หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 163 ปูทาง
163 ปูทาง
หลังจากนั้น จ้าวเข่อหรัน ก็พานักอยู่ในจวน เจิ้นเป่ยโหว ต่อไป ตั้ง แต่วันแรกที่ย้ายเข้ามา นางก็ให้คนไปเรียก ชือเสียง มาจากจวนใหรือให้มา รับใช้อยู่ข้างกาย เรื่องนี้ ท่านโหวจ้าวหลิน ก็อนุญาตโดยไม่ขัดข้อง ช่วง หลายวันนั้น ทั้งจวนเจิ้นเป่ยโหวต่างวุ่นวายอย่างยิ่ง
เพราะกําาลังเตรียมงาน เช่นไหว้บรรพชน ไม่ว่าจะเป็น ท่านโหว จ้าวหลิน เซียวหลิง หรือหลี่เฟย ต่างก็ยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหายใจ แม้จะ เหน็ดเหนื่อยเพียงใด แต่ หลี่เฟย กลับมีสีหน้าเปี่ยมสุข เพราะเรื่องการ แต่งงานของ จ้าวเชอผิง ในที่สุดก็ลงตัว อีกทั้งยังได้แต่งเข้าจวน จงอี้โหว แม้จะไม่อาจเทียบกับการแต่งเข้าสู่ราชวงศ์ แต่ก็นับว่าเป็นการแต่งงานที่ดี ไม่น้อย นางพอใจยิ่งนัก
“ฮ่า ๆ ๆ
เมื่อได้ยินจ้าวเย่อหรันเอ่ยถึง จ้าวเย่อเฟิง ท่านโหวจ้าวหลินก็
อารมณ์ดีขึ้นทันที
“ใช่แล้ว เฟิงเอ๋อร์ฉลาดมาตั้งแต่เด็ก การสอบครั้งนี้ เขาต้องผ่าน ฮุ่ยชื่อ ได้อย่างราบรื่นแน่ เมื่อก่อนตอนสอบ เชียงชื่อ เขาก็สอบผ่านในครั้ง เตียว แล้วยังได้อันดับหนึ่งอีกด้วย สมแล้วที่เป็นหลานของตระกูลจ้าวเรา”
สายตาของท่านโหวจ้าวหลินหันมามองจ้าวเข่อหรัน แต่จ้าวเข่อหรัน
เพียงยิ้มอย่างสงบนิ่ง
“ท่านปู่กล่าวเกินไปแล้วเจ้าค่ะ ข้าเป็นเพียงผู้น้อย จะกล้าออกความ
เห็นอันใดได้เล่า”
ท่านโหวจ้าวหลินไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ในใจกลับสั่นสะเทือนเล็ก น้อย เขาไม่คิดเลยว่า….หลานสาวคนนี้จะ มองทะลุเรื่องราวได้ถึงเพียงนี้ เกรงว่าแม้แต่จ้าวชงเอง ก็ยังคิดว่าเหตุที่เขาโกรธ เป็นเพราะเรื่องที่พวกนั้น ก่อน แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่ทําให้เขาโกรธที่สุด คือ พวกมันลากทั้ง จวนเจิ้นเป่ยโหวเข้าไปพัวพันด้วย
เมื่อออกจากห้องมา จ้าวเข่อหรันถอนหายใจยาว ปูผู้นี้ แม้อายุจะ มากแล้ว แต่ความเฉียบแหลมยังไม่ลดลงเลย เพียงคําพูดไม่กี่ประโยคของ นาง เขาเกือบจะจับพิรุธได้แล้ว โชคดีที่นาง ควบคุมสีหน้าได้ดีพอ ไม่เช่น นั้น…. บางทีแผนที่วางไว้ อาจพังลงตรงนั้นเอง
ในห้องหนังสือ ท่านโหวจ้าวหลินและจ้าวเข่อหรันนั่งอยู่ตรงข้ามกัน ทั้งสองต่างจิบชาเงียบ ๆ ไม่มีใครเอ่ยคํา บรรยากาศสงบนิ่งราวกับว่า พวก เขาไม่ได้มาคุยเรื่องสําคัญใด เพียงมานั่งดื่มชาธรรมดาเท่านั้น
เหตุที่จ้าวเข่อหรันเรียกชื่อเสียงมา แน่นอนว่า ไม่ได้ต้องการเพียง สาวใช้ หากต้องการแค่คนรับใช้ นางคงไม่ต้องลําบากถึงเพียงนี้ ที่ เรียกชื่อเสียงมา หนึ่ง เพื่อ คุ้มกันตนเอง เพราะจวนเจิ้นเป่ยโหว ไม่ได้ ปลอดภัยอย่างที่เห็น ด้วยสถานะของนางในตอนนี้ คนที่อิจฉาริษยาย่อมไม่
น้อย
สอง นางต้องการ มือคนช่วยทําเรื่องบางอย่าง เพราะมีหลายเรื่อง หีนาง ไม่อาจลงมือด้วยตนเอง ซ๊อเสียงถาม น
“คุณหนู ในสายตาของท่าน… ท่านรองจ้าวหย่งเป็นคนอย่างไรหรือ เจ้าคะ?”
จ้าวเข่อหรันหรี่ตาเล็กน้อย ริมฝีปากยกเป็นรอยยิ้มบาง รอยยิ้มที่
ลิกจนยากหยั่งถึง
“ฟังเจ้าพูดเช่นนี้แล้ว ดูเหมือน…ข้าคงมองท่านอารองผิดไปเสีย แล้ว เขาเป็นคนเช่นไร ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน”
นางครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนกล่าว
“พูดตามตรง ข้าไม่ได้รู้จักท่านอารองดีนัก ข้ารู้เพียงว่า เมื่อก่อนเขา ตื้อดึงจะต้องแต่งงานกับ สกุลโจว นั่นก็คือท่านอาสะใภ้รองในตอนนี้ ตอน นั้นไม่ว่าจะเป็นท่านย่าหลี่ หรือท่าน ต่างก็ไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายก็ต้อง ยอมให้แต่งเข้าจวน
จ้าวเข่อหรันหยุดเล็กน้อย แววตาฉายความคิดลึกซึ้ง
อีกเรื่องหนึ่งที่แปลกมากก็คือ… ตลอดหลายปีมานี้ แม้เขาจะมีอนุ ไม่น้อย แต่กลับมีลูกเพียงสองคนเท่านั้น จ้าวเชอรี่ กับ จ้าวเข่อผิง และทั้ง สองคนก็เป็นลูกของสกุลโจว น่าสนใจดี… ไม่ใช่หรือ”
ชือเสียงเงียบงัน จ้าวเข่อหรันพูดต่ออย่างเรียบเฉย
แต่สิ่งหนึ่งที่ย้ายอมรับได้ คือความสามารถของเขา…เหนือกว่าท่าน
พ่อขัามาก”
ขณะจ้าวเข่อหรันพูด ท่านโหวจ้าวหลินที่นั่งอยู่ด้านข้าง จับจ้องนาง ด้วยสายตาคมกริบ ราวกับจะมองทะลุหัวใจ แต่จ้าวเข่อหรันกลับ ไม่หลบ สายตาแม้แต่น้อย สีหน้านางสงบนิ่ง ตรงไปตรงมา ราวกับคําพูดทุกคํา
ล้วนเป็นความจริงที่ไม่มีสิ่งใดซ่อนเร้น
แต่ในมุมที่ท่านโหวจ้าวหลินไม่เห็น มุมปากของจ้าวเข่อหรันกลับยก ขึ้นเล็กน้อย ใช่แล้ว คําพูดเหล่านี้ ไม่มีคําไหนที่หลุดออกมาโดยบังเอิญ นาง กําลัง ปูทาง นางต้องทําให้ท่านตระหนักว่า จําเป็นต้องมีคนมาคาน อ้านาจของมารดานาง เช่นนั้น… เรื่องของ ซุน เหนียง ในอนาคต จึงจะดํา เนินไปอย่างราบรื่น ท่านโหวจ้าวหลินเอ่ยขึ้นช้า ๆ
เช่นนั้น เจ้าหมายความว่า เรื่องครั้งนั้น….พวกเขาไม่ได้ทําผิดหรือ?”
จ้าวเย่อหรันส่ายหน้าเบา ๆ
“ข้าไม่ได้พูดเช่นนั้นเจ้าค่ะ”
นางยิ้มบาง แต่คําพูดกลับเฉือนลิก
“พวกเขาหาเช่นนั้นก็เพื่อเย่อเหริน ย้าเข้าใจดี ตอนนั้นนางมีความ
สัมพันธ์กับองค์รัชทายาทแล้ว การถอนหมั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้
คนเราย่อมไต่ขึ้นที่สูง น้ําย่อมไหลลงที่ต่ําา”
“He…”
เสียงของนางเย็นลงเล็กน้อย
‘วิธีการของพวกเขา…ผิด”
“เพราะมันทําให้ จวนเจิ้นเป่ยโหวตกอยู่ในอันตราย”
คําพูดนั้น เย็นเฉียบ เหมือนมีดบางเฉือนเนื้อ ท่านโหวจ้าวหลินหรี่ ตา แววตาฉายประกายบางอย่าง
ไม่นานหลังจากนั้น วันเช่นไหว้บรรพชนก็มาถึง เช้าตรู่ก่อนฟ้าสาง ทุกคนต้องลุกขึ้น อาบน้ํา เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย แล้วนําเครื่องเซ่น ติด ตาม ท่านโหวจ้าวหลินไปยัง ศาลบรรพชนของตระกูล พิธีดําเนินอยู่นาน แสนนาน จนจ้าวเย่อหรันแทบหมดแรง กว่าจะเสร็จสิ้น ก็ผ่านไปกว่าครึ่ง
วัน
หลายวันต่อมา จ้าวเข่อหรันก็เตรียมตัวกลับจวนให อ เช้าวันนั้น หลังอาหารเช้า นางขึ้นนั่งรถม้า ในรถมีเพียงนางกับชื่อเสียง จ้าวเข่อหรัน
ถามขึ้น
“ช่วงนี้ ในจวนเจิ้นเป่ยโหว มีอะไรผิดปกติหรือไม่
อเชียงพยักหน้าเล็กน้อย
“โดยรวมถือว่าสงบเจ้าค่ะ แต่ก็มีบางเรื่อง ท่านรองจ้าวหย่ง แอบ
โดยรวมถือว่าสงบเจ้าค่ะ แต่ก็มีบางเรื่อง ท่านรองจ้าวหย่ง แอบ
สั่งคนไปสิบเรื่อง หลิน หร่าน อย่างลับ ๆ”
สั่งคนไปสืบเรื่อง หลินอีหร่าน อย่างลับ ๆ”
จ้าวเย่อหรันตกใจเล็กน้อย
สืบหลิน หร่าน? เขาจะทําอะไรอีก เรื่องแต่งงานของจ้าวเย่อผิงก์
ใกล้จะตกลงแล้วไม่ใช่หรือ
ชือเชียงตอบอย่างจริงจัง
บ่าวคิดว่า…เขาไม่ได้ทําเพื่อ านาจ แต่ทําเพื่อ จ้าวเข่อผิง”
จ้าวเข่อหรันเลิกคิ้ว
เพื่อเย่อผิง?”
อเชียงอธิบายต่อ
“ก่อนหน้านี้ หลังจ้าวเข่อผิงพลาดจากงานคัดเลือกชายา พวกเขาก็ พยายามหาคู่ให้นาง คนที่จ้าวหย่งเลือก ล้วนเป็นตระกูลที่ไม่ใหญ่โต แต่ ฝ่ายชายเป็นคนซื่อสัตย์ มีนิสัยดี ดูเหมือนเขาเพียงต้องการให้นางแต่งงาน อย่างสงบสุข ไม่ต้องเข้าไปในตระกูลใหญ่ที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่ง”
จ้าวเข่อหรันนิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาลึกซึ้งขึ้น
“เช่นนั้นหรือ…
นางพิมพาเบา ๆ
“ดูเหมือนข้าจะ มองท่านอารองผู้นี้ต่ําไปจริง ๆ”
ชือเชียงถามขึ้นอีกครั้ง
“คุณหนู ต้องให้บ่าวทําอะไรหรือไม่เจ้าคะ”
จ้าวเข่อหรันยิ้ม รอยยิ้มเย็นเฉียบ แต่เต็มไปด้วยความสนใจ
“Ja”
นางกล่าวช้า ๆ
เชือเสียง ไปสืบเรื่องของครอบครัวท่านอารองให้ข้าทุกอย่าง อย่าให้ ตกหล่นแม้แต่นิดเดียว”
นางหรี่ตา เสียงเบา แต่คมกริบ
โดยเฉพาะเรื่อง ลูกหลาน ของพวกเขา ข้าอยากรู้เหลือเกินว่า… ใน ใจของท่านอารองผู้นี้ กําลังคิดอะไรอยู่กันแน่”
อือเชียงก้มศีรษะ
“เจ้าค่ะ คุณหนู”