หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 7 หวนคืน (1)
เจ็บ… เจ็บเสียจนศีรษะราวถูกฉีกออกเป็นเสี่ยง ๆ ความปวดแล่น พล่านประหนึ่งมีก้อนเหล็กหนักหน่วงกระหน่ําทุบไม่ยั้ง
ทําให้นางแทบ
อาจหายใจได้สะดวก เปลือกตาหนักอึ้งดั่งแบกหินพันชั่ง จ้าวเข่อหรัน
พยายามฝืนแรงลืมตาขึ้นอย่างยากลําบาก
ที
“คุณหนูใหญ่ ท่านพื้นแล้วหรือเจ้าคะ!”
เสียงของหลงเอ๋อร์ดังขึ้นด้วยความดีใจ รีบรุดเข้ามาข้างเตียงทัน
“ข้า” เพียงเอ่ยคําเดียว ลําคอกลับแสบร้อนราวถูกไฟเผา
“น้ํา…”
หลงเอ๋อร์รีบรินน้ําใส่ถ้วย ค่อย ๆ ประคองป้อนให้นางดื่มอย่างระ มัดระวัง สายน้ําเย็นไหลผ่านลําคอ ชะโลมความแห้งผากลงไปเล็กน้อย
จ้าวเข่อหรันจึงค่อยมีสติ ความทรงจําก่อนหน้าไหลบ่ากลับมาเป็น ฉาก ๆ ราวภาพฝันที่ชัดเจนเกินจริง
“ข้ายัง…ไม่ตายหรือ?”
นางเอ่ยเสียงแหบพร่า คล้ายเสียงลมพัดผ่านซากใบไม้แห้ง
ขยง…เม ย ทวย
ท
นางเอ่ยเสียงแหบพร่า คล้ายเสียงลมพัดผ่านซากใบไม้แห้ง
“คุณหนูใหญ่ ท่านพูดว่าอะไรนะเจ้าคะ? อย่าได้กล่าวเช่นนี้เลย บ่าวใจหายหมดเจ้าค่ะ”
หลงเอ๋อ หน้าซีด รีบหันไปตะโกนเรียก
“แม่นมเยา! รีบเข้ามาเร็วเจ้าค่ะ คุณหนูไม่ชอบมาพากลแล้ว!” “เยว่?”
จ้าวเข่อหรันชะงักงัน ในหัวว่างเปล่า แม่นมเยว่…มิใช่จากโลกนี้
ไปก่อนนางแล้วหรือ?
“โวยวายอันใดกันหลงเอ๋อร์!”
เสียงเข้มดุดังขึ้นพร้อมร่างหนึ่งรีบก้าวเข้ามา
“คุณหนูก็เพียงป่วยหนัก เจ้าจะร้องไห้ตีโพยตีพายทําไมกัน”
ภาพที่ปรากฏตรงหน้า ทําให้หัวใจจ้าวเข่อหรันสั่น สะท้านเยว่…ที่นางเคยกอดร่างเย็นเฉียบไว้ในอ้อมแขนในคืนอันโหด
ร้าย บัดนี้กลับยืนอยู่ตรงหน้าอย่างมีชีวิต น้ําตาพรั่งพรูไหลลงมาไม่ขาด สาย ความอัดอั้นที่กดทับในอกระเบิดออกมาพร้อมเสียงสะอื้น
“คุณหนู เป็นอะไรไปเจ้าคะ”
เยว่รีบเข้ามานั่งข้างเตียง ดึงร่างบางเข้ามากอดแนบอก ลูบหลัง
ปลอบโยน
“ไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว โรคไข้เพิ่งทุเลา อย่าร้องไห้
เดี๋ยวร่างกายจะทรุดเอา”
ตัว”
“คุณหนูดูแปลก ๆ จริง ๆ นะเจ้าคะ”
หลงเอ๋อ กระซิบเสียงเบา
“พอฟื้นขึ้นมาก็ถามว่าตนเองตายหรือยัง ข้าฟังแล้วขนลุกไปทั้ง
“หุบปากเสีย!”
เยว่หันไปตวาด ดวงตาวาววับดุจคมมีด
“อย่าได้เอ่ยวาจาอัปมงคลอีก หากเจ้ามิรู้จักยั้งคิด ข้าจะฉีกปาก
เจ้าทิ้งเสียให้สิ้นเรื่อง!”
คําด่านั้นรุนแรงแต่แฝงอํานาจ หลงเอ๋อร์สะดุ้ง รีบยกมือปิดปาก
ตัวเอง ไม่กล้าเปล่งเสียงอีก
“ป่วย?”
จ้าวเข่อหรันเอ่ยช้า ๆ ราวพยายามจับต้นชนปลาย
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ”
จ้าวเข่อหรันเอ่ยช้า ๆ ราวพยายามจับต้นชนปลาย
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ”
แม่นมเยว่กูยิ้มบาง มือแตะหน้าผากนางอย่างอ่อนโยน
“ไข่เพิ่งลด คุณหนูหลับไม่รู้สึกตัวอยู่หลายวัน ทําเอาบ่าวหวาด หวั่นแทบขาดใจ ครานี้ฟื้นแล้ว บ่าวก็เบาใจเสียที”
จ้าวเข่อหรันนิ่งงัน นางจําได้ชัดเจน….คืนนั้นนางถูกกรอกสุราพิษ
ลงคอ ความแสบร้อนกัดกินอวัยวะภายในจนแทบคลั่ง ความทรมานราว
ตกนรกทั้งเป็น แล้วเหตุใดบัดนี้ยังมีลมหายใจ? เหตุใดแม่นมเยว่ ผู้ที่ ควรสิ้นใจไปก่อน จึงยืนอยู่ตรงหน้า? ความสับสนรุมเร้าจนหัวใจแทบ แตกสลาย นางยกมือขึ้นตบศีรษะตนเอง หวังให้ตื่นจากฝันอันประหลาด นี้ แต่เมื่อฝ่ามือตบลง นางกลับชะงัก มือของตน…เล็กลง? เรียวบางราว มือเด็กสาว มิใช่มือหญิงวัยแรกแย้มที่กําลังจะออกเรือน
“กระจก…เอากระจกมาให้ข้า
นางเอ่ยเสียงสั่น พยายามยันกายลุกขึ้นจากเตียง
“คุณหนู ระวังเจ้าค่ะ!”
หลงเอ๋อร์รีบวิ่งไปหยิบกระจกทองแดงจากโต๊ะเครื่องแป้ง นํามา ส่งให้ด้วยมือสั่นเทา จ้าวเข่อหรันรับมันมาแนบอก ใจเต้นรัวราวกลอง ศึก กลับลังเลไม่กล้ามองเงาตนเองในนั้น นางหลับตา สูดลมหายใจลึก หนึ่งครั้ง ก่อนค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เพียงชั่วพริบตาเดียว หัวใจก็แทบหยุด
เต้น
ใบหน้าที่สะท้อนในกระจกนั้น อ่อนเยาว์นัก แก้มยังมีเค้าความ ไร้เดียงสา มิใช่ใบหน้าหญิงสาววัยสิบหกที่พร้อมออกเรือน มันคือใบ หน้าของเด็กหญิง….แม่นมเยวกับหลงเอ๋อร์สบตากันอย่างวิตก เหตุใด
คุณหนูตื่นขึ้นมาครานี้จึงประหลาดนัก? หรือไข้จะเผาผลาญจนสติเลื่อน รางไปแล้ว? และในขณะที่พวกนางครุ่นคิด จ้าวเข่อหรันก็เอ่ยคําหนึ่ง ออกมา ทําให้ความหวั่นใจยิ่งทวี
“แม่นม… ปีนี้ข้าอายุเท่าใดแล้ว?”
น้ําเสียงนั้นแผ่วเบา ทว่าซ่อนพายุอารมณ์อันเดือดดาลและเศร้า อัดแน่นไว้ กสุดหัวใจ
หากนี่มิใช่ความฝัน….เช่นนั้นสวรรค์กําลังเปิดโอกาสให้นางหวน
คืน เพื่อชําระแค้นหรือไม่?