หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 175 การสอบ
175 การสอบ
การสอบ เตี้ยนชื่อ นั้น ถือเป็นด่านสูงสุดของการสอบคัดเลือกขุน นางทั้งปวง แตกต่างจากการสอบสองรอบก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง ข้อสอบใน รอบนี้ ฮ่องเต้ทรงออกด้วยพระองค์เอง ผู้เข้าสอบต้องเป็นผู้ที่ผ่านการ สอบ ฮุ่ยชื่อ มาแล้วเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์เข้าเฝ้าสอบในพระราชวัง
ไม่มีผู้ใดรู้ล่วงหน้าได้ว่าคําถามจะเป็นเช่นไร ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพระ
ราชอารมณ์ของฮ่องเต้ในวันนั้น
และสถานที่สอบ…ก็ไม่ใช่สนามสอบทั่วไป แต่เป็น ท้องพระโรงของราชวังหลวง เพราะวันนี้เป็นวันสําคัญที่สุดของ การสอบเคอรี่ซึ่งจัดขึ้นทุกสามปี เหล่าขุนนางทั้งหลายจึงได้รับพระราช
ทานวันพัก ไม่ต้องเย้าเฝ้าราชสํานัก
ตั้งแต่เช้าตรู่ จวนไท่ซือก็พลุกพล่านเป็นพิเศษ วันนี้คือวันที่ จ้าวเย่อเฟิง บุตรชายของจวนจะเข้าสอบเตี้ยนชื่อ จะไม่ให้คนทั้งจวนตื่น เต้นได้อย่างไร จ้าวซงและฮูหยินรองซุนต่างก็พยายามรักษาท่าทีให้สงบนิ่ง
ทว่าลึกลงไปในใจกลับตึงเครียดไม่น้อย ตรงกันข้ามกับผู้เข้าสอบอย่าง จ้าวเย่อเฟิง เขากลับดูสงบเยือกเย็น ราวกับมีความมั่นใจอยู่เต็มอก
เมื่อเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย จ้าวเชอเฟิงก็ต้องออกเดินทางเข้า เมืองหลวงเพื่อเข้าสอบ ที่หน้าประตูจวน จ้าวซงและฮูหยินรองทุนต่าง กําชับเขาไม่หยุด ส่วน ฉินเสียงเหอ กลับมีสีหน้าเฉยเมย นางยอมมา ปรากฏตัววันนี้ก็นับว่าให้หน้าแล้ว ไม่มีใครคาดหวังว่านางจะใส่ใจอะไรนัก
สําหรับ จ้าวเย่อเหริน วันนี้นางไม่แม้แต่จะมาปรากฏตัว ในสายตา นาง จ้าวเย่อเฟิงไมใชน้องชายของนาง เรื่องของเขา…นางจึงไม่จําเป็นต้อง ใส่ใจ ก่อนขึ้นรถม้า จ้าวเข่อหรันมองจ้าวเข่อเฟิงแล้วยิ้มบาง นางพูดเพียง
ประโยคเดียว
ทําใจให้สงบก็พอ”
คําพูดสั้น ๆ ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการให้กําลังใจ แต่กลับเป็นคําพูด จากใจจริงที่สุดของนาง จ้าวเข่อเพิ่งยิ้มตอบนาง ไม่ได้พูดอะไรอีก จากนั้น ก็ขึ้นรถม้าออกไป จนกระทั่งรถม้าลับสายตา ทุกคนจึงทยอยกลับเข้าไปใน จวน เมื่อกลับเข้ามาในห้องโถง จู่ ๆ จ้าวเข่อหรันก็ลุกขึ้นกล่าวขอตัว จ้าวชงขมวดคิ้วทันที
“เย่อหรัน เจ้าจะรีบไปไหน
จ้าวเย่อหรันย่อกายค้านับอย่างสง่างาม
“ท่านพ่อ อภัยด้วยเจ้าค่ะ ข้าต้องเข้าไปในวัง จึงอยากกลับไปแต่งตัว
เสียก่อน”
จ้าวชงชะงัก
“เข้าไปในวัง? วันนี้มีผู้ใดเรียกเจ้าเข้าเฝ้าหรือ
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง
“มิได้มีใครเรียกเจ้าค่ะ เพียงแต่ถ้ารู้สึกนั่งรอฟังข่าวอยู่ที่จวนแล้วใจ ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หากรอข่าวในวัง….ย่อมรู้ผลเร็วกว่ามาก”
ฉันเชียงเหอหัวเราะเย็น
“โอ้ ข้าเกือบลืมไปเสียสนิท… ตอนนี้เจ้าก็เป็นถึง จวิ้นจี่ แล้วนี่ สามารถเข้าออกวังได้ตามใจ”
สายตานางเต็มไปด้วยการเหน็บแนม
“ช่างเป็นพี่สาวที่แสนดีจริง ๆ ห่วงน้องชายเสียเหลือเกิน ไม่รู้ว่ายัง จ่าได้หรือไม่ว่า…เจ้าก็ยังมีน้องสาวฝาแฝดอยู่อีกคน”
คําพูดนั้นแฝงพิษชัดเจน แต่จ้าวเข่อหรันกลับไม่แม้แต่จะชายตา มอง ราวกับคําพูดของนางเป็นเพียงลมผ่านหู ท่าทีเย็นชานั้นทําให้จีนเชียง เหอแทบระเบิดอารมณ์ แต่เมื่อเห็นสายตาเตือนของจ้าวซง นางก็จ่าต้อง กลืนค้าพูดกลับไปอย่างไม่เต็มใจ จ้าวเข่อหรันค้านับอีกครั้ง
เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนเจ้าค่ะ”
แล้วนางก็เดินออกจากห้องโถงอย่างสง่างาม ท่ามกลางสายตา อิจฉาของบรรดาน้องสาวทั้งหลาย โดยเฉพาะจ้าวเย่อเหริน นางไม่เคยมี
โอกาสได้ยืนเคียงข้างองค์รัชทายาทอย่างเปิดเผยเช่นนี้
ไม่นานนัก ชือ ชวี่ ก็มาถึงจวนใท่อ และพาจ้าวเข่อหรันขึ้นรถม้า ออกไป ฉินเสียงเห มองตามแผ่นหลังยองนาง ก่อนจะส่งเสียง เย็น นาง เกลียดที่สุดคือการเห็นจ้าวเข่อหรันกับซื้อ ซวี่รักใคร่กันเช่นนี้ เพราะมันยิ่ง ตอกย้ําความเย็นชาที่องค์รัชทายาทมีต่อจ้าวเข่อเหริน ตั้งแต่งานคัดเลือก
พระชายาเมื่อหนึ่งปีก่อน องค์รัชทายาทก็ไม่เคยมาหาจ้าวเย่อเหรินอีกเลย
แม้จ้าวเย่อเหรินจะบอกว่าพวกเขาพบกันข้างนอก แต่ฉันเชียง เหอไม่เคยเห็นกับตา ยิ่งไปกว่านั้น นางยังได้ยินข่าวว่า องค์รัชทายาทไป เยือนจวนทั่วกงแห่งแคว้นฉินหลายครั้ง และทุกครั้ง…ก็ไปอย่างเปิดเผย ความกังวลในใจนางจึงยิ่งเพิ่มพูน แต่ก็ทําอะไรไม่ได้
รถม้าแล่นตรงเข้าสู่พระราชวังโดยไม่หยุด เมื่อรถม้าหยุดลง
ชือ ชวี่ลงจากรถก่อน แล้วหันกลับมาประคองจ้าวเข่อหรันลงมา เมื่อ จ้าวเข่อหรันเงยหน้ามอง จึงพบว่าพวกเขาเข้ามาถึง เขตวังใน แล้ว เบื้อง หน้าเป็นตาหนักใหญ่โอ่อ่า บนป้ายเหนือประตู มีตัวอักษรทรงพลังเขียนไว้
ว่า
‘ต๋าหนักเวยอ้าย” ตําาหนักแห่งรักเพียงหนึ่งเดียว จ้าวเย่อหรัน
เอียงศีรษะเล็กน้อย
ฮ่องเต้
ชื่อช่างแปลกนัก…มีความหมายอะไรหรือ”
อือถู ยี่หัวเราะเยาะเบา ๆ
หมายความว่า…พระมารดาของย้าเป็น ‘รักเพียงหนึ่งเดียว’ ของ
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่ออย่างเย็นชา
ฟังดูไพเราะดี หรือไม่ แต่ถ้าเป็นรักเพียงหนึ่งเดียวจริง ๆ ในวัง หลังคงไม่ต้องมีสตรีมากมายเช่นนั้น
จ้าวเข่อหรันเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงถามเบา ๆ
“ที่นี่..คือที่ที่ท่านถูกเลี้ยงดูมาใช่หรือไม่”
ชือกูชวี่ยิ้มบาง
‘ใช่ ที่นี่เป็นสําหนักที่มารดาข้าเคยอยู่ หลังจากนางสิ้นไป ข้าก็อยู่ที่นี่ เพียงลําพัง จนกระทั่งถูกแต่งตั้งเป็นอ๋องแล้วจึงย้ายออกจากวัง”
จ้าวเข่อหรันมองตําาหนักเบื้องหน้า ความงดงามหรูหราของมัน กลับทําให้นางรู้สึกถึงความว่างเปล่าอย่างประหลาด ภายในตําหนัก โต๊ะไม้ หลีฮวา เครื่องลายครามหยกขาว กําแพงประดับอัญมณีล้ําค่า ทุกสิ่งล้วน หรูหราเกินบรรยาย จ้าวเ นอตถอนใจไม่ได้ ดูเหมือนว่า ครั้งหนึ่ง ฮ่องเต้จะทรงโปรดปราน เซียวกุ้ยเฟย อย่างยิ่งจริง ๆ
อือดูซ พานางไปนั่งบนเก้าอี้ยาว ก่อนจะดึงนางให้นั่งลงบนตักของ
เยา แขนแข็งแรงโอบรอบเอวบางของนาง จ้าวเข่อหรันไม่ได้ขัดขืน แผ่น หลังของนางเอนพิงอกเขาอย่างสงบ
“ตอนเด็ก…ท่านคงเหงามากสินะ นางถามเบา ๆ ช๊อกูช ตอบอย่างไม่ลังเล
“ไม่”
“ไม่รู้ว่าควรเรียกว่าไม่มีวาสนาแม่ลูก หรือควรเรียกว่าย้าเป็นคนเย็น
ชา แต่มารดาจะสนใจช้าหรือไม่ ข้าก็ไม่เคยเสียใจ”
เสียงของเขานิ่งสนิท
“ตั้งแต่ย้าจ่าความได้ นางก็เพียงรอให้ฮ่องเต้มาหาเท่านั้น นางรัก ฮ่องเต้ ความสุข ความทุกข์ทั้งหมดของนาง ล้วนหมุนรอบฮ่องเต้”
เยาหัวเราะเบา ๆ
พูดตามตรง ช้าไม่เคยคิดว่านางเป็นแม่ที่ดีนัก”
จ้าวเย่อหรันรู้สิกเจ็บปวดในใจ
แต่ตอนนางสนใจ…
ซือถูซวี่กล่าวต่อ
‘นางจับมือข้าไว้แล้วบอกว่าขอโทษ
เยาหัวเราะเบา ๆ
แต่แปลกนัก ตอนนั้นข้ากลับไม่รู้สึกอะไรเลย” จ้าวเข่อหรันเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงซุกใบหน้าเข้ากับอกเขา
“อย่างน้อย…มารดาของท่านก็ยังรู้สึกผิด แต่มารดาของข้า…”
เสียงนางแผ่วลง
นางเพียงเสียใจว่าเหตุใดตอนย้าเกิดมา จึงไม่บีบคอาให้ตายเสีย
แขนของชื่อ ชวี่กระชับขึ้นทันที
‘พอแล้ว”
เสียงเยา ลง
“ข้าไม่อยากให้เจ้าพูดถึงเรื่องเหล่านั้นอีก”
จ้าวเย่อหรันหัวเราะเบา ๆ
ไม่เป็นไรหรอก ถ้าไม่เจ็บปวดอีกแล้ว ตอนที่นางเลือกปกป้อง
จ้าวเย่อเหรินโดยไม่ลังเล ย้าก็ตัดใจจากนางไปแล้ว”
นํ้าเสียงของนางสงบนิ่ง เย็นเฉียบราวนํ้าแข็ง ซ๊อดูชวี่ถอนหายใจ
“เจ้าท่าถูกแล้ว คนอย่างมารดาเจ้า สมควรได้รับบทเรียนบ้าง” จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง
“ย้าก็ให้บทเรียนไปแล้ว หลังจากนางพูดเช่นนั้นกับข้า ข้าก็เร่งให้ ชุน
อีเหนียง ได้ขึ้นเป็นภรรยาเอก”
ดวงตานางเง็นเยียบ
‘นางไม่อยากให้ใครมาท้าทายตาแหน่งของตน แต่ช้า…กลับอยาก
ผลักชุน เหนียงขึ้นไปให้เร็วที่สุด”
ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านสวนตําหนัก ดอกไม้และต้นไม้ยังคงเขียว ชอุ่ม ซ๊อกูช มองหญิงสาวในอ้อมแขน สายตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน แต่
ล็กลงไปกลับมีประกายเย็นเฉียบ
“เย่อหรัน”
เขาถามเบา ๆ
“มีใครพูดอะไรกับเจ้าเกี่ยวกับข้าหรือไม่”