไปพร้อมไอร้อน เขาหันไป มองฮูหยินหลินโจวชื่อ สายตาเต็มไปด้วยไฟโทสะ
“พอใจหรือยัง? ตอนนั้นเจ้า ร้องนักว่าจ้าวเข่อหรันไม่เหมาะ ไม่ดี พอ ดูสิ! วันนี้นางเป็นถึงเหวินจวิ้นขั้นหนึ่งแล้ว! แล้วจ้าวเย่อเหรีนที่เจ้าว่าดี เลิศนัก ตั้งแต่หมั้นหมายมา นางทําสิ่งใดให้จวนเราภูมิใจบ้าง?”
หลินโจวชื่อนั่งเงียบ สีหน้าซีดเผือด นางรู้ดี ว่าตอนนั้นเป็นตนเองที่ กดดันให้เปลี่ยนคู่หมั้น หากไม่ใช่เพราะนาง สามีคงไม่ยอม ที่แท้…นางเอง ต่างหากที่พลาด ยิ่งนึกถึงงานวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าฉินแล้ว ยิ่งเจ็บปวด ภาพวาดปลอมที่จ้าวเข่อเหรินมอบให้ ทําให้นางถูกเย้ยหยันทั้งเมือง ความ อับอายนั้นยังร้อนผ่าวในอก แต่บัดนี้…จะถอยก็สายไปแล้ว หลินจื้อยิ่งพูดยิ่ง
เดือด
“ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า วันนี้ลูกสะใภ้ของข้าก็คือขึ้น! เจ้ารู้หรือไม่ว่านั่น หมายถึงเกียรติยศเพียงใด!”
หลินชีหร่านที่ยืนฟังอยู่เริ่มทนไม่ไหว
“ท่านพ่อ ข้าไม่เข้าใจเลย ท่านโกรธเรื่องใดนักหนา? นางได้เป็นจวิ้นจี่ แล้วอย่างไร เกี่ยวอะไรกับพวกเรา?”
คําตอบนั้นเหมือนสาดน้ามันลงกองไฟ
“เกี่ยวอย่างไรหรือ?”
ท่านโหวหลินจื้อค้าราม
“ถ้าไม่ถอนหมั้น วันนี้เจ้าคือว่า จวิ้นหมา! ที่สําคัญ นางได้รับความ โปรดปรานจากฮ่องเต้ นั่นคืออนาคตที่เปิดกว้าง เจ้าเข้าใจหรือไม่!”
หลิน หร่านกลับยกคางขึ้นเล็กน้อย
“ข้าไม่เสียดาย ข้ารักเย่อเหริน นางงดงาม ทั้งโฉมและความสามารถ จ้าวเย่อหวั่นเทียบนาง ไม่ได้เลย ฮ่องเต้เพียงยังไม่เคยเห็นเย่อเหรีนเท่านั้น
หากได้พบ ย่อมรู้ว่านางล้ําค่ากว่า”
คําพูดนั้นทําให้บิดาถึงกับหัวเราะเยาะด้วยความโกรธ
“เจ้าคิดว่าตนเองสําคัญนักหรือ? ตอนนี้จ้าวเข่อหวั่นเป็นจวิ้นจู่แล้ว
ต่อให้เจ้ากลับใจ นางก็อาจไม่แลเจ้าแม้หางตา!”
หลินหีหร่านยังยืนหยัด
“ข้าก็ไม่แลนางเช่นกัน”
ความดื้อรั้นเช่นนั้น ทําให้ท่านโหวหลินจื้อสะบัดแขนเสื้อจากไป ใน โถงใหญ่ เหลือเพียงแม่ลูก ความเสียใจของหลินโจวชื่อแน่นอกจนแทบหาย ใจไม่ออก แต่หลินชีหร่านยังเชื่อมั่นในตน ในสายตาเขา จ้าวเย่อเหรินคือ หยกงาม จ้าวเข่อหรันเป็นเพียงก้อนหินที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอัญมณี เขาไม่รู้
เลย…ว่าตนกําลังเดินเข้าสู่เงามืด
วันหนึ่ง ด้วยความอึดอัด เขาออกจากจวน เดินเตร่ไร้จุดหมาย จน มาหยุดที่ถนนคึกคักสายหนึ่ง ยังไม่ทันรู้ตัว ก็ถูกหญิงวัยกลางคนแต่งหน้า จัดจ้านคว้าแขนไว้
“โอ้ คุณชายหน้าใหม่สินะ ข้า ฮวามามา มารู้จักกันไว้เถิด”
ก่อนจะทันปฏิเสธ เขาถูกลากเข้า “หอชิงเฟิง” หอนางโลมชื่อดัง ในที่ สุต เขาก็นั่งอยู่ในห้องส่วนตัว จิบชาอย่างมึนงง ในใจคิดว่า….ไหนๆ ก็มาแล้ว ลองเปิดหูเปิดตาดูสักครั้งก็ไม่เสียหาย ไม่นาน ฮวามามา ก็พาหญิงชุดขาว เข้ามา เพียงแวบแรก หัวใจเขาก็สะดุด
ฤดู
นางราวหมอกบางในแสงจันทร์ ชุดขาวพลิ้วไหว ผิวซีดดุจหิมะแรก
งู ใบหน้าอ่อนหวานแต่แฝงความป่วยไข้ งดงามจนลมหายใจสะดุด ชื่อของ นางคือ “หรูเสวี่ย” เสียงของนางอ่อนหวานราวสายลม ท่วงท่าเรียบร้อย ดุจ เทพธิดาหลุดจากภาพวาด
แท้จริงแล้ว ความงามของนางมิอาจเทียบจ้าวเย่อเหริน แต่กลิ่นอาย
บริสุทธิ์เปราะบางนั้น กลับตรงกับภาพฝันในใจหลีนซีหร่านพอดิบพอดี เขา หลงใหล หลายวันถัดมา เขาไปพบหรูเสวี่ยไม่ขาด สนทนากวี ดนตรี ความ ฝันในชีวิต ยิ่งพูดยิ่งรู้สึกว่านางเข้าใจเขาทุกถ้อยคํา ในอกเขา เริ่มก่อความ คิดจะไถ่ตัวนาง รับนางเป็นอนุภรรยา เขาไม่รู้เลย คมมีดอ่อนโยน มักเฉือน ล็กที่สุด
วันหนึ่ง เขาชวนหรูเสวี่ยออกมาเดินเล่น หลังเที่ยวทั้งเช้า ทั้งสองเข้า สู่หอวิ่งเยว่เพื่อรับประทานอาหาร และที่นั่น เขาเจอจ้าวเย่อเหริน เสียงเรียก
ใสกังวานด้งขึ้น
ชา
“อีหร่าน เจ้ามาที่นี่หรือ?”
เขาชะงัก ก่อนยกยิ้ม “เชอเหริน ช่างบังเอิญนัก”
ทว่าเมื่อจ้าวเย่อเหรินเห็นหญิงชุดขาวข้างกายเขา สีหน้านางพลันเย็น
“นางคือใคร?”
หลิน หร่านฝืนยิ้ม “นี่หรูเสวี่ย เป็นเพียงสหายของข้า”
หรูเสวี่ยทําความเคารพเบาๆ
“คารวะคุณหนูเย่อเหริน”
แต่จ้าวเย่อเหรินไม่รับไหว้ กลับยิ้มเย็น
“หรูเสวี่ย? ข้าไม่เคยได้ยินนามสกุลนี้มาก่อน หรือว่าเป็นคุณหนู
ตระกูลใด?”
ขมวดคิ้ว
ถ้อยคําราวมีดคมบาง หรูเสวี่ยหน้าซีด ดวงตาคลอ หลินชีหร่าน
“เย่อเหริน เจ้าพูดจาเช่นนี้ได้อย่างไร ไร้มารยาทเกินไปแล้ว!”
จ้าวเย่อเหรินหัวเราะเย็น
“ข้าเพียงถามว่าเป็นลูกหลานตระกูลใด เหตุใดท่านต้องร้อนตัว?
หรือฐานะของนางพูดไม่ได้?”
หรูเวี่ยสั่นระริกเหมือนดอกไม้ต้องถม หลินซีหร่านโกรธหน้าแดง
“กําเนิดคนเราเลือกไม่ได้ เจ้าใช้เรื่องนั้นดูหมิ่นนางได้อย่างไร!”
จ้าวเย่อเหรินระเบิดอารมณ์
“ท่านปกป้องนางนัก นางเป็นอะไรกับท่านกันแน่!”
“สหายเท่านั้น!”
“สหาย?”
นางแค่นเสียง
“สหายจากหอคณิกาหรือ?”
คําว่า “คณิกา” ก๋งชัดเจนดุจตบหน้า หลินหีหร่านโกรธจัด “เจ้าควรขอโทษนางเดี๋ยวนี้!”
“ให้ข้าขอโทษหญิงจากหอนางโลม? ฝันไปเถิด!”
สิ้นค้า นางยกมือจะตบหรูเสวี่ย หลินซีหร่านรีบคว้าแขน สะบัดออก เบาๆ แต่เพียงแค่นั้น จ้าวเข่อเหรินกลับล้มลง กระแทกพื้น หน้าผากแตก เลือดชิม บรรยากาศชะงักงัน เขารีบเข้าไปพยุง แต่ถูกนางสะบัดมือออก จ้าวเข่อเหรินลุกขึ้นด้วยแรงประคองจากสาวใช้ แววตาแข็งกร้าว
“หลินซีหร่าน วันนี้ท่านกล้าทํากับข้าเพราะหญิงจากหอนางโลม เรื่อง
นี้ไม่จบแน่!”
นางจากไปอย่างเด็ดขาด หลินซีหร่านยืนตะลึง แต่ทันทีที่พ้นประตู หอวิ่งเยว่ ริมฝีปากจ้าวเข่อเหรินกลับยกยิ้มบาง แววตาเต็มไปด้วยความพึง พอใจ ปลา…ติดเบ็ดแล้ว