หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 91 ออกนอกอวน
91 ออกนอกอวน
สามวันผ่านไปดุจสายลมพัดผ่านชายคา บรรดาญาติพี่น้องต่าง ทยอยกลับมาพร้อมหน้า ณ จวนเจิ้นเป่ยโหว แม้ยังไม่ถึงเทศกาลไหว้พระ จันทร์ แต่เมื่อคนครบ ก็จําต้องร่วมโต๊ะสํารับเย็นในคืนนี้ให้สมเกียรติวงศ์ ตระกูล ยามเช้าตรู่ ชือเชียงกับหลงเอ๋อ ช่วยกันแต่งองค์ให้จ้าวเข่อหรัน เรียบร้อย หลังรับประทานอาหารเช้า นางก็หยิบตําราขึ้นอ่านดั่งเช่นหลาย วันที่ผ่านมา นับแต่เหยียบย่างเข้าสู่จวนโหวแห่งนี้ ทุกยามว่างของนางล้วน ฝากไว้กับตัวอักษรและกลิ่นหมึกจาง ๆ หลงเอ๋อร์เห็นดังนั้นก็เบะปากเล็ก
น้อย
หรือ?”
“คุณหนูเจ้าคะ หลายวันนี้ท่านอ่านหนังสือไม่หยุดเลย ไม่รู้สึกเบื่อบ้าง
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง ดวงตาอ่อนโยนแต่สงบลิก
“ไม่หรอก การอ่านหนังสือเพิ่มพูนความรู้ ขัดเกลาจิตใจ บ่มเพาะ กิริยา ยิ่งอ่านยิ่งเห็นโลกกว้างขึ้น เหตุใดจะเบื่อเล่า?”
หลงเอ๋อ ถอนใจ
“แต่คุณหนูอ่านแทบทั้งวันแล้วนะเจ้าคะ บ่าวว่าทั้งความรู้ทั้งกิริยา ของท่านก็มากพอแล้ว หากอ่านต่อไปอีก เกรงว่าจะกลายเป็นบัณฑิตจอม อ
เอาได้”
คําพูดนั้นทําให้จ้าวเข่อหวั่นหัวเราะเบา ๆ นางวางหนังสือลง
“เอาเถอะ อย่าอ้อมค้อมเลย มีอะไรในใจ พูดมาตรง ๆ เถิด”
หลงเอ๋อ หน้าบานราวดอกท้อผลิบาน
“วันนี้อากาศดีนัก ออกไปเดินเล่นกันเถิดเจ้าค่ะ! ไปเดินชมตลาด ย่อมดีกว่านั่งอยู่ในจวนอ่านหนังสือทั้งวันมิใช่หรือเจ้าคะ? สามวันที่ผ่านมา คุณหนูท่านอื่นต่างออกไปเที่ยวกันหมด มีแต่ท่านที่นั่งนิ่งดุจดอกเหมยใน
หิมะ”
จ้าวเข่อหรันเลิกคิ้ว
“ผู้อื่นออกไป ข้าจ๋าต้องออกไปด้วยหรือ? หรือว่าหลงเอ๋อร์ของข้าทน ไม่ไหวเสียแล้ว? เพิ่งอยู่จวนโหวสามวันก็จะเหี่ยวเฉาแล้วหรือ ดูท่าฮวงจุ้ยที่นี่
จะไม่เหมาะกับเจ้าเสียแล้วกระมัง”
เศร้า
ชื่อเชียงที่ยืนเงียบอยู่ข้าง ๆ กลั้นหัวเราะไม่อยู่ หลงเอ๋อร์ทําหน้า
“บ่าวคิตเพื่อท่านแท้ ๆ ท่านยังจะว่าข้าอีกหรือเจ้าคะ”
ๆ
เมื่อได้ยินคําว่า “ข้า” ในเสียงออดอ้อน จ้าวเข่อหรันก็ยอมแพ้ในที่สุด
“ก็ได้ ไปเดินเล่นสักหน่อย แต่ห้ามนาน ห้ามไกล คืนนี้ต้องร่วมโต๊ะ กับทุกคน หากไปสายเกินไป คงไม่งามนัก เจ้าไปเตรียมตัวเถิด อย่าเสียเวลา ยองตนเองเสียเล่า”
หลงเอ๋อร์รีบวิ่งออกไปด้วยความยินดี ครั้นหลงเอ๋อ ลับตา ชือเชียง
เอ่ยเสียงต่ําา
ทายาท”
“คุณหนู บ่าวมีเรื่องจะกราบเรียน”
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง
“มาจากทางฉันเชียงใช่หรือไม่?”
อเชียงพยักหน้า
“เจ้าค่ะ ทางสวนเชี่ยอวี่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติเล็กน้อย”
จ้าวเย่อหวั่นขมวดคิ้วกันที
“ชิงจูหรือ? นางคิดจะทําสิ่งใดอีก?”
แต่ อเชียงส่ายหน้า
“มิใช่เรื่องทําร้ายท่าน หากแต่เกี่ยวกับคุณหนูรอง… และองค์รัช
“อะไรนะ?”
จ้าวเข่อหรันสะดุ้ง
“หรือว่าจ้าวเย่อเหรินจะมีใจให้ไท่จื่อแล้ว? เร็วเพียงนี้เชียวหรือ?”
ชือเชียงตอบอย่างสุขุม
“หลังงานเลี้ยงที่จวนฉินถั่วกง ทั้งสองมิได้พบกันอีก ทว่าองค์รัช ทายาทส่งคนมาเชิญนางออกไปเที่ยวหลายครั้ง แต่นางยังไม่ตอบรับเจ้าค่ะ”
นะ”
จ้าวเข่อหรันแค่นเสียงหัวเราะเบา ๆ
“แสดงว่านางหวั่นไหว แต่ยังไม่กล้าก้าวข้ามเส้น เพราะมีคู่หมั้นอยู่
ดวงตาของนางค่อย ๆ ลุ่มลึกขึ้น จ้าวเข่อเหรินเป็นคนเช่นไร นางรู้ดี ยิ่งกว่าผู้ใด หากมีบันไดทองวางอยู่เบื้องหน้า นางย่อมเหยียบโดยไม่เหลียว หลัง ต่อให้ต้องเหยียบหัวใจผู้ใดก็หาได้สะท้านไม่ ทว่าบัลลังก์รายารัชทายาท นั้น… หาใช่สิ่งที่เพียงความทะเยอทะยานจะคว้ามาได้
ผู้ที่ถูกลิขิตไว้แต่ต้นคือฉินอี้เหมี่ยว บุตรสาวแห่งจวนฉินกั๋วกง ตระกูลนั้นเรืองอํานาจดุจตะวันยามเที่ยงวัน แสงเจิดจ้าจนผู้คนต้องหลบ สายตา ส่วนจวนเจิ้นเป่ยโหวของนาง แม้ยังทรงอิทธิพลอยู่บ้าง ทว่าก็เปรียบ ดั่งสุริยาที่คล้อยต่ํา แสงยังมี หากความร้อนแรงมิอาจเทียบดั่งเดิม
ในเกมชิงบัลลังก์เช่นนี้ องค์รัชทายาทย่อมเลือกอ้านาจ มิใช่เลือกหัว ใจ จ้าวเข่อหรันคลี่ยิ้มเย็น รอยยิ้มนั้นบางเบาแต่ไร้ความอบอุ่น ยิ่งจ้าวเข่อเห รินหลงระเริงอยู่ในความฝันมากเพียงใด ครั้นวันหนึ่งฝันนั้นแตกสลาย ความเจ็บปวดก็ย่อมลึกถึงไขกระดูก
“ไม่ต้องเข้าไปพัวพัน
นางเอ่ยเสียงเรียบ
“เพียงจับตาดู….ก็พอแล้ว”
นางกล่าวเรียบ ไม่นานหลงเอ๋อ ก็กลับมา พร้อมข่าวอีกข่าว
“คุณหนูรองเพิ่งออกจากจวนเจ้าค่ะ!”
จ้าวเข่อหรันชะงักเล็กน้อย แต่ก็ส่ายหน้า
“ไม่ต้องสนใจนาง ไปกันเถิด”
ทั้งสามออกจากจวนโดยมิได้ใช้รถม้า ถนนหน้าจวนคึกคัก ร้านรวง
เรียงราย เสียงหัวเราะ เสียงต่อรองราคาดังก้องไปทั่ว หลงเอ๋อร์ราวนกน้อย หลุดกรง มองสิ่งใดก็สดใหม่ จ้าวเข่อหรันมองภาพนั้นแล้วอดไม่ได้ที่จะรู้สึก
บางอย่างในใจ
ครั้งหนึ่ง นางก็เคยหัวเราะได้ง่ายดายเช่นนี้ ทว่าเมื่อได้เกิดใหม่ ทุก ย่างก้าวล้วนต้องคํานวณ ทุกถ้อยคําต้องระวัง ความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ถูก ฝังไว้ใต้ชั้นเถ้าถ่านแห่งการหักหลัง เมื่อถึงยามเที่ยง หลงเอ๋อ เสนอด้วย
ดวงตาเป็นประกาย
“ไปกินข้าวที่หอวิ่งเยว่กันเถิดเจ้าค่ะ คุณหนู”
หอวิ่งเยว่ คือภัตตาคารใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง มีห้าชั้น แบ่งฐานะ ชัดเจนดุจลําดับศักดิ์ในราชสํานัก ชั้นหนึ่งรับพ่อค้าผู้มั่งคั่ง ชั้นสองรับขุน นาง ชั้นสามสําหรับขุนนางชั้นสูงและราชวงศ์ ชั้นสี่รับเฉพาะผู้ได้รับอนุญาต จากเจ้าของ ชั้นห้า… เป็นเขตต้องห้าม เว้นแต่เจ้าของจะเชื้อเชิญเอง ไม่มีผู้ ใดรู้ว่าเจ้าของคือใคร แต่ทุกคนรู้ว่า อย่าได้ล่วงเกิน เมื่อจ้าวเข่อหรันก้าวเข้าสู่ หอวิ่งเยว่ สายตานับไม่ถ้วนจับจ้องมาที่นาง หลงเอ๋อ กระชิบ
“คุณหนู เราควรขึ้นชั้นใดดีเจ้าคะ?”
จ้าวเย่อหรั่นครุ่นคิต
“ชั้นสามกระมัง”
ทว่าผู้จัดการร้านเดินเข้ามา โค้งคํานับอย่างนอบน้อม
“คุณหนู เชิญขึ้นชั้นสี่เถิดขอรับ มีที่ว่างพอดี” ทั้งโถงชั้นล่างเงียบกริบ ชั้นสี่? เด็กสาวผู้นี้เป็นผู้ใดกัน? แม้แต่
จ้าวเข่อหรันเองยังตกตะลึง
“ท่านแน่ใจหรือ?”
“ขอรับ เชิญทางนี้”
ชือเชียงกล่าวเบา ๆ
“ในเมื่อเข็ญแล้ว เหตุใดต้องปฏิเสธ
จ้าวเข่อหรันลังเลครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า นางมิรู้เลยว่า ทันทีที่ก้าวเข้า มาในหอวิ่งเยว่ ก็มีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องนางจากที่สูง ผู้ดูแลรีบรุดมาต้อนรับ
ด้วยตนเอง พลางเชื้อเชิญนางขึ้นสู่ชั้นสี่อย่างนอบน้อม จัดเตรียมห้องรับ รองส่วนตัวไว้พร้อมสรรพ ภายในห้องมิได้โอ่อ่าฟุ่มเฟือย
หากแต่สง่างามเรียบง่าย เครื่องเรือนไม้หอมขัดเงาวาววับ ภาพ อักษรพู่กันแขวนเรียงรายบนผนัง เส้นหมึกหนักเบากอปรด้วยพลังดั่งมังกร เห็น กลิ่นบุปผาอ่อนจางลอยเปื่อยในอากาศ คล้ายตั้งใจกล่อมอารมณ์ผู้มา เยือน จ้าวเข่อหรันทอดสายตามองรอบ ๆ แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มละมุน เปี่ยม ด้วยความหมาย…
“ดูท่าเจ้าของที่นี่คงเป็นผู้มีรสนิยมลึกซึ้งนัก
และในเงามืดที่มองไม่เห็น มีใครบางคนยิ้มตอบ…