หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 143 พรสวรรค์เผยเด่น ผู้คนริษยา
143 พรสวรรค์เผยเด่น ผู้คนริษยา
ภายในท้องพระโรงอันโอ่อ่า บรรยากาศพลันเงียบงันราวต้องมนตร์
จ้าวเข่อหรันขมวดคิ้วเล็กน้อย
ใจพลันกระเพื่อมอย่างประหลาด นางใคร่
ครวญอยู่ในใจ บทกวีที่ตนเพิ่งร่ายออกไปนั้น…มีสิ่งใดผิดพลาดหรือ? เหตุใด ทุกผู้คนจึงนิ่งงัน สีหน้าราวกับถูกฟ้าผ่า มีกล่าวคําใดออกมา หรือว่ามันแย่ เกินไป จนไม่มีผู้ใดอยากเอ่ยชม?
แต่ในใจลึก ๆ นางมิได้คิดว่าบทกวีของตนด้อยค่า ถึงจะไม่เลิศเลอ ๆ เหนือฟ้า ก็มิใช่สิ่งที่ควรถูกเมินเฉยถึงเพียงนี้ เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงลม หายใจของผู้คนจึงค่อย ๆ กลับคืน จู่ ๆ ฮ่องเต้ซือถูหลิงจื้อพลันลุกขึ้นจาก บัลลังก์มังกร ดวงตาเป็นประกาย
“ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!”
สุรเสียงของพระองค์กังวานสะเทือนทั่วท้องพระโรง
“เหวินจวิ้นจู่ บทกวีของเจ้านี้ ยกย่องว่าเป็นผลงานเอกแห่งยุค ก็ยัง
มิอาจนับว่าเกินเลยแม้แต่น้อย!”
༠།
จ้าวเข่อหรันจึงถอนหายใจเบา ๆ อย่างโล่งอก ที่แท้…มิใช่เพราะเลว ร้ายจนผู้คนอับจนคําพูด หากแต่เป็นเพราะสะเทือนใจเกินไป จนทุกคนลืม หายใจ ทว่านางกลับยิ้มอย่างถ่อมตน ในใจกลับคิดเงียบ ๆ ว่า บางที ฮ่องเต้อาจเอ็นดูนางเพราะเห็นแก่ชวี่ก็เป็นได้ แต่ความจริง…มิได้เป็นเช่นนั้น
เลย
ๆ
หลังจากนั้น เสียงฮือฮาก็ค่อย ๆ แผ่ซ่านราวคลื่นกระทบฝั่ง สายตา นับร้อยคู่จับจ้องไปยังหญิงสาวผู้ยืนสงบนิ่งกลางท้องพระโรง จ้าวเข่อหรัน…. หรือ? คุณหนูใหญ่แห่งจวนไท่ชื่อ ผู้มิได้โดดเด่นด้านรูปลักษณ์ มิได้ชอบ ออกงานสังคม มีได้มีชื่อเสียงเท่าน้องสาวฝาแฝดของนาง ผู้คนในเมือง หลวงมักจ จ้าเพียงชื่อ “จ้าวเย่อเหริน”
แทบลืมไปเสียด้วยซ้ําว่า จวนไท่ชื่อยังมีบุตรสาวคนโตอีกผู้หนึ่ง แต่ บัดนี้ หญิงสาวที่ยืนสงบนิ่งท่ามกลางแสงเทียนนั้น กําลังส่องประกายเจิด จรัสเหนือผู้ใด บทกวีของนาง ถ่ายทอดภาพจันทร์กระจ่างเหนือฟ้า ร้อย เรียงด้วยอารมณ์ลิกชิ่ง โอบรับความโดดเดี่ยว ความพลัดพราก และความ เข้าใจในสัจธรรมแห่งชีวิต ถ้อยคํามิได้เพียงงดงาม หากแต่กว้างใหญ่ดุจท้อง
ฟ้า
ครึ่งแรกพาใจทะยานสู่ดวงจันทร์ ครึ่งหลังพาใจย้อนคืนสู่โลกมนุษย์ จากตํานานสู่ชีวิตจริง จากความว่างเปล่าสู่ความเข้าใจ โดยเฉพาะสาม ประโยคสุดท้าย
“คนมีทุกข์สุขพรากพบ จันทร์มีข้างแรมข้างขึ้น เรื่องนี้แต่โบราณก็
ยากจะสมบูรณ์”
เพียงถ้อยคําธรรมดา กลับช่อนความจริงอันล้ําลึก เมื่อแม้จันทร์ยังมี อาจเต็มดวงทุกครา แล้วเหตุใดมนุษย์จะต้องไขว่คว้าความสมบูรณ์แบบ? เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ความพลัดพรากชั่วคราวจะนับเป็นสิ่งใด? คํากล่าวนี้ ราวกับ ปลดปล่อยผู้คนจากพันธนาการแห่งอารมณ์ ทําให้ผู้ฟังรู้สึกว่า….ต่อให้คืนนี้ ต้องจากลา ก็ยังมีวันได้พบกันอีกครั้ง
ในชั่วขณะนั้น จ้าวเข่อหรันในสายตาผู้คน มิใช่หญิงสาววัยสิบสี่ หาก เป็นนางฟ้าแห่งจันทรา สูงส่ง บริสุทธิ์ เหนือสามัญชน ใต้บัลลังก์องค์ชาย สาม ฮือ ชวี่ จ้องมองนางอย่างไม่ปิดบังความภาคภูมิใจ หญิงสาวผู้ยืนเด่น กลางท้องพระโรงนั้น…เป็นของเขา
และในวันหนึ่ง เขาจะให้ทั่วหล้ารับรู้ ว่าผู้หญิงที่คู่ควรเคียงข้างเขา
นั้น ล้ําค่าถึงเพียงใด ไม่นาน นักปราชญ์เฒ่าผู้หนึ่งลุกขึ้น “กระหม่อมเหวีนชื่อ ขอถามเหวินจวิ้นคู่รักประการ
จ้าวเย่อหวั่นก้มศีรษะ
“เรียนท่านมหาบัณฑิต”
“บทกวีนี้…เป็นผลงานของท่านจริงหรือ?”
คําถามนี้ทําให้หลายคนสะดุ้ง จ้าวเข่อหรันเองก็ประหลาดใจเล็กน้อย แต่เห็นว่าสุ้มเสียงของเขาเปี่ยมด้วยความเคารพ มิใช่กล่าวหา นางจึงตอบ
เรียบง่าย
“ท่านก็อยู่ที่นี่ เหตุใดจึงถามเช่นนั้นเล่า? บทกวีนี้ข้าเป็นผู้รจนาจริง มีสิ่งใดไม่ถูกต้องหรือ?”
ผู้ใด”
เหวิน อหัวเราะเบา ๆ
“มิได้มีข้อบกพร่องใดเลย ข้าเพียงอยากรู้ว่า ท่านศึกษาเล่าเรียนจาก
“ข้าเคยร่ําเรียนกับท่านตา อดีตฉินถั่วกง เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ได้ยินดังนั้น เหวิน อพลันหัวเราะลั่น
“ไม่แปลกเลย! บทกวีของท่านเปี่ยมด้วยอกกว้างดุจมหาสมุทร
ฉินทั่วกงเองก็เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ไกลล้ํา วันนี้ข้าขอกล่าวโดยไม่เกรงใจ บทกวีน ยอดเยี่ยมที่สุดที่ข้าได้ยินในวันนี้! หากกล่าวว่าท่านคือสตรีอันดับหนึ่ง แห่งต้าลี่ ก็หาได้เกินจริง!”
คํากล่าวนั้นดังก้อง สตรีอันดับหนึ่งแห่งต้าลี่! ถ้อยคําจากปากมหา บัณฑิตผู้เลื่องชื่อยิ่งกว่าพระอาทิตย์กลางวัน ฮ่องเต้ซือถูหลิงจื้อหัวเราะเสียง
ดัง
“ดูท่าว่าข้าจะมีสายตาเฉียบคมนักที่ประทานนาม ‘เหวิน’ ให้จวิ้นจู่ บัด
นี้แม้แต่มหาบัณฑิตยังยืนยัน เช่นนั้นก็สมชื่อแล้ว!”
อย่างสงบ
เพียงนี้”
คํายกย่องถาโถมเข้ามาดุจคลื่นทะเล แต่จ้าวเข่อหรันกลับโค้งคํานับ
“หม่อมฉันเพียงมีความรู้สึกต่อจันทร์เท่านั้น มิอาจรับคํายกย่องสูงส่ง
ท่าทีอ่อนน้อม ยิ่งทําให้ผู้คนประทับใจ แต่ในมุมหนึ่งของท้องพระ โรง จ้าวเย่อเหรินก้าหมัดแน่นจนเล็บจิกเนื้อ เหตุใด….เหตุใดทุกสิ่งจึงกลับ ตาลปัตร? แต่ก่อนผู้คนชื่นชมย้า บิดามารดามองข้าเป็นความภาคภูมิใจ บัด ….ทุกสายตากลับจับจ้องพี่สาวที่เคยไร้เงา ไม่ได้! ข้าจะไม่ยอมเสียทุกอย่าง
ไป
หากได้เป็นไท่จื่อเฟย ทุกสายตาจะต้องกลับมามองข้าอีกครั้ง! อีก ฟากหนึ่ง ฉินอี้เหมี่ยวก็ข่มความไม่พอใจไว้ใต้รอยยิ้ม นางเคยภูมิใจในนาม “ สตรีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง” แต่วันนี้ คําว่า “อันดับหนึ่งแห่งต้าลี่” กลับ ถูกยกให้ผู้อื่น แม้ใจจะเดือดดาล แต่สติยังคงอยู่
ศัตรูตัวจริงของนางคือจ้าวเย่อเหริน มิใช่จ้าวเข่อหรัน นางจึงเก็บดม ไว้ในอก รอเวลาเชือดเฉือนในยกถัดไป และผู้ที่เจ็บแค้นที่สุด กลับ เป็นหลินซิ่วซิ่ว เมื่อรู้ว่าจ้าวเข่อหวั่นมีสัมพันธ์ลับกับองค์ชายสาม ไมตรีที่เคย มีกลายเป็นหนามทิ่มแทง ยิ่งเห็นสายตาอ่อนโยนที่ชือ ชวี่มองอีกฝ่าย หัวใจ ของนางก็เหมือนถูกบีบจนแตกละเอียด
หากคนที่ยืนเด่นอยู่ตรงนั้นเป็นข้า…เขาจะมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น
หรือไม่? ความรัก…ทําให้คนอ่อนโยนกลายเป็นคมมีด ไมตรีที่เคยหอมหวาน กลับกลายเป็นพิษร้าย จ้าวเข่อหรันพลันรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง นางหันไป
มอง แต่ไม่พบสิ่งใด
ในขณะที่การประลองบทกวียังคงดําเนินต่อ แต่ไม่มีผู้ใดอาจลบเลือน เงาของนางได้อีกแล้ว ในวันนั้น ชื่อของจ้าวเข่อหรันแพร่สะพัดไปทั่วสังคม ชั้นสูงแห่งเมืองหลวง สตรีผู้มีปัญญาเหนือบุรุษ ผู้เปี่ยมอกกว้างดุจฟ้า ผู้ ควรค่าแก่ค้าว่า “อันดับหนึ่ง”
และในที่ไกลออกไป ณ จวนจงอี้โหว หลินซีหร่าน เมื่อได้ยินข่าว ก็ได้ แต่นั่งนิ่งราวคนถูกฟ้าผ่า หญิงสาวที่เคยมีพันธะหมั้นหมายกับเขา บัดนี้ กลายเป็นดาวส่องฟ้า แต่เขา…กลับปล่อยนางหลุดมือไปเอง เสียใจ? สาย
เกินแก้แล้ว
บทกวีจบลง แต่ กแห่งหัวใจ เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น