หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 194 พบกันโดยบังเอิญในอุทยานหลวง
194 พบกันโดยบังเอิญในอุทยานหลวง
ฮือกูชวี่พูดจบ ก็โน้มตัวเข้าหา กดร่างของจ้าวเข่อหรันลงบนตั่งนุ่ม ทันที จ้าวเข่อหรันสะดุ้งตกใจ ใบหน้าแดงระเรื่อ นี่มันอยู่บนถนนหลวงนะ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริง ๆ คนรับใช้ด้านนอกคงได้ยินหมดสิ! เพียงคิดถึง ตรงนี้ นางก็รีบเอ่ยเสียงเบา
“ไม่ได้ ที่นี่อยู่กลางถนนนะ! อาชวี่ ข้าผิดไปแล้ว ยังไม่พออีกหรือ?” ชือดูชวี่เพียงตั้งใจแกล้งนางเท่านั้น เขาก้มลงจูบกลีบปากแดงระ เรื่อของนาง จูบเสียจนลมหายใจนางพร่า รีมแก้มแดงดั่งดอกท้อ ก่อนจะ ผละออกเล็กน้อย เสียงทุ้มพร่ากระชับ
‘เจ้าตัวน้อย กล้าดีนี่ กล้าหยอกล้อข้าเสียแล้ว รอกลับจวนก่อน เถอะ ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้รู้จักจ๋า คืนนี้อย่าหวังว่าจะได้หลับ”
อ้าวเย่อหรันหัวเราะเบา ๆ พลางคล้องแขนเข
“อาชวี่ ท่านมองโลกในวังออกจริง ๆ ทั้งหมดนี้ก็แค่เพราะความโลภ ยองคนเท่านั้นเอง”
นางเอ่ยอย่างแผ่วเบา
“ที่จริงในวังก็ใช่ว่าจะไม่มีความจริงใจ เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่า…ท่านจะ
รักษามันไว้ได้หรือไม่
ชือ ชวี่ในวันนี้อารมณ์ดีเป็นพิเศษ จึงยกมือขึ้น
“เอาล่ะ ลุกขึ้นกันก่อนเถอะ”
ระหว่างที่ฮือชวี่กับจ้าวเข่อหรันกําลังเดินอยู่ ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็
ดังขึ้นจากด้านหลัง ทั้งสองหันกลับไปมอง ก็เห็นว่าคือ องค์รัชทายาท กับ จ้าวเย่อเหริน
“จ้าวเข่อหรัน เจ้า”
จ้าวเย่อเหรินสูดลมหายใจลึก พยายามกดความโกรธที่ปะทุอยู่ในอก “เจ้าคิดจะหาอะไรกันแน่ ข้าบอกไว้เลย ตอนนี้ถ้าไม่มีอะไรต้องกลัว แล้ว ความเจ็บปวดทั้งหมด เจ้าท่ากับย้า ข้าจะเอาคืนให้หมด!”
ชือเทียนงงเล็กน้อยกับท่าทีของนาง อีกทั้งรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ เมื่อคืน…ในคืนเข้าหอ เขาเองก็รู้สึกผิดอยู่ในใจ จึงไม่ได้เอ่ยห้าม เขายิ้ม
บาง ๆ แล้วกล่าว
“ดูเหมือนความสัมพันธ์ของน้องสามกับน้องสะใภ้สาม จะดีไม่น้อย
เช้า ๆ ก็จับมือกันเข้าวังมาถวายบังคมเสียแล้ว”
จ้าวเข่อหรันเพิ่งนึกขึ้นได้ในตอนนี้ วันนี้จ้าวเย่อเหรินเองก็ต้องเข้า วังเช่นกัน แม้จะเป็นเพียง อนุชายา แต่เมื่อวานก็เป็นวันแต่งงานของนาง วันนี้จึงต้องเข้ามาถวายบังคมตามธรรมเนียม คืดแล้วก็อดทําไม่ได้ เมื่อวาน สองพี่น้องออกเรือนวันเดียวกัน
วันนี้กลับมาพบกันอีกในวังหลวง ช่างเป็น “วาสนา” เสียจริง
จ้าวเข่อหรันยกยิ้มอย่างสุภาพ
“อ้อ ที่แท้ก็องค์รัชทายาทกับน้องหญิงนี่เอง ช่างบังเอิญจริง ๆ ดู
เหมือนพวกเราจะมีวาสนาต่อกันไม่น้อย ถึงได้พบกันที่นี่อีก”
ไม่นานทั้งสี่ก็เดินมาถึงประตูวัง ทั้งสองคู่ลงจากราชรถ ที่ข้าง ๆ มี ยัน คอยรับใช้ เพราะเป็นการเข้าวังถวายบังคมหลังแต่งงาน คู่บ่าวสาวจึง
ไม่ได้พาคนรับใช้ติดตามมาด้วย
ภายในวังหลวง ทั้งสี่เดินไปตามถนนหลวงของพระราชวัง ไม่นานก็ ถึง อุทยานหลวง สถานที่แห่งนี้เป็นทางผ่านไปยังวังทั้งหกฝั่งตะวันออก และตะวันตก จึงมีผู้คนสัญจรไม่น้อย จ้าวเข่อหรันมองทิวทัศน์รอบตัวด้วย สายตาสงบ ก่อนหน้านี้เวลานางเข้าวัง ล้วนมีธุระสําคัญ ไม่เคยมีโอกาสชื่น ชมทิวทัศน์จริง ๆ วันนี้จึงเพิ่งได้มองอย่างตั้งใจ
หินประหลาดตั้งเรียงราย ไม้โบราณเขียวครึ้ม เถาวัลย์เก่าแก่เลื้อย พันต้นไม้ใหญ่ พื้นทางยังปูด้วยกรวดสีต่าง ๆ เรียงเป็นลวดลายมงคล ทั้ง ดอกไม้ เทพนิยาย และสัญลักษณ์ โชคลาภ อายุยืน งดงามจนเหมือนภาพ วาต จ้าวเข่อหรันถอนหายใจเบา ๆ
“สมแล้วที่เป็นพระราชวัง ก่อนหน้านี้ย้าไม่เคยสังเกตดี ๆ วันนี้เพิ่ง เห็นว่าสวยงามเพียงใด ไม่แปลกเลยที่คนมากมายอยากเบียดเสียดเข้ามา
ในที่แห่งนี้ เพราะที่นี่มีความหรูหราที่โลกภายนอกไม่มี
ซือถูซวีมองนางแล้วเอ่ยเสียงเบา
‘เจ้าตัวน้อย… คนภายนอกเห็นเพียงความฟุ้งเฟ้อ แต่ไม่มีใครเห็น ความโหดร้ายที่ซ่อนอยู่ข้างใน ไม่มีใครเห็นความหนาวเหน็บและความโดด เหี่ยวของมัน”
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง ๆ ก่อนจะมองเยา ริมฝีปากแดงขยับช้า ๆ ‘ท่านไม่ทอดทิ้ง ย้าก็ไม่จากไป
เพียงเก้าคําสั้น ๆ แต่กลับหนักแน่นราวคําสัตย์ชั่วชีวิต ทั้งสองมอง ตากัน ยิ้มให้กันเบา ๆ มือที่กุมกันอยู่กลับยิ่งแน่นขึ้น จากนั้นจึงเดินไปยัง
ๆ
ต๋าหนักไท่เหอ ด้วยกัน
ระหว่างทาง จ้าวเย่อหรันสังเกตเห็นว่าใบหน้าของจ้าวเย่อเหริน ต เขียว แม้จะแต่งหน้าปกปิดไว้ แต่ก็ยังเห็นความอิดโรยอยู่ นางได้ยินข่าวมา ตั้งแต่เช้าแล้ว เมื่อคืน องค์รัชทายาทพาฉินอี้เหมี่ยวกลับจวนตระกูลฉิน ตามธรรมเนียม “กลับบ้านมารดา” และยังค้างคืนที่จวนทั่วกงเสียด้วย
เช้านี้จึงค่อยกลับนําหนักรัชทายาท ดังนั้น..คืนเข้าหอของจ้าวเย่อเห ริน คงต้อง นอนเตียวตายทั้งคืน คิดถึงตรงนี้ จ้าวเข่อหรันก็อดยิ้มเย็นไม่ ใต้ นางเอ่ยเสียงเบา
หรือไม่?
“เป็นอย่างไรบ้างล่ะ อนุชายาจ้าว เมื่อคืน คืนเข้าหอ…คงราบรื่นดีใช่
คําว่า “อนุชายา” ทีนางเน้นชัด ทําให้สีหน้าจ้าวเชอเหรินแข็งเกร็งจน
“จ้าวเข่อหรัน เจ้าอย่ามาทําเป็นถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ!”
นางกัดฟันแน่น
‘เจ้าก็แค่อยากเห็นยัาขายหน้า!”
จ้าวเย่อหรันยิ้มบาง
“น้องหญิงพูดอะไรเช่นนั้น ศัตรูของเจ้าตอนนี้ไม่ใช่ย้า ต่างหาก หาก เจ้ามีเวลา ควรหันไปจัดการ ฉินอี้เหมี่ยว ให้ดี เพราะจากเรื่องเมื่อคืน ดู เหมือนในสายตาขององค์รัชทายาท นางจะสําคัญกว่าเจ้ามาก..มิฉะนั้น เขา จะทอดทิ้งเจ้าทิ้งไว้ในคืนเข้าหอได้อย่างไร?”
คําพูดนั้นเหมือนมีดบางเฉียบ เชือดลงตรงหัวใจ จ้าวเย่อเหรินหน้า
แตงก่าด้วยความโกรธ
‘เจ้าหุบปาก!”
นางกัดฟัน
“องค์รัชทายาททรงโปรดปรานข้า ฉินอี้เหมี่ยวนั่นนับเป็นอะไร! ถ้า ไม่ใช่เพราะมีจวนทั่วกงหนุนหลัง นางจะได้เป็นชายารัชทายาทหรือ!”
จ้าวเย่อหรันหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นอ่อนโยน แต่กลับเย็นเฉียบ
ๆ
‘น้องหญิง ระวังคําพูดเสียหน่อย ที่นี่คือวังหลวง คนเดินผ่านไปมา หากเผลอพูดอะไรไม่เหมาะ…คงขายหน้าทั้งตระกูล”
จ้าวเย่อเหรินสะอีก แต่ยังแสร้งเดินไปคล้องแขนรัชทายาท ราวกับ
ตั้งใจอวดว่าความสัมพันธ์ของตนกับเขาติเพียงใด จ้าวเข่อหรันเพียงมอง
แล้วส่ายหน้าเบา ๆ ความสุขแท้จริง…. ไม่จําเป็นต้องแสดงให้ใครเห็น ยิ่ง
พยายามแสดง ก็ยิ่งดู ว่างเปล่า
ไม่นานทั้งสี่ก็มาถึง นําหนักไท่เหอ เมื่อเข้าสู่ท้องพระโรง สิ่งแรกที่ เห็นคือ ฮ่องเต้ซือถูหลิงจื้อ และ ฮองเฮา ฮ่องเต้สวมฉลองพระองค์มังกรสี เหลืองอร่าม ดูสง่างามทรงอ้านาจ ฮองเฮานั่งเคียงข้างในชุดพิธีสีทอง ปัก ลายมังกรหงส์ งดงามสง่า
บรรดาสนมทั้งหลายก็มาพร้อมหน้า โดยเฉพาะ หยุนกุ้ยเฟย ผู้เป็น ที่โปรดปรานที่สุดของฮ่องเต้ นางนั่งอยู่ด้านขวาของฮ่องเต้ แม้ตําแหน่งต่ํา กว่าฮองเฮา แต่ก็ใกล้ชิดยิ่งนัก สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความภาคภูมิ วันที
รีบเข้ามาทูล
“ฝ่าบาท รัชทายาทกับอนุชายาจ้าว รวมถึงอ๋องซวี่กับพระชายา มา ถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ กําาลังรออยู่ด้านนอก”
ฮ่องเต้ยกมือ
เชิญเข้ามา”
ไม่นาน ทั้งสี่ก็เดินเข้าสู่ท้องพระโรง ตามธรรมเนียมควรเป็นรัช
ทายาทถวายบังคมก่อน แต่เพราะรัชทายาทแต่งเพียง อนุชายา ส่วนซือถูช แต่ง พระชายาเอก ดังนั้นจึงให้ชื่อชวี่กับจ้าวเข่อหรันถวาย บังคมก่อน ทั้งสองคุกเข่าลงพร้อมกัน
นาน”
“ลูกขอถวายบังคมเสด็จพ่อ ขอให้เสด็จพ่อทรงพระเจริญยิ่งยืน
“ลูกสะใภ้ถวายบังคมเสด็จพ่อ เสด็จแม่ ขอให้ทั้งสองพระองค์ทรง
พระเกษมสําราญ”
ฮ่องเต้ยกมือ
“ลุกขึ้นเถิด”
จากนั้นตรัสอย่างเมตตา
“พวกเจ้าสองคนเป็นสามีภรรยากันแล้ว ต่อจากนี้ต้องช่วยเหลือกัน
ดูแลกันให้ดี”
ทั้งสองตอบพร้อมกัน
“ลูกขอรับพระบัญชา”
บรรยากาศในท้องพระโรงยังคงสงบ แต่ใต้ความสงบนั้น กระแส
การเมืองในวังหลวง… กําลังเริ่มไหลเชี่ยวขึ้นอย่างเงียบงัน.