หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 88 ตรวจชีพจรให้ซุน เหนียง
88 ตรวจชีพจรให้ซุน เหนียง
เมื่อได้ยินคําถามด้วยความสงสัยของชุน เหนียง จ้าวเข่อหรันก็มิได้
ปิดบัง นางเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงความหนักแน่น
“เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงครรภ์ของหลิวอี้เหนียงโดยตรงเจ้าค่ะ”
“ว่าอย่างไรนะ?”
ชุนอี๋เหนียงตกตะลึง สีหน้าแปรเปลี่ยนฉับพลัน จ้าวเข่อหรันมองนาง
ด้วยสายตาสงบนิ่ง
“ข้าพูดความจริง ครรภ์นี้ของหลิวอี้เหนียง… มาอย่างน่าพิกล หากมี ใช่เพราะข้ารู้สึกสงสัย ข้าก็คงไม่คิดสืบสาวราวเรื่องให้ลึกถึงเพียงนี้” ชุน เหนียงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามเสียงต่ํา
แทรกขึ้น
“คุณหนูใหญ่… ท่านค้นพบสิ่งใดใช่หรือไม่?”
“ใช่เจ้าค่ะ”
จ้าวเค่อหรันพยักหน้า จ้าวเข่อเพิ่งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ อดรนทนไม่ไหว รีบ
ๆ
“อี๋เหนียง ท่านพี่ใหญ่ พวกท่านพูดอะไรกันหรือ? ข้านั่งฟังแล้วงงไป หมด บอกข้าบ้างเถิด!”
ชุนอี้เหนียงหันไปมองบุตรชาย สายตาจริงจัง
“เพิงเอ๋อร์ จําไว้นะ เรื่องที่ข้ากับคุณหนูใหญ่คุยกัน ต่อให้ฟ้าถล่มดิน ทลาย เจ้าก็ห้ามหลุดปากออกไปแม้ครึ่งคํา เข้าใจหรือไม่?”
จ้าวเย่อเฟิงพยักหน้ารั่ว ๆ
“ข้าเข้าใจขอรับ… แต่พวกท่านคุยเรื่องใดกันแน่เล่า! อย่าให้ข้านั่งงง
อยู่คนเดียวสิ”
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง
“เรากําลังพูดถึงเรื่องที่หลิวอี้เหนียงตั้งครรภ์”
เด็กหนุ่มเบิกตากว้าง
“ก็แค่ตั้งครรภ์มิใช่หรือ? จะมีอะไรให้พูดนักหนา?”
ชุนอี๋เหนียงส่ายหน้า
“เฟิงเอ๋อร์ อย่าเพิ่งถามเลย ตอนนี้ข้ากับคุณหนูใหญ่มีธุระสําคัญ หลังจากนี้ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังเอง”
ไม่?”
เมื่อบุตรชายยอมสงบ ชุน เหนียงจึงหันกลับมาหาจ้าวเข่อหรัน “คุณหนูใหญ่ ท่านคงพบความผิดปกติบางอย่าง จึงมาหาข้าใช่หรือ
จ้าวเข่อหรันมีอ้อมค้อม
“ข้าจะพูดตรง ๆ นะเจ้าคะ หลายปีมานี้ ท่านแม่ของข้าแอบใส่ยาคุม กําเนิดลงในอาหารของพวกท่าน ข้าเชื่อว่าท่านน่าจะรู้อยู่แล้ว… ใช่หรือไม่?”
ชุนอี๋เหนียงหัวเราะขม
“ข้ารู้เจ้าค่ะ แม้ฮูหยินจะทําอย่างแนบเนียน แต่วันหนึ่งข้าบังเอิญล่วง รู้เข้า คุณหนูใหญ่… เรื่องนี้ฮูหยินไม่น่าจะบอกให้ท่านทราบมิใช่หรือ?”
จ้าวเข่อหรันยิ้มจาง
“แม้มิได้เอ่ยปาก แต่หลายสิ่งก็พอเดาได้ หลังจากจ้าวหลินกับจ้าว เหมยเกิต บรรดาอนของท่านพ่อก็ไม่เคยมีครรภ์อีก ทั้งที่ท่านพ่อหาได้มี ปัญหาใด ย่อมต้องมีใครบางคนลงมือ”
ชุนอี๋เหนียงมองนางด้วยสายตาสงบนิ่ง
“คุณหนูใหญ่ช่างหลักแหลม ข้ารู้เรื่องนี้เพราะวันหนึ่งทําซุปบํารุงหก พอดี ตอนนั้นเฟิงเอ๋อร์ป่วย หมออยู่ในจวน จึงตรวจพบฤทธิ์ยา แต่สุด ท้าย… ข้าก็ยังมมันลงไปแล้ว”
จ้าวเข่อหรันขมวดคิ้ว
“ทั้งที่รู้แล้ว เหตุใดท่านยังดื่มเล่า? ท่านไม่ห่วงร่างกายตนเองหรือ?” ชุนอี๋เหนียงส่ายหน้าเบา ๆ
“ร่างกายข้า ข้าย่อมรู้ดี ตอนตั้งครรภ์เฟิงเอ๋อร์ ข้ายังมิได้ฟื้นตัวเต็ม ที่คลอดเขาออกมา ร่างกายก็ทรุดหนัก ต่อให้มิได้ดื่มยานั้น ข้าก็คงมิอาจมี ครรภ์อีก ดื่มหรือไม่ดื่ม ก็แทบไม่ต่าง
จ้าวเข่อหรันทอดถอนใจ
“ท่านกลัวว่าหากไม่ดื่ม ฮูหยินจะระแวง ใช่หรือไม่?”
ชุนอี๋เหนียงพยักหน้า
“ข้าไม่เคยใฝ่ฝันสั่งใด ขอเพียงเฟิงเอ๋อร์เติบโตอย่างปลอดภัยก็พอ
แล้ว”
ท่าน”
จ้าวเข่อหรันมองนางด้วยแววตาชื่นชม
“ในบรรดาภรรยาและอนุของท่านพ่อ ผู้มีสติปัญญาที่สุด… ก็คือ
ชุนอีเหนียงยิ้มบาง
“เมื่อไม่โลภมาก ใจก็สงบง่ายเจ้าค่ะ”
จ้าวเข่อหรันสูดลมหายใจ
“วันนี้ข้ามาเพื่อขอให้ผู้หนึ่งตรวจชีพจรท่าน ข้ามีบางอย่างต้องพิสูจน์
เจ้าค่ะ”
“เรื่องครรภ์ของหลิว เหนียง เหตุใดต้องตรวจข้าด้วยเจ้าคะ?”
ชุน เหนียงสงสัย
“ขอเพียงท่านยื่นมือมาเถิดเจ้าค่ะ หลังตรวจเสร็จ ข้าจะอธิบายให้
ท่านฟังเอง”
แม้ไม่เข้าใจ ชุน เหนียงก็ยื่นมือออกมาอย่างสงบ จ้าวเข่อหรัน เหลือบมอง อเชียง ส่งสัญญาณให้เข้าไปจับชีพจร ชือเชียง สาวใช้คนใหม่ ของจ้าวเข่อหรัน ก้าวเข้าไปอย่างมั่นคง นางจับชีพจรอย่างช้านาญ สีหน้า สงบนิ่ง ชุนอี๋เหนียงลอบประหลาดใจ สาวใช้ผู้นี้มีคล้ายคนรับใช้ธรรมดา ไม่ ว่าจะรุปโฉมหรือท่วงท่า ล้วนเปี่ยมสง่า เหตุใดจึงยอมเป็นบ่าว? ไม่นาน ชือเชียงปล่อยมือ จ้าวเย่อหรันถามทันที
“ดูออกหรือไม่ว่าเป็นยาชนิดใด?”
ชีอเชียงส่ายหน้า
“จากชีพจรเพียงอย่างเดียว ไม่อาจระบุสมุนไพรแน่ชัดได้เจ้าค่ะ แต่
ยานี้มิใช่ยาคุมกําเนิดทั่วไปแน่นอน”
จ้าวเข่อหรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปถามซุ่นอี้เหนียง
“หมอวันนั้นบอกหรือไม่ว่าเป็นสมุนไพรใด?”
“เขารู้เพียงฤทธิ์คร่าว ๆ แต่มีทราบชื่อแน่ชัดเจ้าค่ะ”
จ้าวเข่อหรันถอนหายใจ
“เช่นนั้นคงยากจะรู้ความจริง…. จะให้ข้าไปถามท่านแม่ตรง ๆ ก็มิใช่
วิสัย”
ชือเชียงก้มหน้า
“เป็นความผิดบ่าวเจ้าค่ะ ที่ตรวจไม่พบ
“ไม่ใช่ความผิดเจ้าหรอก”
จ้าวเข่อหรันส่ายหน้า
“บอกมาเถิด ว่าร่างกายชุนอี้เหนียงเป็นเช่นไร”
ชือเชียงเอ่ยช้า ๆ
“ร่างกายโดยรวมมิร้ายแรง เพียงแต่เพราะดื่มยานานปี มดลูกได้รับ
ผลกระทบ มีภาวะเย็นสะสม ท่านมักหนาวง่าย แม้ฤดูใบไม้ผลิก็ยังหนาวถึง
กระดูก…
ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ชุน เหนียงพยักหน้า
“ถูกต้อง หลังคลอดเพิงเอ๋อร์ ข้ายิ่งกลัวหนาว”
ชีอเชียงเอ่ยเสียงหนักแน่น
“ผลจากยานั้นทําให้ท่าน…. แทบไม่มีโอกาสตั้งครรภ์อีก ต่อให้ตั้งได้ ก็
ยากจะรักษาไว้จนคลอด”
ถ้อยคํานั้นราวมีดเย็นเฉือนใจ แม้ชุน เหนียงจะรู้ดีอยู่แล้ว แต่เมื่อ ถูกตอกย้ําอีกครั้ง ดวงตาก็หม่นลงอย่างห้ามไม่อยู่ จ้าวเข่อหวั่นเห็นดังนั้น
ใจเจ็บแปลบ
“ซุนอี๋เหนียง…”
ชุน เหนียงยิ้มจาง
“ไม่ต้องปลอบใจข้าหรอกเจ้าค่ะ ข้ารู้มานานแล้ว เพียงวันนี้แน่ชัดขึ้น
เท่านั้น มีเฟิงเอ๋อร์ ข้าก็พอใจแล้ว”
จ้าวเข่อหรันมองเด็กชายที่ยังยิ้มใสชื่ออยู่ข้าง ๆ ก่อนเอ่ยหนักแน่น
“ตราบใดที่ข้ายังอยู่ เฟิงเอ๋อร์จะเป็นน้องชายของข้าเสมอ ต่อให้หลว อีเหนียงคลอดบุตรชาย เขาก็ไม่มีวันแย่งสิ่งใดจากเฟิงเอ๋อ ได้ ข้าขอสาบาน”
ถ้อยคํานี้มิใช่คําปลอบ แต่คือคํามั่น ซุ่นอี้เหนียงมองนางอย่าง
ประหลาดใจ นางสัมผัสได้ คุณหนูใหญ่ผู้นี้เปลี่ยนไปแล้ว มิใช่เพียงกิริยา แต่ เป็นพลังจากภายใน
“ข้าเชื่อท่าน”
ชุน เหนียงกล่าวช้า ๆ จ้าวเข่อเพิ่งแม้ไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เมื่อได้ยิน พี่สาวบอกว่าจะปกป้องเขา เด็กหนุ่มก็ยิ้มกว้างด้วยความสุข ทว่าเขามีรู้เลย คํามั่นวันนี้ จะพลิกชะตาชีวิตเขาในวันหน้า
คืนนั้น จ้าวเข่อหรันไล่บ่าวรับใช้ทั้งหมดออกจากห้อง นางนั่งมอง จันทร์เดียวดาย ใจเต็มไปด้วยคําถาม ในจวนหลังใหญ่แห่งนี้ หญิงใดเล่าไม่ ดิ้นรน? แม้แต่มารดาของนางเอง ธิดาแห่งจวนกั๋วกง ยังต้องใช้เล่ห์กลเพื่อ
รักษาตําาแหน่ง แล้ววันหนึ่ง… นางจะกลายเป็นเช่นนั้นหรือไม่? ความหนาว เย็นแทรกซึมถึงกระดูก เสียงทุ้มอ่อนโยนดังขึ้นด้านหลัง
“ยืนรับลมเช่นนี้ ระวังจะป่วย
อ้อมแขนอุ่นโอบกอดจากด้านหลัง จ้าวเข่อหรันไม่หันกลับ เพียงเอน
กายพิงอกเขา
“ท่านมาแล้ว”
บุรุษผู้นั้นคือชื่อกูชวี่ ตั้งแต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองแปรเปลี่ยน เขา
มักมาเยือนยามค่ําา นางเองก็เฝ้ารอเขาโดยไม่เอ่ยปาก
“เจ้ารอข้าหรือ?”
เขากระชิบ
“หลงตัวเองเสียจริง ข้าแค่นอนไม่หลับต่างหาก”
เยาหัวเราะเบา
“ก็เพราะเจ้าอยู่ที่นี่ ข้าจึงมา”
นางแสร้งทําเสียงอึดอัด แต่ดวงตากลับอ่อนโยน เมื่อเขารู้ว่านาง
กังวลเรื่องครรภ์ของหลิว เหนียง เขากล่าวเรียบเฉย “หากเด็กคนนั้นทําให้เจ้าทุกข์ใจ ข้าจะทําให้เขาหายไปเอง”
คําพูดเย็นชา แต่จริงจัง จ้าวเข่อหรันสะดุ้ง ใช้ศอกกระทุ้งเขา
“นั่นชีวิตหนึ่งเลยนะเจ้าคะ!”
เขาตอบหนักแน่น
“ผู้ใดทําให้เจ้าทุกข์ ผู้นั้นไม่จําเป็นต้องมีชีวิต”
นางเงียบ ชบอกเขา นําเสียงแผ่วเบา
“ข้าสงสัย แต่ก็กลัวความจริง หากข้าขุดคุ้ยแล้วทําลายชีวิตหญิงคน
หนึ่ง ข้าจะต่างจากพวกเขาหรือไม่?”
เขาลูบผมนาง
“หากนางบริสุทธิ์ เจ้าจะทําลายได้อย่างไรเล่า? แต่หากนางมีใจคิด ร้าย นั่นก็มิใช่ความผิดของเจ้าอีกเช่นกัน” ถ้อยคําเรียบง่ายนั้น คล้ายสายลมอุ่นที่พัดปลดโซ่ตรวนในอกนางให้
คลายลงทีละน้อย
“ข้า…เชื่อท่านได้จริงหรือไม่?”
นางถามเสียงแผ่ว ราวเกรงว่าหากเอ่ยดังไป ความหวังจะสลาย เขา
โน้มหน้าลงเล็กน้อย สายตาหนักแน่นมั่นคง
“ได้สิ ชั่วชีวิตนี้ ข้าจะมีเพียงเจ้า หนึ่งชีวิต หนึ่งคู่ ไม่เปลี่ยนแปลง” นางเงยหน้าขั้นสบตา ดวงตาเปียกชื้น ทว่าเปล่งประกายราวดวงดาว
ยามราตรี
“หากท่านไม่ทอดทิ้งข้า ข้าก็จะไม่ละมือจากท่านเช่นกัน”
เยาดึงร่างบางเข้ามาในอ้อมกอดแน่น ราวเกรงว่านางจะเลือนหายไป
กับสายลม
“เราจะอยู่เคียงกันชั่วชีวิต…ชั่วนิรันดร์” ลมคั่าพัดผ่านกรอบหน้าต่าง บานไม้สั่นไหวแผ่วเบา ทว่าในอ้อมแขน
นั้นกลับอบอุ่นยิ่งกว่าใด ครู่หนึ่ง นางเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ตั้งแต่พรุ่งนี้ ข้าจะไม่อยู่ที่จวนแล้ว”
เขาชะงัก
“เจ้าจะไปแห่งใด?”
“ใกล้ถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว ข้าต้องกลับจวนเจิ้นเป่ยโหว
เขาถอนหายใจยาว ความอาวรณ์ฉายชัดในแววตา
“อีกเพียงไม่กี่วันเอง”
นางยิ้มปลอบ พลางวางมือบนอกเขาอย่างอ่อนโยน เขากระชับอ้อม
กอดแน่นขึ้น คล้ายเด็กน้อยที่หวงของล้ําค่า
“หากเราได้แต่งงานกันเสียที คงไม่ต้องลอบพบกันเช่นนี้อีก” นางหัวเราะแผ่ว เสียงใสดุจกระดิ่งเงิน
“อดทนอีกหน่อยเถิด วันนั้น…ย่อมมาถึงแน่” ค่ําคืนเงียบงัน อ้อมกอดอุ่นละมุน ในโลกที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม และคมมีด อย่างน้อย ณ ห้วงเวลานี้ พวกเขายังมีซึ่งกันและกัน