หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 94 งานเลี้ยงค่าแห่งจวนโหว
94 งานเลี้ยงค่าแห่งจวนโหว
จ้าวเข่อหรันทอดสายตามองภาพเหตุการณ์ภายในห้องนั้น
แววตา
เย็นเยียบดุจนํ้าค้างปลายฤดู ใต้ความสงบนิ่งคือเสียงหัวเราะหยันในใจ นาง มองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่ว่าองค์รัชทายาทหรือจ้าวเข่อเหริน ต่างก็ล้วน ค้านวณผลประโยชน์กันทั้งสิ้น
องค์รัชทายาทอาจมีใจเอนเอียงให้จ้าวเย่อเหรินอยู่บ้าง ทว่า….บุรุษผู้ ทะเยอทะยานเช่นนั้น จะยอมสละอํานาจเพื่อสตรีผู้หนึ่งหรือ? เป็นไปไม่ได้ ส่วนจ้าวเย่อเหรินเอง ที่พินิจพอใจองค์รัชทายาท เพราะบารมีแห่งตําแหน่ง นั้นหรอกหรือ?
ยิ่งคิดก็ยิ่งขบขัน เหตุการณ์ตกน้ําครั้งก่อนแท้จริงเป็นฝีมือของ จ้าวเข่อเหรินเองแท้ ๆ บัดนี้กลับพลิกตนเป็นผู้เคราะห์ร้ายได้หน้าตาเฉย หากหลินอีหร่านได้ยินวาจาเหล่านั้นเข้า คงเจ็บแปลบกลางใจจนพูดไม่ออก เมื่อนึกถึงตรงนี้ รอยยิ้มร้าย ๆ ก็ผุดขึ้นที่มุมปากจ้าวเข่อหรัน นางอดคาด หวังไม่ได้ ว่าจ้าวเข่อเหรินจะหาทางแก้ไขคู่หมั้นหมายที่ตนไม่พอใจนั้นอย่าง
ไร
ชื่อชวี่ซึ่งยืนมองอยู่เงียบ ๆ เมื่อเห็นรอยยิ้มซุกซนแฝงเล่ห์นั้น ก็ เผลอยกมุมปากตามโดยไม่รู้ตัว สายตาเขาในยามนี้เต็มไปด้วยเงาของนาง เขามองว่านางน่ารักนัก โดยเฉพาะรอยยิ้มบางเบาที่เหมือนจะยั่วเย้าให้เขา หลงใหล คิดแล้วก็ลงมือทันที เขาฉวยข้อมือนางดึงเข้าหา จ้าวเข่อหรันก้าลัง จดจ่ออยู่กับภาพตรงหน้า ถูกกระชากกะทันหันก็ตกใจแทบร้องออกมา ทว่า เสียงยังไม่ทันหลุดพ้น ริมฝีปากอุ่นร้อนของชื่อชวี่ก็ทาบลงมา กลืนเสียง ร้องทั้งหมดกลับคืนสู่ลําคอ
จู่โจมฉับไวไร้การเตือน นางชะงักงัน หัวใจเต้นรัวดุจม้าศึกควบ ทะยาน เขาแทรกลิ้นเข้ามาอย่างชํานาญ สัมผัสรุกเร้าเกี่ยวกระหวัดมีหยุด ยั้ง สติของนางค่อย ๆ เลือนราง ดวงตาฉ่าพร่าราวม่านหมอกยามเช้า ผ่าน ไปเนิ่นนาน ราวกับลมหายใจใกล้จะขาดห้วง เขาจึงค่อยผละออกช้า ๆ
ๆ
ร่างบางอ่อนแรงราวไร้กระดูก หากมิใช่แขนแกร่งที่โอบประคองไว้ นางคงทรุดลงกับพื้นแล้ว ริมฝีปากแดงฉ่ําถูกจุมพิตจนเปล่งประกาย
ฮือกูชวี่มองแล้วเกิดความพึงพอใจอย่างบอกไม่ถูก รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แต้มอยู่
บนใบหน้า
จ้าวเข่อหรันเบิกตากว้าง จ้องเขาเขม็งด้วยความขุ่นเคือง ทว่าสายตา
นั้นกลับไร้พิษสง มีแต่เสน่ห์ลึกล้าชวนให้ใจสั่น เขาหัวใจอ่อนยวบลงในบัต ตล เต็มไปด้วยความทะนุถนอม มีกล้าล่วงเกินต่อ เกรงว่านางจะโกรธจริง ผ่านไปครู่ใหญ่ จ้าวเข่อหรันจึงสะบัดสายตาออกจากเขา พลางเอ่ยเสียง เรียบ
“ข้าต้องกลับแล้ว คืนนี้จวนเจิ้นเป่ยโหวมีงานเลี้ยงในครอบครัว ต้อง เตรียมตัวเสียหน่อย”
แม้เขาจะอยากรั้งนางไว้เพียงใด ก็รู้ดีว่างานเลี้ยงคืนนี้สําคัญ นาง ห้ามพลาดแม้เพียงก้าวเดียว เขาจึงเพียงพยักหน้าเบา ๆ “ข้าจะไปส่งเจ้าที่ชั้นสี่
ๆ
ก่อนจากกัน จ้าวเข่อหรันหน้าแดงเรื่อ รวดเร็วประหนึ่งสายลม นาง เขย่งจุมพิตที่แก้มเขาเบา ๆ แล้วเปิดประตูเข้าไปในห้องราวหนีภัย ทิ้งชื่อชวี่ยืนยิ้มโง่งมอยู่หน้าประตู ความหวานชาบซ่านดุจน้ําผึ้งหลั่งรินใน อก เขายืนอยู่นาน ก่อนจะหันหลังจากไป พร้อมการตัดสินใจบางอย่าง การ ตัดสินใจที่จะครอบครองนางอย่างถูกต้องตามครรลอง
ครั้นกลับถึงจวนเจิ้นเป่ยโหว ยามโหย่วสือหนึ่งเค่อ ท้องฟ้าเริ่มย้อมสี ทองส้ม บรรยากาศในห้องโถงใหญ่คึกคัก แม้งานเลี้ยงยังไม่เริ่ม ผู้คนกลับมา นั่งพร้อมหน้ากันเกือบครบ โต๊ะกลมใหญ่ตั้งเด่นกลางห้อง ผู้คนล้อมนั่งตาม ลําาดับศักดิ์
จ้าวเย่อหรันกวาดตามองอย่างเงียบงัน ความคิด บช้อนประดังเข้า มา แท้จริงแล้ว สกุลจ้าวหาได้มีสตรีมากมายเหมือนตระกูลใหญ่บางแห่ง ท่านปู่มีภรรยาเพียงสองคน และอนุหนึ่งคนซึ่งสิ้นชีวิตไปนานแล้ว ทว่าหญิง สองคนนั้นล้วนมิใช่ผู้ธรรมดา
ตําาแหน่งประธานและสองฝั่งยังว่างเปล่า ครอบครัวของบิดานางนั่ง ฝั่งขวา เพราะเป็นสายใหญ่โดยชอบธรรม ฝั่งซ้ายคือรองสายที่เกิดจาก ภรรยารอง หลี่เฟย ความสัมพันธ์ภายนอกดูเรียบร้อย ทว่าภายในเต็มไป ด้วยคลื่นใต้นํ้า
จ้าวหย่งมองพี่ชายด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แต่แววตาเย็นเยียบดุจคม มีด ส่วนหลี่เฟย แม้ยิ้มละไม ทว่าความขุ่นแค้นฝังลึกมีอาจลบเลือน เมื่อท่าน โหวจ้าวหลินและภรรยาทั้งสองก้าวเข้ามา ทุกคนลุกขึ้นพร้อมเพรียง บรรยากาศหนักแน่นจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง คําทักทายถ้อยคํา รื่นรมย์ ทว่าทุกประโยคแฝงเขี้ยวเล็บ จ้าวเข่อเหรินรีบเอ่ยออดอ้อนท่านปู่ เสียง หวานหยดย้อย เรียกเสียงหัวเราะจากท่านผู้เฒ่าได้ทันที
“หลานสาวของข้า ช่างรู้จักเอาใจนัก
คําชมดังขึ้น สีหน้าผู้คนต่างกันไป บิดามารดาของนางยิ้มอย่างภาค ภูมิ ส่วนหลี่เฟย แม้ยิ้มอ่อนโยน ดวงตากลับฉายแววเย็นชา จ้าวเข่อหรันนั่ง นิ่ง เฝ้ามองละครฉากนี้อย่างเงียบ ๆ นางรู้ดี ยิ่งโดดเด่น ยิ่งตกเป็นเป้า และ แล้ว หลี่เฟย ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ําเสียงอ่อนหวานแต่เชือดเฉือน
“เย่อเหรินเติบโตแล้วจริง ๆ ได้ยินมาว่าหมั้นหมายเรียบร้อยแล้วใช่ หรือไม่? วาจาช่างอ่อนหวานเช่นนี้ ว่าที่แม่สามีคงโปรดปรานนักใช่หรือไม่”
สิ้นค้า เสียงหัวเราะเมื่อครู่พลันเงียบกริบ เรื่องภาพปลอมในงานวัน เกิดสกุลฉินยังเป็นที่เล่าลือทั่วเมือง คําพูดนี้จึงมิใช่คําชม หากคือคมมีดบางที กรีดลิกถึงศักดิ์ศรี ใบหน้าจ้าวเย่อเหรีนซีดเผือด รอยยิ้มแทบประคองไว้ไม่
อยู่
ใต้แสงโคมไฟ เงาแห่งการประชันชิงไหวพริบเริ่มเคลื่อนไหวอย่าง
เงียบงัน ค่าคืนนี้…คงมิใช่เพียงงานเลี้ยงธรรมดา หากคือสมรภูมิไร้ควันไฟ ที่ แต่ละคําพูดคืออาวุธ แต่ละรอยยิ้มคือกับดัก และจ้าวเข่อหรันนั่งสงบนิ่ง ดวงตาฉายแววเย็นเฉียบ ราวผู้ชมที่รู้ตอนจบของละครทั้งเรื่องแล้ว.