หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 193 เข้าวังถวายบังคมขอบพระราชทานพระกรุณา
193 เข้าวังถวายบังคมขอบพระราชทานพระกรุณา
“เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าตื่นแล้ว ก็ลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาเถอะ”
ซือถูซวี่เอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง
“อย่าลืมว่าวันนี้เป็นวันแรกหลังพิธีสมรสของเรา ยังต้องเข้าวังไป
ถวายบังคมและขอบพระราชทานพระกรุณา”
จ้าวเย่อหรันพยักหน้าเบา ๆ
“อ้าจ๋าได้ เรื่องใหญ่เช่นนี้ ข้าจะลืมได้อย่างไร”
นางลุกขึ้นอย่างกระฉับกระเฉง
‘รีบแต่งตัวเถอะ อย่าให้พลาดเวลา”
พูดจบ นางก็ลุกจากเตียงอย่างรวดเร็ว เดินไปหลังฉากกั้น เปลี่ยน เสื้อชั้นใน จากนั้นเรียกบ่าวรับใช้เข้ามาปรนนิบัติ จีนเชียงและชื่อเชียงรออยู่ ด้านนอกตั้งนานแล้ว พอได้รับสัญญาณก็พากันเข้ามา พร้อมขันทีและบ่าว
ที่ยกเครื่องใช้สาหรับล้างหน้าแต่งตัวเย้ามาเต็มถาด
ขันทีที่นําหน้าดูอายุราวสี่สิบกว่า ใบหน้าสุภาพอ่อนโยน แม้จะเป็น ยันที แต่กลับไม่มีเค้าความเสแสร้งหรือน้ํามันชโลมหน้าจนน่าขัน เขาตู สะอาดสะอ้าน สุภาพราวกับคุณตาผู้ใจดี จ้าวเข่อหรันมองภาพนั้นแล้วถึง กับแอบอุทานในใจ
สมแล้วที่เป็นตระกูลจักรพรรดิ…สถานที่เช่นนี้ ลําาดับชั้นเข้มงวดดั่ง เหล็กหล่อ แต่ละฐานะย่อมเสพสุขต่างกันราวฟ้ากับดิน ฉากเช่นนี้..มีเพียง
ราชวงศ์เท่านั้นที่มีสิทธิ์ครอบครอง ไม่แปลกเลยที่ผู้คนต่างดิ้นรนปืน ป่ายขึ้นสู่เบื้องบน
“วี่ ท่านต้องไม่น่าเช่นนั้น”
จ้าวเข่อหรันส่ายหน้า ยิ้มอ่อน
“ท่านเคยพูดว่า จะไม่ยังข้าไว้ในกรง แต่จะปล่อยให้ข้าโบยบินอย่าง
อิสระไม่ใช่หรือ”
นางเงยหน้ามองเยา แววตาแน่วแน่
“ข้าเองก็เช่นกัน ย้าจะไม่มีวันเป็นภาระของท่าน สิ่งใดที่ท่านต้อง
การ ข้าจะช่วยท่านคว้ามันมา”
เสียงของนางนุ่ม แต่หนักแน่น
“ข้าไม่ใช่สตรีที่จะยืนอยู่เบื้องหลังบุรุษของตน ข้าจะยืนเคียงข้าง
ท่าน อย่างเปิดเผย”
ชื้อชวี่หัวเราะเบา เด็กน้อยคนนี้
-ภายนอกดูบอบบาง แต่ภายใน กลับเฉียบคมเกินใคร ไม่นานนัก จ้าวเข่อหรันก็แต่งตัวเสร็จ นางสวมชุดสี ชมพูอ่อน ปักลวดลายดอกไม้สีม่วงตรงชายกระโปรง ผม ายาวสามพัน เส้นรวบหลวม ๆ ไว้ด้านหลัง ใช้ริบบิ้นชมพูผูกไว้ เส้นผมที่เหลือปล่อยตก ข้างลําคอ หน้าผากประดับอัญมณีแดงเม็ดเล็ก
ๆ
บนศีรษะปักปิ่นทองรูปหงส์โปร่ง เมื่อก้าวเดินก็เกิดเสียงกระทบกัน
เบา ๆ ดังกรุ้งกริ้ง งดงาม…ละมุน….แต่ชวนให้คนละสายตาไม่ได้ ซือกูชวี่มองแล้วแทบลืมหายใจ เขารู้สึกอย่างชัดเจน หลังคืนแต่งงาน…เด็ก สาวในอดีต ดูเหมือนจะกลายเป็นสตรีเต็มตัวแล้ว ความงามนั้นจึงมีเสน่ห์ ขึ้นอีกหลายส่วน
ไม่นาน ยันทีจากกรมวังหลวงก็มารับผ้าเช็ดหน้าที่ใช้เมื่อคืน ผ้าผืน นั้น….มีรอยเลือดจาง ๆ สัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ของเจ้าสาว หากไม่มี รอยนั้น เจ้าสาวย่อมถูกส่งกลับบ้านเดิมในเช้าวันถัดไป และการแต่งงานก็ จะถือว่า ไม่เคยเกิดขึ้น แม้จะเข้าใจธรรมเนียมนี้ดี แต่ตอนที่นางเห็นผ้าผืน
นั้นถูกเก็บใส่กล่อง จ้าวเข่อหรันก็ยังอดหน้าแดงไม่ได้ ขันทีรับผ้าไป ยิ้ม
กว้าง
“ยอแสดงความยินดีกับท่านอ๋องและพระชายา บ่าวจะรีบน่าเรื่องนี้
กลับไปทูลฝายในทันที”
หลินเต๋อที่ยืนอยู่ด้านข้างรีบยื่นซองแตงก้อนโตให้ ขันทีรับไว้ด้วย รอยยิ้ม ก่อนจะรีบลาออกไปอย่างรวดเร็ว เหตุผลก็ง่ายมาก ชวี่อ๋องขึ้นชื่อ เรื่องอารมณ์เย็นชา แม้วันนี้จะเป็นวันมงคลของเขา แต่ไม่มีใครกล้ารับ ประกันว่าเขาจะไม่หงุดหงิดขึ้นมาเมื่อใด อยู่ให้น้อย พูดให้น้อย นั่นคือกฎ
เอาตัวรอดในวัง
หลังจากนั้น ทั้งสองก็ไปนั่งทานอาหารเช้าด้วยกัน ซ๊อตซวี่คีบอาหาร ป้อนนางอยู่เป็นระยะ แม้จะมีขันทีและบ่าวยืนอยู่ด้านข้าง จ้าวเข่อหรินก็ยัง รู้สึกเงินอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดว่า ตอนนี้พวกเขาเป็นสามีภรรยากันแล้ว นางจึง ไม่ได้ปฏิเสธ ระหว่างทานอาหาร ซื้อเชียงยืนลังเลอยู่พักใหญ่ จ้าวเข่อหรัน สังเกตเห็นทันที
“มีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะ”
เสียงของนางเรียบเย็น แต่ไม่กดดัน อเชียงสูดลมหายใจ
พระชายาเพคะ…เมื่อคืน มีข่าวจากจวนไท่ อ…ว่า…
นางหยุดไปชั่วครู่ก่อนพูดต่อ
“จ้าวอิง…ถูกพากลับจวนแล้ว”
มือของจ้าวเข่อหรันชะงัก คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย
กลับมาแล้ว?”
เสียงของนางเย็นลงทันที
“เหตุใดถึงกลับมาได้”
ชื้อเชียงรีบตอบ
“ได้ยินว่าช่วงนี้อนุจางป่วยหนัก นางร้องขอนายท่านให้พาจ้าวอิง
กลับมาเพคะ”
‘นายท่านเห็นสภาพนางแล้วก็สงสาร จึงยอมรับปาก แต่ยังไม่ได้คืน
ฐานะให้ ทุกคนในจวนเรียกนางเพียง คุณหนูสาม ไม่ใช่ คุณหนูสามแห่ง
จวน หรือ
ฮือกูชวี่ขมวดคิ้วทันที สายตาคมกริบหันไปมองชื่อเสียงอย่างไม่พอ โจ ราวกับตําหนิ ทําไมต้องพูดเรื่องนี้ตอนนี้ ชื่อเสียงแทบอยากร้องไห้ ท่าน อ๋อง…อย่ามองข้าแบบนั้น ข้าไม่ได้อยากพูดเลย! แต่จ้าวเข่อหรันกลับยกมือ
เบา ๆ
“ไม่เป็นไร”
นางยิ้มบาง
‘นางกลับมาก็ช่างเถอะ ข้าไม่ได้อยู่จวนไท่ซือแล้ว นางจะทําอะไรได้
แววตานางเย็นเฉียบ
“ตอนนี้ ข้าเป็นพระชายาชวี่อ๋อง”
“สวนจ้าวอิง…”
นางหัวเราะเบา
เป็นเพียงบุตรสาวที่จวนใท่อไม่อยากยอมรับ”
คําพูดเรียบเฉย แต่คมเหมือนมีต ซื้อชวี่ดึงนางเข้ามากอด
‘หากเจ้าไม่ชอบ ข้าจะให้คนส่งนางกลับไป วัด
จ้าวเย่อหรันส่ายหน้า
“ไม่จําเป็น”
นางยิ้มเย็น
“บางครั้ง…ศัตรูที่อยู่ตรงหน้า ยังควบคุมง่ายกว่าศัตรูที่ซ่อนตัว ให้
คนจับตาดูพวกนางไว้ก็พอ”
นางหันไปสั่ง
“ฉันเชียง จัดคนไปเฝ้าดูเงียบ ๆ อย่าให้เกิดเรื่องในช่วงนี้
‘เพคะ พระชายา”
ไม่นาน ทั้งสองก็เปลี่ยนเป็นชุดพิธีการ จ้าวเข่อหรันสวมฉลองพระ องค์พระชายา เสื้อคลุมใหญ่กับผ้าคลุมปักลายหงส์คู่ มงกุฎหงส์ประดับลาย
นกตี๋เก้าตัวประดับบนศีรษะ สง่างามจนคนรอบข้างแทบไม่กล้าสบตา
ซ๊อตซวี่มองนางด้วยสายตาลึกซึ้ง นี่คือภรรยาของเขา นางควรยืนเคียงข้าง เยา แบ่งปันเกียรติยศและอ้านาจทั้งหมดนี้
เมื่อออกจากจวน ขบวนอ๋องก็เคลื่อนตัว กลองเปิดทาง มืองด้ง สะท้อน ทหารองครัก น่าหน้า ขัน และนางก้านัลเดินตาม ราชรถอ้อง ประดับเสาสีแดง หลังคากลมฝังอัญมณี ภายในมีทั้งเบาะนุ่ม เครื่องชา โต๊ะหนังสือ ราวกับห้องเคลื่อนที่ จ้าวเข่อหรันมองแล้วอดถอนใจไม่ได้
“เพียงอ๋ององค์หนึ่ง…ยังยิ่งใหญ่เพียงนี้
นางพิมพา
“ไม่แปลกเลย…ที่ผู้คนต่างอยากนั่งบนบัลลังก์นั้น
ซือกูชวี่มองนาง ดวงตาลึกขึ้นเล็กน้อย “เจ้าหมายความว่า…ไม่อยากให้ข้าแย่งตําาแหน่งนั้น?”
จ้าวเข่อหรันยิ้ม
ไม่ว่าท่านจะเลือกทางใด ข้าก็จะยืนอยู่ข้างท่าน เสียงนางเบา แต่หนักแน่นดั่งคําสัตย์ ซื้อชวี่กอดนางแน่นขึ้น
เด็กน้อย…”
เสียงเขาแผ่ว
ข้าอยากเก็บความงามของเจ้าไว้คนเดียว ไม่อยากให้ใครเห็น”
เขาก้มลงกระชิบข้างหู
“เจ้าช่างยั่วช้าจริง ๆ”
จ้าวเย่อหรันหัวเราะเบา นางโน้มตัวกระสืบกลับ
“ถ้าอย่างนั้น…ท่านอ๋องจะลงโทษย้าอย่างไร”
เสียงหวานนุ่ม
หากท่านอยากลงโทษ ย้าก็ยอมทุกอย่าง” ช๊อกูชวี่ดวงตาร้อนขึ้นทันที จ้าวเข่อหรันเห็นดังนั้นก็รีบถอยไปอีก มุมของรถ นั่งตัวตรงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
‘ท่านอ๋อง…
นางยิ้มใส
‘เรากําาลังจะเช้าวังนะเพคะ อย่าหาให้สายล่ะ ซือถูซวี่มองนางอย่างทั้งขําทั้งหงุดหงิด ก่อนจะคว้าตัวนางกลับมา
เสียงต่ําาลงอย่างอันตราย
เจ้าตัวแสบ…”
“วันนี้ ต่อให้ต้องท้าตรงนี้ ข้าก็จะลงโทษเจ้าให้ได้” รถม้าหลวงยังคงเคลื่อนไปยังพระราชวัง ส่วนภายในนั้น บรรยากาศกลับร้อนแรงขึ้นอย่างเงียบงัน…