หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 124 จ้าวอิงมาเยือน
124 จ้าวอิงมาเยือน
เมื่อเห็นจ้าวอึ่งยังคิดเถียงไม่เลิก จ้าวชงก็ยิ่งเดือดดาล
“ยังจะเถียงอีกหรือ! เจ้าเคยคิดบ้างไหมว่าตัวเองกําลังทําอะไรอยู่? หากกงกงหลี่ฟูเฉวียนกลับไปกราบทูลฮ่องเต้ ว่าเจ้ามีข้อโต้แย้งต่อพระราช โองการ เจ้าคิดหรือว่าศีรษะเจ้าจะยังอยู่บนบ่าได้?”
เสียงนั้นดังสนั่นทั่วโถง จ้าวอิงยังไม่ทันสํานึกผิด ความโกรธในอก จ้าวชงก็พลุ่งพล่านดุจเพลิง เขาก้าวพรวดเข้าไป ก่อนใครจะทันตั้งตัว
“เพียะ!”
ฝ่ามือหนักหน่วงฟาดลงบนแก้มจ้าวอิงอย่างจัง เสียงดังสะท้านโสต จ้าวอิงถูกตบจนมึนงง โลกทั้งใบเหมือนหมุนคว้าง จางอี้เหนียงที่ยืนอยู่ ข้าง ๆ รีบถลาเข้าไป ดึงลูกสาวไปก่อนหลังตนทันที สีหน้าซีดเผือด ผ่านไป ครู่หนึ่ง จ้าวอิงจึงรู้สึกตัว แก้มข้างหนึ่งปวดแสบ น้ําตาไหลอาบสองแก้ม นางเงยหน้ามองบิดาอย่างน้อยใจ
“ท่านพ่อ… เหตุใดท่านต้องตบข้า ข้าทําผิดอันใด?”
วันนี้นางอับอายพอแล้ว งานคัดเลือกชายาไม่มีชื่อนาง กลับยังต้อง ถูกตบกลางโถงใหญ่ ชะตาช่างโหดร้ายเสียจริง จ้าว งไม่แม้แต่จะสงสาร
“เจ้ากล้ายังถามอีกหรือ? รู้ไหมว่าวันนี้เจ้าล่วงเกินผู้ใด? นั่นคือคน สนิทเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้! เจ้าอยากตายก็ไปตายเสีย แต่อย่าลากทั้ง จวนไท่ฮือไปจมนํ้าด้วย!”
คําพูดเย็นชา ไร้เมตตา จ้าวอิงหน้าเผือด
“ข้าไม่ได้ตั้งใจ… ข้าเพียงแค่อยากไปร่วมงานคัดเลือกชายาเท่านั้น….
จ้าวชงหัวเราะหยัน
“อยากไป? หญิงสาวทั้งเมืองหลวงล้วนอยากไป! เจ้าคิดว่าความอยาก ของเจ้ามีน้ําหนักกว่าผู้อื่นหรือ?”
“แต่ข้าก็ไม่ต่างจากพวกนาง!” จ้าวอิงเถียง
“ข้าเป็นคุณหนูสามแห่งจวนไท่ซือ เหตุใดจึงไม่มีสิทธิ์?”
ถ้อยคํานั้นทําให้ทั้งโถงเงียบกริบ สายตาดูแคลนพุ่งใส่นางราวมีดคม ฉันเชียงเหอทนดูไม่ไหว ก้าวออกมา รอยยิ้มเย็นเฉียบ
“จ้าวอิง เจ้าคิดว่าตนคือใคร กล้าเอาตนไปเทียบกับเข่อหร้นและเย่อ เหริน? พวกนางเป็นบุตรภรรยาหลวง ส่วนเจ้า….ก็แค่บุตรอนเท่านั้น”
คําพูดแต่ละค่าราวเข็มทิ่มแทง
“คนในจวนเรียกเจ้าว่าคุณหนูสาม ก็เพราะให้เกียรติ หากพูดกันตาม จริง จวนไท่ซือไม่เคยมี คุณหนูสาม มีเพียง บุตรสาวคนที่สาม’ เท่านั้น”
ราวฟ้าผ่ากลางอก จ้าวอิงถึงกับตัวชา ความจริง ไม่อยากรับรู้ ถูกฉีก ออกมาต่อหน้าทุกคน นางกวาดตามองรอบโถง แม้แต่จ้าวหลินกับจ้าว เหมย ที่นางเคยมองข้าม ยังจ้องมาด้วยสายตาเหยียดหยาม ศักดิ์ศรีที่เหลือ อยู่แตกสลาย นางวิ่งหนีออกไป จางอี้เหนียงตามติดไปอย่างร้อนรน
โถงใหญ่กลับคืนสู่ความสงบ จ้าว งหันไปทางจ้าวเข่อหรันกับจ้าวเข่อ เหริน สีหน้ากลับอ่อนโยนดั่งบิดาผู้เปี่ยมรัก
เลิก”
“อีกสามวันเจ้าทั้งสองต้องเข้าวัง เตรียมตัวให้ดี งานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่อง
สองพี่น้องค้อมศีรษะพร้อมเพรียง
“บุตรหญิงรับคําสั่งเจ้าค่ะ”
ภาพตรงหน้า บิดาเมตตา บุตรกตัญญู ช่างงดงาม แต่ในใจ จ้าวเข่อหวั่นกลับหัวเราะเย็น ลูกที่มีค่าใช้ประโยชน์เท่านั้นจึงคู่ควรกับความ รักของท่าน…จ้าวอิงไร้ค่า จึงถูกตบ นางกับเย่อเหรินมีโอกาสเป็นชายา จึงได้ รับรอยยิ้ม โลกนี้…ช่างประชดประชันนัก
ค่ําาวันนั้น ในเรือนช่างอินเก๋อ จ้าวอิงทุ่มของแตกกระจาย บ่าวไพร่ไม่ มีใครกล้าเข้าใกล้ จางชื่อรีบเข้าไปคว้ามือบุตรสาว
“พอเถิตอิงเอ๋อร์ ใจเย็นลงก่อน”
“ใจเย็น?” จ้าวอิงแผดเสียง
“ท่านรู้ไหมว่าข้าอับอายเพียงใด! ทุกคนหัวเราะเยาะข้า!”
นางกัดฟัน นํ้าตาไหล
“เป็นเพราะท่าน! หากท่านไม่ใช่อนุ ข้าจะเป็นบุตรภรรยาหลวง วันนี้ ข้าคงได้ไปงานคัดเลือก!”
คําพูดรุนแรงแต่ไม่หยาบ แทงใจผู้เป็นแม่ยิ่งกว่ามีด จาง เหนียง
เจ็บปวด แต่ยังคงกอดปลอบ
“ขอโทษเจ้า… เป็นเพราะแม่ไร้วาสนา….
จ้าวถึงสะอื้น ก่อนเงยหน้าขึ้น ดวงตาวูบไหวด้วยความมุ่งมั่น
“ท่านแม่… ข้า ทางแล้ว”
“ทางใด?”
รอยยิ้มผุดขึ้นบนริมฝีปาก
“ท่านพี่ใหญ่ จ้าวเข่อหรัน”
จางชื่อขมวดคิ้ว
“นางจะช่วยเจ้าหรือ?”
“แน่นอน! นางเป็นถึงจวิ้นจู่แล้ว วันนี้แม้ขันทีคนสนิทฮ่องเต้ยังให้ เกียรตินาง หากนางเอ่ยปาก ข้าย่อมได้สิทธิ์เข้าร่วม”
จาง เหนียงยังไม่สบายใจ
“จ๋าไว้ หากนาง ช่วย อย่าขัดแย้ง นางไม่ใช่จ้าวเข่อหรันคนเดิม
แล้ว”
จ้าวอิงรับค่าลวก ๆ ในใจกลับคิดเพียงว่า ไม่ว่าต้องใช้วิธีใด ก็ต้อง
สําเร็จ
หลังมื้อค่ําา จ้าวเข่อหรันนั่งอ่านหนังสือในเรือนเงียบสงบ เสียงเคาะ ประตูดังขึ้น หลงเอ๋อร์กลับมาด้วยสีหน้าพิลิก
“คุณหนู คุณหนูสามมาขอพบเจ้าค่ะ”
จ้าวเข่อหรันเลิกคิ้ว
“เชิญเข้ามา”
ไม่นาน จ้าวอิงก็ปรากฏตัว จ้าวเข่อหรันยิ้มอ่อนโยน
“น้องสาม ช่างเป็นแขกหายาก เชิญนั่ง
บทสนทนาเริ่มต้นด้วยถ้อยคําสุภาพ แต่ต่างฝ่ายต่างรู้ มีเป้าหมาย
ซ่อนเร้น จ้าวอิงชมเชยสถานะจนคู่ของนาง จ้าวเข่อหรันหัวเราะเบา ๆ
“ไม่ว่าอย่างไร เราก็เป็นพี่น้องกันมิใช่หรือ”
สุดท้าย จ้าวอิงก็เอ่ยตรง ๆ
“ข้าอยากให้พี่ใหญ่ช่วย….ให้ข้าได้เข้าร่วมงานคัดเลือกชายา
ถ้อยคํานั้นทําให้ทั้งห้องเงียบงัน จ้าวเข่อหรันถึงกับชะงัก
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”
“ข้าเพียงอยากเข้าร่วม จะได้หรือไม่ได้ไม่สําคัญ”
สีหน้าจ้าวเข่อหรันเย็นลงเล็กน้อย
“เรื่องนี้…ข้าช่วยไม่ได้”
“แต่พี่ใหญ่เป็นจวิ้นจู่!”
จ้าวเย่อหวั่นถอนหายใจ
“งานคัดเลือกนี้ต้องมีพระราชโองการ ข้าจะไปก้าวล่วงพระประสงค์
ฮ่องเต้ได้อย่างไร?”
จ้าวอิงกลับยืนกราน “ท่านมีอ้านาจพอ!”
คําพูดนั้นทั้งไร้เดียงสาและอวดดี จ้าวเข่อหวั่นมองนางนิ่ง ในแววตา
คล้ายมีประกายเย็นวาบ เด็กโง่ผู้นี้ยังไม่รู้เลยว่าเล่นกับไฟ บรรยากาศใน ห้องเริ่มตึงเครียด อ่อนโยนเพียงผิวเผิน ใต้รอยยิ้ม คือกระแสน้ําเชี่ยวที่
พร้อมกลืนทุกสิ่ง.