หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 8 หวนคืน (2)
“คุณหนู ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
แม่นมเยว่ตกใจหน้าถอดสี
“อย่าทําให้บ่าวตกใจสิเจ้าคะ ท่านเพิ่งผ่านวันเกิดอายุสิบสามมา
ได้ไม่นานเอง ลืมแล้วหรือเจ้าคะ?”
สิบสามปี! แม้ใบหน้าของจ้าวเข่อหรันจะยังสงบนิ่ง ทว่าภายในใจ กลับโหมกระหน่ําดั่งคลื่นพายุ นางจําได้ชัดเจนว่าไม่นานมานี้ตนเพิ่ง ฉลองวันเกิดครบสิบเจ็ดปี เหตุใดบัดนี้จึงกลับกลายเป็นเด็กสาววัยสิบ สาม? อีกทั้งแม่นมเยว่… คนที่ควรจากนางไปก่อนในชาติที่แล้ว กลับยัง ยืนอยู่ตรงหน้า ทั้งตนเองก็มิได้ตาย เช่นนั้นหรือว่า… นางได้หวนคืนมา
เกิดใหม่?
จ้าวเข่อหรันมองเงาสะท้อนในกระจก ใบหน้าละอ่อน ดวงตายัง
ไม่คลายความไร้เดียงสา โครงหน้าที่ยังไม่ผลิบาน ทุกสิ่งล้วนยืนยันว่า นางมิใช่หญิงสาววัยสิบเจ็ดอีกต่อไป หากเป็นเพียงเด็กหญิงสิบสามปี
หรือสวรรค์จะได้ยินคําอธิษฐานก่อนสิ้นลมหายใจของนาง จึงเมตตา ประทานโอกาสให้เริ่มต้นใหม่อีกครา? ครั้นคิดดังนั้น น้ําตาก็เอ่อคลอ
อย่างมิอาจยับยั้ง
“แม่นมเยว่… แม่นมเยว่…”
จ้าวเข่อหรันโผเข้าสวมกอดหญิงชราแล้วปล่อยโฮ เสียงสะอื้นรา วจะระบายความทุกข์ ความคับแค้น และความชิงชังที่สั่งสมมาตลอด ชาติภพก่อนหน้าให้ไหลออกมาพร้อมหยาด ตา
“ดีแล้วเจ้าค่ะคุณหนู หากอึดอัดสิ่งใดก็พูดออกมา อย่าเก็บไว้ใน ใจ” แม่นมเยว่ลูบแผ่นหลังนางอย่างอ่อนโยน
“เพิ่งจะฟื้นไข้ อย่าร้องไห้จนร่างกายทรุดอีกเลยนะเจ้าคะ” ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด เสียงสะอื้นค่อย ๆ เงียบลง ความอ่อนแอ ความขลาดกลัวในอดีต คล้ายถูกชะล้างไปกับน้ําตา ดวงตาของ จ้าวเข่อหรันค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นแน่วแน่ ใสกระจ่าง หากมองลึกลงไป จะ เห็นประกายเย็นเยียบวาบผ่านราวคมมีดบางเฉียบ เมื่อสวรรค์เมตตาให้
โอกาสอีกครั้ง ชาตินี้นางจะไม่โง่งมจนต้องจบชีวิตอย่างน่าเวทนาอีกเด็ด ขาด นางจะมีชีวิตในแบบของตน มิหลบซ่อนอยู่ในกระดองเต่าให้ใคร เหยียบย่าอีกแล้ว
“คุณหนูพื้นแล้ว!”
เสียงใสของหลิงเอ๋อร์ดังขึ้น นางยกชาม ยาต้มร้อนกรุ่นเข้ามาใน
ห้อง แม่นมเยวขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ตะโกนเอะอะอันใดกัน ไม่มีมารยาทเลย”
เมื่อเห็นใบหน้าของหลิงเอ๋อร์ หนึ่งในคนที่ร่วมมือสังหารนางใน
ชาติที่แล้ว โลหิตในกายของจ้าวเฃอร้นพลันเลือดพล่าน นางเคยเชื่อใจ “ตะโกนเอะอะอนโดกน ไม่มีมารยาทเลย
เมื่อเห็นใบหน้าของหลิงเอ๋อร์ หนึ่งในคนที่ร่วมมือสังหารนางใน
ชาติที่แล้ว โลหิตในกายของจ้าวเข่อหรันพลันเดือดพล่าน นางเคยเชื่อใจ สาวใช้ผู้นี้สุดหัวใจ ทว่าผลลัพธ์กลับเลี้ยงงูเห่าไว้ข้างกาย สุดท้ายมันก็ หันเขี้ยวมากัดเจ้าของ ร่วมมือกับเอ่อเหรินใส่ร้ายนางจนสิ้นชีวิต
ความแค้นแล่นขึ้นมาถึงปลายลิ้น สายตาที่จ้าวเข่อหรันทอดมอง ไปนั้น เย็นจัดราวหิมะกลางเหมันต์ เพียงชั่วพริบตานางก็เก็บงําทุกสิ่งไว้ ภายใต้เปลือกสงบเรียบ หลิงเอ๋อร์สะดุ้งเล็กน้อย รู้สึกเหมือนถูกมอง ด้วยสายตาเคียดแค้น แต่เมื่อกะพริบตาอีกครั้ง กลับเห็นเพียงความ เรียบเฉย จึงคิดว่าตนคงตาฝาด รีบยืนถ้วยยาให้ทันที
“คุณหนู ถึงเวลาทานยาแล้วเจ้าค่ะ”
จ้าวเข่อหรันรับมาอย่างนิ่งงัน ค่อย ๆ จีบลงทีละอีก รสขมฝาดยัง ไม่เท่าความขมในใจ หลิงเอ๋อร์… ตอนนี้คงกลายเป็นคนของเข่อเหรินไป แล้ว เช่นนั้นย่อมปล่อยไว้ไม่ได้ แต่ยังไม่ถึงเวลา…. ต้องรอจังหวะที่ เหมาะสม ประกายเหี้ยมเกรียมวาบผ่านดวงตานางอย่างรวดเร็ว
จากนั้นนางหันไปมองแม่นมเยวกับหลงเอ๋อร์ ความอบอุ่นไหลบ่า ขึ้นในอก ชาติที่แล้ว ในยามวิกฤต มีเพียงสองคนนี้ที่ยืนหยัดปกป้อง นาง โดยเฉพาะแม่นมเยว่… ที่ถึงกับยอมพลีชีวิตแทนนาง ชาตินี้ นางจะ ปกป้องพวกเขาให้ได้
“แม่นมเยว่ ข้าเป็นอันใดไปหรือ?”
จ้าวเข่อหรันเอ่ยเสียงเรียบ
“แล้วข้าหลับไปนานเท่าใด”
แม่นมเยว่ยังไม่ทันตอบ หลิงเอ๋อร์ก็รีบแทรกขึ้นอย่าง
กระตือรือร้น
“คุณหนูตกลงไปในสระบัวเจ้าค่ะ รับลมหนาวจนไข้ขึ้นสูง หมด
สติไปสามวันเต็ม ๆ”
ท่าที่รีบร้อนนั้น แสดงให้เห็นว่าหล่อนลืมกฎระเบียบไปเสียสิ้น เพราะที่ผ่านมา จ้าวเข่อหรันเอาใจและปล่อยปละจนเคยตัว หากเป็นคุณ หนูคนเดิมคงมีถือสา แต่บัดนี้… นางมองทะลุทุกสิ่งแล้ว จ้าวเข่อหรันเงย หน้าขึ้น สายตาคมกริบราวคมกระบี่
“คุกเข่าลง”
เสียงตวาดดังสนั่น มิใช่คําหยาบโลน หากหนักแน่นดั่งฟ้าผ่า สั่น
สะเทือนทั้งห้องจนบรรยากาศเยียบเย็นลงในพริบตา