หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 141 แต่งบทกวีใต้แสงจันทร์
141 แต่งบทกวีใต้แสงจันทร์
หลังจากจับสลากเสร็จสิ้น งานคัดเลือกพระชายาก็เปิดฉากขึ้นอย่าง เป็นทางการ ไม่ว่าสลากจะได้ล้าดับต้นหรือท้าย บรรดาคุณหนูจากแต่ละ ตระกูลต่างปรับสีหน้า เก็บงําความหวั่นไหว แล้วสวมท่า งดงามที่สุดเข้าสู่ สนามประลองแห่งโชคชะตา
บนบัลลังก์สูง ฮ่องเต้ ซือถูหลิงจื้อ ทรงทอดพระเนตรลงมา พลาง
แย้มพระสรวล
“ดูท่าทางคุณหนูทั้งหลายจะพร้อมแล้ว เช่นนั้นก็เริ่มเถิด ทุกคนคง ทราบขั้นตอนดีแล้ว ด่านแรกนี้ ข้าจะทดสอบความสามารถด้านกวี”
พระองค์ทรงครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนตรัสว่า
“ให้ใช้คําว่า ‘จันทร์’ เป็นหัวข้อ แต่งบทกวีหนึ่งบท จํากัดเวลาเพียง ดริงก้านธูป เมื่อธูปมอดลง จงเรียงลําาดับออกมาอ่านให้ข้าฟัง ใครไม่พร้อม จะสละสิทธิ์ก็ไม่ถือเป็นความผิด”
สิ้นสุรเสียง ขันทีผู้น้อยก็ยกกระถางธูปมาตั้งกลางท้องพระโรง ควัน บางลอยอ้อยอิ่ง บอกเวลาที่กําลังไหลรินไปอย่างไม่ปรานี ทั่วทั้งตําหนักเงียบ สงัด คุณหนูแต่ละนางก้มหน้าครุ่นคิด ราวกับปลายพู่กันจะชี้ชะตาชีวิต หาก วันนี้โดดเด่นขึ้นมาได้ อนาคตทั้งชีวิตก็จะส่องสว่างดุจจันทร์เพ็ญ
ท่ามกลางความตึงเครียดนั้น จ้าวเข่อหรัน กลับสงบนิ่ง นางเคยถก บทกวีกับท่านตาผู้ล่วงลับมานับไม่ถ้วน เรื่อง “จันทร์” จึงไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ แม้ไม่กล้าอวดว่าเหนือใคร แต่อย่างน้อยก็มั่นใจว่าจะไม่อับจนค้า สายตานาง กวาดมองไปรอบ ๆ เห็นฉินอี้เหมี่ยว และจ้าวเข่อเหริน ที่เคยเย่อหยิ่ง บัดนี้ ก็ก้มหน้าเคร่งเครียด ไม่เหลือร่องรอยความมั่นใจเกินพอดี
ครั้นหันไปอีกด้าน นางเห็นหยุนอีอี สีหน้าผ่อนคลาย ราวกับคํา กลอนร้อยเรียงอยู่แล้วในใจ ตรงกันข้าม หลินซิ่ว ว กลับขมวดคิ้ว เหงื่อผุด บาง ๆ ที่หน้าผาก เห็นได้ชัดว่ากําลังต่อสู้กับถ้อยคําาอย่างหนัก
จ้าวเข่อหรินรู้ดีว่าหลินซิ่วซิ่วพยายามเพื่อผู้ใด เพื่อองค์ชายสาม
อือกูชวี่ ความคิดนั้นทําให้นางปวดร้าวแผ่วลึก เดิมทีนางเคยคิดว่าอีกฝ่าย เพียงหลงใหลตามประสาเด็กสาว ทว่าหลายวันที่ผ่านมา นางได้เห็นแววตา จริงใจนั้นชัดเจนเกินปฏิเสธ มันมิใช่ความเพ้อฝัน แต่คือความรักที่หยั่งราก
ลิก
สหายคนหนึ่ง…กลับหลงรักบุรุษของนางเอง จะให้พูดอย่างไร? จะให้ บอกหรือว่า “บุรุษผู้นั้นสัญญาชั่วชีวิตกับข้าแล้ว เจ้าจงถอยเสียเถิด” ถ้อยคํา เช่นนั้น นางมิอาจเอ่ยออกมาได้ ทุกครั้งที่พบหน้าหลินซิ่ว ว นางจึงรู้สึกผิด อย่างประหลาด ทั้งที่คนถูกเลือกคือเธอ หาใช่ฝ่ายไปแย่งชิงไม่ แต่ความ สัมพันธ์ที่กําลังงอกงามกลับมีรอยร้าวซ่อนอยู่ลึก ๆ
ยิ่งคิด นางยิ่งอดไม่ได้ที่จะปรายตามององค์ชายสาม แล้วถลึงตาใส่ เขาอย่างแค้นเคือง บุรุษผู้นี้ช่างเป็นภัยพิบัติเดินได้ ทําให้นางเสียสหายโดย ไม่ต้องลงมือเองเสียด้วยซ้ํา!
ฝ่ายองค์ชายสามที่เฝ้ามองทุกอิริยาบถของนางอยู่แล้ว เมื่อถูกสาย
ตาคมวาวแทงเข้าใส่ ก็ถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย เขารีบส่งยิ้มอ่อนหวานกลับไป
อย่างเอาใจ แต่จ้าวเข่อหรันเพียงเบือนหน้าหนี ทําราวกับเขาเป็นเพียง
อากาศธาตุ ครึ่งก้านธูปมอดลงอย่างรวดเร็ว
ฮ่องเต้ทรงตรัส “หมดเวลาแล้ว ถึงคราวแสดงฝีมือ”
ผู้ได้หมายเลขหนึ่งคือหยุนอีอี นางก้าวออกมา ทําความเคารพอย่าง
สง่างาม ก่อนขับยานว่า
“จันทร์กระจ่างลอดกิ่งไม้ ทําให้นกกางเขนสะดุ้งบิน
ลมเย็นยามเที่ยงคืน พัดพาเสียงจักจั่นร้องระงม
กลางกลิ่นหอมดอกข้าว ผู้คนพูดถึงปีอุดมสมบูรณ์
ฟังเสียงกบร้องระงมอยู่ทั่วทุ่งนา
ดาวเจ็ดแปดดวงพร่างอยู่ไกลยอบฟ้า
ฝนสองสามหยดโปรยลงตรงเชิงเยา
กระท่อมฟางเก่าใต้ป่าศาลเจ้าที่เคยเห็นเมื่อก่อน
พอถนนเลี้ยวผ่านสะพานลําธาร ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
เสียงชื่นชมดงก้อง บทกวีบรรยายภาพค่าคืนชนบทใต้แสงจันทร์ กลิ่นรวงข้าว เสียงจักจั่นและกบ ประหนึ่งภาพวาดที่มีชีวิต งดงาม ละมุน และเปี่ยมด้วยความหวังแห่งฤดูเก็บเกี่ยว ฮ่องเต้ พยักพระพักตร์อย่างพอ
พระทัย
สมกับเป็นธิดาเสนาบดีจริง ๆ”
หยุนอีอียิ้มบาง ไม่ถือตัว ไม่ลิงโลด สมกับกุลสตรีผู้ได้รับการอบรม อย่างดี จ้าวเข่อหรันมองภาพนั้นด้วยความชื่นชม เด็กสาวร่าเริงในวันธรรม ดา บัดนี้กลับงามสง่าไร้ที่ติ ทว่านางกลับรู้สึกเศร้าแผ่ว ๆ …หลังวันนี้ ความ สัมพันธ์คงไม่เหมือนเดิมอีก
ว่า
ถัดมาคือหลินซิ่ว ว นางก้าวออกมา สูดลมหายใจลึก แล้วเอื้อนเอ่ย
“ยามผู้คนว่างสงบ กลีบกุ้ยฮวาร่วงแผ่ว ค่ําคืนเงียบงัน ภูเขา ฤดูใบไม้ผลิราวว่างเปล่า
เมื่อจันทร์ลอยขึ้น นกในพงไพรสะดุ้งตื่น ส่งเสียงร้องแว่วเป็น คราว ๆ อยู่ในธารหุบเขา
บทกวีเรียบง่าย แต่สดชื่นดุจสายลมต้นฤดูใบไม้ผลิ เสียงนกร้องยาม จันทร์โผล่พ้นขอบเขา ใช้ความเคลื่อนไหวขับเน้นความสงัดได้อย่างละเมียด
ละไม ฮ่องเต้ตรัสชมเชยอย่างมีไมตรี
หลินซิ่ว วแอบช้าเลืองมององค์ชายสาม ทว่าดวงตาของเขากลับมิได้ มองนางเลย หากแต่จับจ้องไปยังจ้าวเข่อหรันอย่างไม่ปิดบัง หัวใจ ของหลินซิ่วซิ่วเย็นวาบ หนึ่งครั้งอาจเป็นบังเอิญ สองครั้งอาจเป็นความคิด มาก แต่เมื่อสายตานั้นเวียนกลับไปซ้ําแล้วซ้ําเล่า จะยังเรียกว่าบังเอิญได้อีก หรือ? ยิ่งเจ็บปวดกว่าคือจ้าวเข่อหรันมิได้หลบเลี่ยง แววตาที่แลกเปลี่ยนกัน
นั้นคุ้นเคยเกินกว่าคนแปลกหน้า
ความโง่เขลาของตนเองฉายชัดในใจ หลายวันที่พร่ําพูดถึงความในใจ ต่อหน้าเพื่อน….คงเป็นเพียงเรื่องขบขันสําหรับอีกฝ่ายกระมัง
แต่หลิน ว วหาใช่หญิงที่จะถอยหนีง่าย ๆ ดวงตาใสชื่อค่อย ๆ แปรเปลี่ยน เป็นเย็นชา นางตั้งสัตย์ในใจ ด่านถัดไป นางจะต้องเหนือกว่า จะต้องทําให้ เยาเห็นว่า นางมิได้ด้อยไปกว่าใคร!
ทันใดนั้น จ้าวเข่อหรันรู้สึกหนาววูบโดยไร้เหตุ หัวใจสั่นไหวราวถูกลม เย็นพัดผ่าน นางส่ายหน้าเบา ๆ แล้วหันกลับไปยังเวทีกลาง หลังจากนั้น บท กวีอื่น ๆ ก็ทยอยผ่านไป จนกระทั่งถึงคราวของฉินอี้เหมี่ยว หญิงผู้ได้รับ
ๆ
สมญา “หนึ่งในใต้หล้าไร้ผู้เทียม
ๆ
บรรยากาศในตาหนักตึงเครียดขึ้นอีกระลอก ทุกสายตาจับจ้องอย่าง คาดหวัง ศึกใต้แสงจันทร์…เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น