หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 123 คลื่นลมแห่งราชโองการ
123 คลื่นลมแห่งราชโองการ
ไม่ว่าระหว่างทางจะโกลาหลเพียงใด ท้ายที่สุดการหมั้นหมายระหว่าง จ้าวเข่อเหรินกับหลินชีหร่านก็ถึงคราวสิ้นสุด ยามที่ข่าวนั้นแพร่เข้ามา จ้าวเข่อหรันกําลังเอนกายอ่านตําราอยู่ริมหน้าต่าง แสงอ่อนของบ่ายวันหนึ่ง ทอดลงบนหน้ากระดาษขาวสะอาด ดวงหน้าของนางสงบนิ่งราวมิได้สะทก สะท้านต่อสิ่งใด หลงเอ๋อร์ยืนอยู่เบื้องหน้า สีหน้าครึกครื้น ราวกับมีพลุไฟจุด อยู่ในดวงตา
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านไม่รู้หรอก ตอนนั้นเพราะข่าวลือวุ่นวาย คุณหนู ถึงต้องถูกบีบให้ถอนหมั้น เปิดทางให้คุณหนูรองแทนที่ แต่ใครจะคิดเล่า ว่า วันนี้ก็เพราะข่าวลือเช่นกัน นางกลับต้องถูกถอนหมั้นเสียเอง ช่างเป็นเรื่องที่ ฟ้าลิขิตเสียจริง!”
จ้าวเข่อหรันเพียงยิ้มบาง วางตําราลงอย่างแผ่วเบา
“พอเถิต เรื่องของผู้อื่นอย่าใส่ใจนัก เขาจะเป็นอย่างไร หาเกี่ยวกับ เราไม่ เราเพียงดูแลตนเองให้ดีก็พอ”
หลงเอ๋อ ตอบรับ แม้ปากจะเอ่ย “เจ้าค่ะ” แต่ในใจกลับสะใจยิ่งนัก คิดเพียงว่าทุกสิ่งเป็นผลกรรมของคนบางคน จ้าวเข่อหรันมองนางแล้วได้ แต่ถอนหายใจเบา ๆ ความดีใจที่ปะทุแรงเกินพอดี บางครั้งก็เป็นเชื้อไฟที่ เผาตัวเองโดยไม่รู้ตัว ขณะนั้นเอง ชื่อเสียงรีบก้าวเข้ามา สีหน้าเคร่งเครียด ผิดปกติ จ้าวเบ่อหรันขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เกิดเรื่องอันใด เหตุใดเจ้าจึงรีบร้อนเช่นนี้?”
อเชียงไม่แม้แต่จะจัดท่าทางให้เรียบร้อย เอ่ยทันที
“คุณหนู รีบไปที่ห้องโถงเถิดเจ้าค่ะ นายท่านให้ท่านไปเดี๋ยวนี้ เห็นว่า มีคนจากวังหลวงมา… คล้ายจะมีราชโองการ”
ค้าว่า “ราชโองการ” ทําให้บรรยากาศนิ่งงันไปชั่วขณะ จ้าวเข่อหรัน ชะงักเล็กน้อย แต่แล้วรอยยิ้มบางก็ปรากฏที่มุมปาก นางนึกถึงคําพูด ของฮือกูชวี่ในคราวก่อน และพอจะเดาได้ว่าราชโองการครั้งนี้เกี่ยวข้องกับสิ่ง
ได
แทนที่จะร้อนรน นางกลับลุกขึ้นอย่างสงบ ค่อย ๆ จัดชายแขนเสื้อ เกล้าผมให้เรียบร้อย ท่วงท่าผ่อนคลายราวกับจะไปชมดอกไม้ มิใช่ไปรับพระ ราชโองการ แม่นมเยว่เห็นแล้วใจแทบจะหลุดออกจากอก
“คุณหนูเจ้าคะ นั่นราชโองการนะเจ้าคะ จะปล่อยให้รอได้อย่างไร!”
จ้าวเข่อหรันหัวเราะเบา ๆ
“อย่าตระหนกไปเลย ราชโองการไม่อาจมีขาเดินหนีเราได้”
คําพูดนั้นทําเอาแม่นมเยว่ แทบจะทรุด ความคิดในใจร้องครวญ ราช โองการย่อมไม่หนี แต่ปล่อยให้ราชโองการรอ ก็มิใช่เรื่องที่ผู้ใดกล้าทํา! ไม่ นานนัก จ้าวเข่อหรันก็มาถึงห้องโถง ในนั้นแน่นขนัดไปด้วยผู้คน จ้าวชง ภรรยา บรรดาพี่น้องสตรี และเหล่าอนุภรรยา ทุกคนพร้อมหน้า เว้นเพียง จ้าวเข่อเฟิงที่ยังอยู่ในสํานักศึกษา ทันทีที่จ้าวเข่อหวั่นก้าวเข้ามา หลี่เฉวียน ก็รีบก้าวออกมาต้อนรับ โค้งค้านับอย่างนอบน้อม
“บ่าวถวายบังคมเหวินจวิ้นจู่
จ้าวเข่อหรันรีบยกมือรับอย่างสุภาพ
“กงกงเกรงใจเกินไป ข้าจะรับไหว้ท่านได้อย่างไร”
หลี่ฟูเฉวียนยิ้มอ่อน
“พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งท่านเป็นจวิ้นจี่ บ่าว
ค้านับท่านย่อมเป็นสิ่งสมควร”
คําพูดนั้นทําให้ทั้งห้องโถงเงียบงัน จ้าวชงมองภาพตรงหน้าอย่างลึก ซึ้ง เขารู้ดีว่าหลี่ฝูเฉวียนคือคนสนิทที่ฮ่องเต้ไว้วางพระทัยที่สุด ผู้คนในราช สํานักยังต้องเกรงใจ แล้วเหตุใดเขาจึงนอบน้อมต่อลูกสาวตนถึงเพียงนี้? จ้าวชงครุ่นคิด ก่อนหัวใจจะเต้นแรงด้วยความพึงพอใจ ลูกสาวผู้นี้…. หาใช่เด็กหญิงขลาดกลัวในวันวานในอีกแล้ว ต่างจากจ้าวชงที่ลอบยินดี จ้าวเข่อเหรินกลับรู้สึกราวถูกตบหน้า เมื่อครู่ หลี่ฟูเฉวียนยังเย็นชาต่อทุก คน แต่พอจ้าวเข่อหรันปรากฏ เขากลับอ่อนน้อมทันที
นางกัดฟันแน่น ความริษยาแล่นวาบในอก รอให้บ้าได้
เป็นไท่จื่อเฟยก่อนเกิด วันนั้นข้าจะสั่งสอนเจ้าทาสผู้นี้ให้รู้ที่ต่ําที่สูง! เมื่อทุก คนพร้อม หลี่ฟูเฉวียนจึงคลี่ราชโองการ เสียงดังชัดกังวาน
“ด้วยพระบัญชาแห่งสวรรค์ ฮ่องเต้มีรับสั่งว่า บัดนี้ไท่จื่อและองค์ ชายทั้งหลายถึงวัยอภิเษกแล้ว แต่ยังไร้คู่ครองอันเหมาะสม จึงจะจัดงานคัด เลือกพระชายา เชิญบุตรีตระกูลสูงศักดิ์เข้าวังร่วมงาน ทราบว่า จ้าวเข่อหรัน จวิ้นจู่ชั้นหนึ่งแห่งจวนไท่ซือ งามพร้อมทั้งคุณธรรม ปัญญาเลิศ ล้า ยังมิได้หมั้นหมาย จึงโปรดให้เข้าวังร่วมงานคัดเลือกในสามวันข้างหน้า จงปฏิบัติตามโดยพร้อมเพรียง
จ้าวเข่อหรันคุกเข่ารับราชโองการอย่างสงบ
“หม่อมฉันรับพระราชโองการ ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี
หลี่ฟูเฉวียนยังมีหยุด คลี่อีกฉบับหนึ่ง
“จ้าวเย่อเหริน บุตรีเอกลําาดับรองแห่งจวนใท่อือ งามนอกฉลาดใน ยังมิได้หมั้นหมาย ให้เข้าวังร่วมงานคัดเลือกในสามวันข้างหน้า
จ้าวเข่อเหรินรับราชโองการด้วยความตื่นเต้น ใบหน้าแดงระเรื่อดุจ
ดอกท้อแรกแย้ม ในใจนางมั่นใจนัก ไท่จื่อเคยแสดงเจตนาแล้ว
คําแหน่งไท่จื่อเฟยย่อมเป็นของนางแน่! ขณะบรรยากาศกําาลัง น น เสียง หนึ่งกลับด้งแทรกขึ้นอย่างไม่เหมาะสม
“แล้วของบ้าเล่า? เหตุใดข้าไม่มีราชโองการ?”
ผู้พูดคือจ้าวอิง นางมองด้วยแววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง งาน คัดเลือกพระชายาเช่นนี้คือโอกาสพลิกชะตา หากได้เป็นชายา แม้มิใช่ไท่จื่อ ก็ยังเป็นเกียรติยศสูงส่ง เมื่อไม่มีพระนามของตน นางจึงโพล่งออกมาโดยมี คือ หลี่ฟูเฉวียนเหลือบมอง
“บังอาจถามหน่อย คุณหนูผู้นี้คือผู้ใด?”
จ้าวอิงเช็ดหน้า
“ข้าคือคุณหนูสามแห่งจวนไท่ชื่อ ในราชโองการกล่าวว่าเชิญบุตรีทุก ตระกูลมิใช่หรือ เหตุใดไม่มีของข้า ท่านลืมไปหรือไร?”
คําว่า “ท่านขันที” หลุดออกจากปากนางอย่างไม่ยั้งคิด บรรยากาศ
เย็นเฉียบลงในทันที หลี่ฝูเฉวียนยิ้มเย็น
“คุณหนูสามหรือ? บ่าวจําได้ว่า ภรรยาเอกให้กําเนิดเพียงคุณหนู ใหญ่และคุณหนูรองเท่านั้น ไม่เคยได้ยินว่ามีคุณหนูสาม
ถ้อยคําเรียบง่าย แต่เชือดเฉือน ใบหน้าจ้าวอิงแดง า พูดไม่ออก
จ้าวชงหน้าชา รีบตําหนิ
“เจ้าไม่รู้ ต่ําาที่สูง! ยังไม่รีบขอขมากงกงอีก!”
หลี่ฝูเฉวียนยังคงรอยยิ้มบาง
“บ่าวเป็นเพียงทาส จะถือสาอย่างไรได้ แต่คุณหนูสามเพิ่งตั้งคําถาม ต่อพระราชโองการ นี่มิใช่เรื่องเล็ก”
คําว่า ตั้งคําถามต่อพระราชโองการ หนักหนาราวภูผา บอก จ้าวชงเหงื่อผุด รีบกล่าวเอาใจ จ้าวเข่อหรันยืนมองเงียบ ๆ พลางครุ่นคิด จ้าวอิงเร่งร้อนเกินไป ไฟในอกเผาตัวเองก่อนจะทันก้าวออกประตู เมื่อเห็น ว่าจ้าว งพูดจนเสียงแหบก็ยังไม่สําเร็จ จ้าวเข่อหรันจึงก้าวออกมา
“กงกง น้องสาวสามเพียงตื่นเต้นเกินไป งานคัดเลือกครั้งนี้สําคัญยิ่ง ต่อสตรี จึงเผลอเสียมารยาท หากเห็นแก่หน้าข้า ขอท่านอย่าได้ถือสา” หลี่ฟูเฉวียนมองนางด้วยสายตาลึกซึ้ง ก่อนยิ้ม
“เมื่อเหวินจวิ้นจู่เอ่ยปาก บ่าวย่อมไม่ติดใจ แต่คุณหนูสามควรได้รับ การอบรมให้มากกว่า
จ้าวชงรีบรับค้า หลี่ฟูเฉวียนกล่าวลาสุภาพ ก่อนจากไป ทันทีที่เขาพ้น ประตู จ้าวชงก็ระเบิดโทสะ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าทําสิ่งใดลงไป! หากคําพูดเจ้าถูกกราบทูลขึ้นไป เจ้ายัง
คิดจะมีชีวิตอยู่หรือ!” จ้าวอิงนํ้าตาคลอ
“ข้าเพียง”
“เพียงอะไร!” เสียงจ้าวชงแข็งกร้าว
“เจ้าลืมฐานะตนเองหรือ? อย่าฝันสูงจนลืมเงาตัวเอง!” คําพูดนั้นรุนแรงกว่าตบหน้า ห้องโถงเงียบงัน เหลือเพียงลมหายใจ ที่หนักอึ้ง คลื่นลมแห่งราชโองการเพิ่งเริ่มต้น และในสามวันข้างหน้า วัง หลวงจะเป็นเวทีที่สตรีทั้งหลายต้องชิงชัยด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน…. และคม
มีดที่ซ่อนอยู่ใต้แพรไหม