หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 92 ขึ้นสู่หอวิ่งเยวี่ย ลิ้มรสใต้แสงจันทร์
92 ขึ้นสู่หอวิ่งเยวี่ย ลิ้มรสใต้แสงจันทร์
ขณะที่จ้าวเข่อหรันกําลังนั่งรับประทานอาหารอยู่ในห้องส่วนตัวชั้นสี่
ของหอวิ่งเยวี่ยนั้น ผู้ดูแลหอซึ่งเป็นคนพานางขึ้นมากลับไม่ได้ลงไปด้านล่าง หากแต่ก้าวเท้าตรงขึ้นสู่ชั้นห้าโดยไม่รีรอ ชั้นห้ามีเพียงห้องเดียว เงียบสงบ ราวกับตัดขาดจากโลกภายนอก เขาหยุดยืนหน้าประตู เคาะเบา ๆ แล้ว ก้มศีรษะรอรับค่าสั่ง
“เข้ามา”
เสียงทุ้มเรียบนั้นดังจากด้านใน ผู้ดูแลหอจึงเปิดประตูเข้าไปอย่าง นอบน้อม ก่อนจะรายงานทุกอิริยาบถของจ้าวเข่อหรัน ตั้งแต่นางก้าวเข้า ร้าน นั่งตรงไหน สั่งอาหารอะไร แม้แต่จํานวนค้าที่นางเอ่ยก็ไม่ตกหล่นแม้ แต่น้อย บุรุษในชุดขาวซึ่งยืนอยู่ริมหน้าต่าง ฟังเงียบ ๆ ดวงตาลุ่มลึกดั่งห้วง ราตรี เขาคือ ช๊อกูลวี่ เมื่อรายงานจบลง เขาวางถ้วยชาแล้วเอ่ยเสียงราบ
เรียบ
“พอแล้ว ลงไปเถิด หากนางมาอีกในภายหน้า ให้พานางขึ้นห้องชั้นสี่ โดยตรง ห้องที่นางนั่งวันนี้ ตั้งแต่นี้ไปเป็นของนางผู้เดียว ห้ามผู้ใดใช้
“ขอรับ ท่านประมุข
ผู้ดูแลหอก้มมานับ ลอบตกใจอยู่ในใจ หญิงสาวผู้นั้นเป็นใครกัน ถึง ได้รับเกียรติเช่นนี้? ทว่าเขารู้ดี สิ่งใดไม่ควรถาม ก็อย่าได้ถาม เมื่อผู้ดูแลหอ จากไป ฮือ ชวี่ ยังคงจิบชาอย่างสงบ ทว่าดวงตากลับทอดต่ํา ราวกับจิตใจ ลอยลงไปยังชั้นสี่แล้ว บุรุษอีกผู้หนึ่งนั่งเอนกายอยู่ข้างโต๊ะ มือเท้าคาง ยิ้ม เจ้าเล่ห์ ดวงหน้าอ่อนหวานเป็นบุรุษทั่วไป หากงามยิ่งกว่าสตรีหลายคนเสีย อีก เขาคือ จื่อหยวน
“…”
เขาเอ่ยเสียงยาน
ๆ
“นางอยู่ชั้นล่างแล้วแท้ ๆ เจ้ายังจะนั่งจิบชาทําท่าสงบเสงี่ยมอีกหรือ? ไม่ได้พบกันหลายวัน มิคิดถึงเลยหรือ?”
ดวงตาฮือกูชวี่เย็นเฉียบ
“อย่าเรียกนางเช่นนั้น
น้ําเสียงเรียบ แต่แฝงคมมีด จื่อหยวนสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนหัวเราะ
กลบเกลื่อน
“โอ้ เพียงชื่อเดียวเอง ใยต้องหวงนักเล่า?”
ยังไม่ทันพูดจบ เขาก็ถูกสายตาเย็นจัดปรายมองจนต้องกลืนค้าต่อ ไปลงคอ…ชีวิตมีค่าเกินกว่าจะลองดีกับคนผู้นี้ เขาปรับสีหน้า ยิ้มอย่างผู้มี
เหตุผลในใจตนเอง
“ข้าก็แค่รักษามิตรภาพเท่านั้น มิใช่ว่ากลัว….
ๆ
ทว่า อ ชวี่หาได้สนใจเขาไม่ ใจของเขา….ลอยลงไปชั้นสี่แล้วตั้งแต่ แรก แท้จริงแล้ว ตั้งแต่จ้าวเข่อหวั่นก้าวเข้าสู่หอวิ่งเยวี่ย เขาก็รับรู้ในทันที เป็นเขาเองที่สั่งให้พานางขึ้นห้องนั้น เดิมคิดจะให้นางขึ้นมาพบกันตรง ๆ ที่ ชั้นห้า แต่เพราะนางพาสาวใช้มาด้วย เกรงจะไม่สะดวก อีกทั้งนางยังมิได้รับ มื้อกลางวัน จึงคิดว่า รอให้นางอิ่มเสียก่อนค่อยพบหน้า จื่อหยวนยังไม่เลิก ชุกชน
“อย่างไรก็พาข้าไปรู้จักแม่หนูของเจ้าหน่อยเถิด มิใช่ว่าหวงถึงเพียงนี้
หรอกนะ?”
ชือกูชวี่ยังคงนิ่งเฉย จนกระทั่งเอ่ยเสียงเบา
“รอให้นางอิ่มก่อน แล้วค่อยพบ
จื่อหยวนเบิกตากว้าง
“เมื่อครู่เจ้าพูดหรือ?”
ไร้ค้าตอบ อีกฝ่ายยิ่งยิ้มกว้างกว่าเดิม
“ข้าได้ยินแล้ว อย่าคิดปฏิเสธ
ชือ ชวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ในใจกลับเกิดความลังเล….ให้ฉี่อหยวนพบ หนูน้อยของเขา จะดีหรือ? หากนางตกใจกับความ “งามสะพรั่ง” ของผู้นี้ เล่า? ความคิดนี้ทําให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อย
จึงยิ้มเอ่ย
ด้านห้องส่วนตัวชั้นสี่ จ้าวเข่อหรันเห็นหลงเอ๋อ กับ อเชียงยืนอยู่
“มานั่งเถิด มีเพียงเราสามคน จะเกรงใจผู้ใด?”
หลงเอ๋อ ลังเล
“คุณหนู…หากมีคนเห็น…”
“ในห้องนี้จะมีใครมาเห็นเล่า? อีกอย่าง สั่งมาตั้งมากมาย จะให้ข้ากิน
คนเดียวหรือ?”
คําพูดหยอกเย้านั้นทําให้ทั้งสองหัวเราะ ก่อนจะนั่งลงร่วมโต๊ะ ไม่
นานอาหารก็ทยอยมาเรียงราย กลิ่นหอมลอยคลุ้ง
“สมกับเป็นภัตตาคารอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง”
นางเอ่ยเบา ๆ
“เร็วเสียยิ่งกว่าสายลม”
หลงเอ๋อ มองอาหารตาลุกวาว
“งดงามนักเจ้าค่ะ แม้แต่จวนเจิ้นเป่ยโหวยังไม่ประณีตเช่นนี้
ชือเชียงนั่งเงียบ แต่ในใจเข้าใจดี นี่คือการดูแลเป็นพิเศษ หลังผ่าน ไปกว่าครึ่งชั่วยาม ทั้งสามก็อิ่มหน้า หลงเอ๋อร์ลุกขึ้นหมายจะไปชําระเงินกว่า เพียงเปิดประตูออก เจอหญิงสาวผู้หนึ่งก็ยืนรออยู่ก่อนแล้ว ในมือประคอง ถ้วยตุ่นลายครามอย่างระมัดระวัง นางก้าวเข้ามาเงียบ ๆ วางถ้วยลงเบื้อง
หน้าจ้าวเข่อหรัน ก่อนค้านับอย่างนอบน้อม
“นี่คือน้ํามะพร้าวตุ๋นรังนกเลือด บํารุงกําลังอย่างยิ่งเจ้าค่ะ”
จ้าวเข่อหรันขมวดคิ้วเล็กน้อย
“พวกเรามิได้สั่งสิ่งนี้”
หญิงสาวก้มศีรษะต่ํากว่าเดิม
“นายท่านของเรามอบแด่คุณหนูเจ้าค่ะ”
ฝาถ้วยถูกเปิดออก กลิ่นหอมหวานอ่อนละมุนลอยเฉื่อยขึ้น รังนก เนื้อแน่นสีแดงเข้มวาววับอยู่ในน้ําชุปใส จ้าวเข่อหรันปรายตามอง
“ข้าไม่รู้จักนายของเจ้า ไฉนข้าต้องรับของขวัญจากเขาด้วยล่ะ?”
หญิงสาวชะงักไปครู่หนึ่ง คล้ายชั่งใจ ก่อนเอ่ยเสียงเบา
“หากคุณหนูยอมลิ้มรสสักคํา นายท่านจะขอเข้าพบที่ชั้นบนเจ้าค่ะ”
แววตาของจ้าวเข่อหรันพลันฉายประกายบางอย่าง ราวกับจับทิศทาง
ลมได้แล้ว นางยกช้อนขึ้นอย่างไม่รีบร้อน
“คุณหนู!”
หลงเอ๋อร์ร้องเสียงหลง จ้าวเข่อหรันเพียงยิ้มอ่อน รอยยิ้มสงบนิ่งดุจ
ผิวนํ้าก่อนพายุ
“ไม่เป็นไร”
เสียงนั้นเบา…แต่มั่นคงนัก แท้จริงแล้ว นางมั่นใจ เพราะชื่อเชียงมิได้
แสดงอาการใด นั่นหมายความว่าอาหารปลอดภัย รสหวานละมุนละลายใน ปาก อบอุ่นไหลสู่หัวใจ เมื่อวางช้อนลง หญิงสาวก็ส่งผ้าเปียกให้
“ตอนนี้ ข้าพบเขาได้หรือยัง?”
“เชิญเจ้าค่ะ”
หลงเอ๋อ จะตาม แต่ถูกขวาง จ้าวเข่อหรันครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ย
“พวกเจ้ารอที่นี่ ข้ารู้ว่าเขาเป็นผู้ใด”
คําพูดนั้นทําให้ทั้งชื่อเชียงและหญิงรับใช้ชะงัก
“คุณหนูรู้หรือ?”
นางยืมบาง
“เพราะมีเพียงคนเดียวที่ทําให้ชื่อเสียงไม่ขัดค้า
ชั้นห้า ประตูเปิดออก นางก้าวเข้าไปอย่างสง่างาม ทันทีที่สายตา ประสานกับบุรุษชุดขาว งยืนรออยู่ ใบหน้างดงามก็ปรากฏรอยยิ้มบาง
“เจ้าของหอวิ่งเยวี่ย…คือท่านหรือ?”
ฮือกูชวี่เดินเข้ามา จับมือนางอย่างอ่อนโยน
“เตาออกตั้งแต่แรกแล้วใช่หรือไม่?”
“เพราะข้าเชื่อใจคนของท่าน”
เขาลูบศีรษะนางเบา ๆ
“ฉลาดยิ่งนัก เจ้าตัวเล็กของข้า”
ยังไม่ทันได้ซึมซับบรรยากาศหวานชื่น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“เอ่อ…ที่นี่มิใช่โลกของพวกเจ้าสองคนเสียหน่อย”
จ้าวเข่อหรันสะดุ้ง ผลักชื่อ ชวี่ออกเล็กน้อย ก่อนหันไปมอง บุรุษใน
ชุดแตงนั่งเท้าคางอยู่ งามดั่งบุปผาแรกแย้ม ผิวขาวดุจหยก คิ้วดั่งภาพวาด ดวงตาเปล่งประกายเย้ายวน งามจนใจสะท้าน นางเผลอมองนิ่งไปครู่หนึ่ง ชือ ชวี่หน้าด้าครึ้ม หมุนศีรษะนางกลับมา
“อย่ามองเขา”
จื่อหยวนหัวเราะ
“โธ่…งามเกินก็ผิดด้วยหรือ?” เขาขยิบตาให้นาง จ้าวเข่อหรันหน้าแดง รีบอธิบายตะกุกตะกัก
“ข้าเพียงไม่เคยเห็นบุรุษ…งามเช่นนี้”
คําว่า “งาม” นั้น ทําให้ชือ ชวี่หัวเราะเบา ๆ ส่วนจื่อหยวน….หน้าชา “ข้าไม่เคยถูกชมว่า ‘งาม เช่นนี้มาก่อน”
คําพูดนางเรียบ แต่เชือดเฉือนโดยไม่ตั้งใจ บรรยากาศพลันเปลี่ยน เป็นครื้นเครงปนเขินอาย หลังแนะนําตัวอย่างเป็นทางการ ฮือ ชวี่กล่าว
เสียงเรียบง่าย
“นี่คือสหายของข้า จื่อหยวน”
จื่อหยวนรีบเสริมยาวเหยียด สรรเสริญตนเองราวบทกวีพันค้า จ้าวเข่อหรันได้แต่กลั้นยิ้ม ส่วนชื่อชวี่เพียงกล่าวสั้น ๆ “นี่คือจ้าวเข่อหรัน ว่าที่ภรรยาของข้า”
ถ้อยคํานั้น ทําให้นางหน้าแดงระเรื่อ หัวใจเต้นแรง จื่อหยวนมอง สองคนตรงหน้าอย่างพินิจ แววตาคล้ายเข้าใจ …อย่างน้อย มิใช่รักข้างเดียว ทั้งสามนั่งสนทนา บรรยากาศอบอุ่น ทว่าช่อนประกายหยอกล้อ ทันใดนั้น
เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“เข้ามา”
ซือถูหวี่เอ่ยเรียบ ประตูค่อย ๆ เปิดออก….