หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 96 สนทนายามราตรี ณ ตําหนักฉีเพิ่ง
96 สนทนายามราตรี ณ ตําหนักฉีเพิ่ง
ฮือ ชวี่พยักหน้าเล็กน้อย น้าเสียงเรียบสงบ
“ถูกต้อง ทําเช่นนี้จึงจะเป็นผลดีที่สุดต่อนาง”
ฮ่องเต้ซือถูหลิงจื้อทอดถอนใจยาว คล้ายยอมจํานนต่อบางสิ่งที่มี
อาจเปลี่ยนแปลง
“เอาเถิด เราจะทําตามที่เจ้าว่า ขอเพียงเจ้ายินดีเป็นพอ”
เมื่อได้รับคํารับปาก ชือ ชวี่ก็ไม่คิดอ้อยอิ่งอีก เขาหันหลังจาก ตําหนักผานหลงทันที ฝีเท้าแน่วแน่ไม่ลังเล ฮ่องเต้ซือถูหลิงจื้อมองเงาร่าง บุตรชายจากไป นิ่งงันไร้ถ้อยคํา เขารู้ดี ต่อให้ตั้งไว้ก็ไร้ประโยชน์ เด็กคนนี้…
ไม่เคยหันกลับเพราะค่ายอร้องของใคร
ครั้นฮือถูชวี่ลับตา หลี่ฝูเฉวียนก็เข้ามาเตรียมถวายงานรับใช้ ฮ่องเต้บรรทม ทว่าเพียงก้าวเข้าไป ก็เห็นฮ่องเต้นั่งพิงหัวเตียง ในมือก่าภาพ วาดหนึ่งภาพ สายตาจดจ้องนิ่งงัน หญิงในภาพยิ้มละไม งดงามจนโลกทั้งใบ หม่นหมองลงเมื่อเทียบกับนาง ต่อให้เป็นสี่สาวงามแห่งเมืองหลวงที่ผู้คนเล่า ยาน ก็ยากจะเทียมทาน ถ้อยคําจาก “ลํานําเทพีสั่ว” ยอง เฉาจื้อ คล้ายเกิด มาเพื่อบรรยายภาพ โดยแท้
ผลิ
“รูปร่างดุจหงส์ตื่นตระหนก อ่อนช้อยประหนึ่งมังกรเหินลม
งามดั่งเกสรเบญจมาศยามสารท งดงามดังสนเขียวผลิบานฤดูใบไม้
คล้ายเมฆบางบังจันทร์ ลอยละลิ่วดุจหิมะต้องลม….”
หากผู้ใดได้เห็นหญิงในภาพ จะเข้าใจทันทีว่าถ้อยคําเหล่านั้นมิได้เกิน จริงเลย ผิวพรรณขาวดุจหยก เย็นสะอาดประหนึ่งนํ้าค้างเช้า อาภรณ์สีขาว ขับให้ความงามนั้นบริสุทธิ์ราวเทพธิดา หลี่ฝูเฉวียนรับใช้ฮ่องเต้มานานที่สุด เขารู้ดี ฮ่องเต้ยังไม่อาจลืม “พระสนมเชียว” ได้เลย
หญิงงามในภาพคือเชียวกุ้ยเฟย มารดาผู้ล่วงลับของฮือกูชวี่ ความ งามล่มบ้านล่มเมืองของนาง มิได้นํามาซึ่งความสุข มีเพียงชะตากรรมอาภัพ เท่านั้น หลี่ฟูเฉวียนมีเอ่ยคําใด เพียงถอนตัวเงียบ ๆ
คั่าคืนนั้น นําหนักผานหลงเงียบงันดั่งสระน้ําไร้คลื่น แต่ในอีกฟาก หนึ่งของวังหลวง ตําาหนัก เพิ่งยังคงสว่างไสว กลางโถงใหญ่ หญิงในฉลอง พระองค์หงส์สีทองประทับบนที่นั่งสูงสุด นางคือฮองเฮาแห่งราชวงศ์ต้าลี่
หลินเฟิง
นางงดงามสง่าราวดอกเหมยท่ามกลางหิมะ มีไฟดอกไม้กลางหน้า ผากดั่งประทับตราฟ้า ชะตาเหนือผู้คน งามแต่ไม่เย้ายวน อ่อนช้อยแต่ไม่ อ่อนแอ บิดานางคือหลินจงกั๋ว อ๋องต่างแช่เพียงหนึ่งเดียวแห่งต้าลี่ ตระกูลหลินร่วมสร้างแผ่นดินกับบรรพชนฮ่องเต้ หากไร้พวกเขา ชื่อกูหลิงจื้อคงมิอาจครองบัลลังก์ได้ง่ายดาย
ทว่าหลินเฟื่องก็ไม่เคยหยิบยกบุญคุณนั้นมาเรียกร้องความโปรด
ปราน นางปกครองฝ่ายในอย่างราบรื่น สุขุม เยือกเย็น ฮ่องเต้กับนาง แม้มี ได้รักหวานล้ํา แต่ก็เคารพกันดุจแขกผู้ทรงเกียรติ เบื้องล่างคือองค์รัช ทายาท ฮือถูเทียน โอรสที่นางให้กําเนิด สองแม่ลูกดื่มชาเงียบงันเนิ่นนาน จนฮองเฮาวางถ้วยลง
“ทําได้ไม่เลว ความอดทนของเจ้าใช้ได้ แต่ยังขัดเกลาได้อีก”
ไท่จื่อฮือถูเทียนยิ้มบาง มีหลงระเริง
“ลูกจะพยายามต่อไป ไม่ให้เสด็จแม่ผิดหวัง”
ฮองเฮาพยักหน้า ก่อนเปลี่ยนเรื่องอย่างเย็นชา
กล่าวต่อ
“แต่เรื่องสตรี เจ้าควรทําให้ดีกว่านี้มิใช่หรือ?”
รัชทายาท หน้าตึง
“เสด็จแม่ทรงได้ยินสิ่งใดมา?”
“เจ้าคิดว่าข้าควรได้ยินอะไร?”
นํ้าเสียงเย็นเฉียบ
“เช่นเรื่องที่เจ้าพัวพันกับจ้าวเย่อเหรินยังงั้นหรือ?”
ไท่จื่อฮือ เทียนแววตาวูบไหว เขาไม่ชอบให้ชีวิตถูกจับตา ฮองเฮา
“นางเป็นคู่หมั้นของชื่อจื่อจงอี้โหว ฐานะมิอาจคู่ควรเจ้า อีกทั้งงาน เลี้ยงบ้านฉินกั๋วกง ข้ารู้ทุกอย่าง นางเช่นนั้นจะเป็นไท่จื่อเฟยได้อย่างไร?” ไท่จื่อซือถูเทียนตอบอย่างสงบ
“ลูกเพียงสนใจ หากนางถอนหมั้นได้ ก็ให้เป็นเพียงชายารอง หากมี ได้ ลูกย่อมไม่รับไว้ สิ่งใดสําคัญ ลูกย่อมรู้ดี”
นํ้าหนัก”
ฮองเฮาจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“หากเจ้าชอบ ก็รับเป็นอนุได้ ตระกูลเจิ้นเป่ยโหวแม้ตกต่ํา แต่ก็ยังมี
แล้วนางเอ่ยถึงชื่อหนึ่ง
“ฉินอี้เหมี่ยว แห่งจวนฉินถั่วกง เจ้าคิดเช่นไร?”
ไท่จื่อ อ เทียนมีแปลกใจ
“เหมาะสมยิ่ง ลูกพอใจให้เสด็จแม่ทรงจัดการ”
ฮองเฮาพึงพอใจนัก แต่แล้วนางถาม ม
“ฮือกูหานมีความเคลื่อนไหวใดหรือไม่?”
บทสนทนาแปรเปลี่ยนเป็นเรื่องการชิงอํานาจ ฮองเฮากล่าว
ถึงอวิ๋นกุ้ยเฟยด้วยถ้อยคําประชดประชันเจ็บแสบ
นั้น!”
“นางคิดว่าฮ่องเต้รักนางจริงหรือ? ก็แค่ใบหน้าคล้ายเชียวเชียวเท่า
ไท่จื่อ อกูเทียนตกตะลึง
“เขียวเชียว?”
“มารดาของซือถูกวี่ อดีตกุ้ยเฟยผู้เลื่องลือ”
แววตาฮองเฮาวูบวาบด้วยความชิงชัง
“งามล่มเมืองแล้วอย่างไร? สุดท้ายก็ต้องตายอย่างเดียวดาย”
เมื่อเอ่ยถึงอดีต ความเกลียดชังลึกซึ้งเกินควบคุม ไท่จื่อฮือ เทียน
เริ่มสงสัย แต่ฮองเฮาตัดบท
ยาต
“อย่าได้กล่าวเรื่องนี้อีก”
ครั้นองค์รัชทายาทเสนอจะดึง อ ชวี่มาเป็นพวก ฮองเฮาปฏิเสธเด็ด
“ตราบใดที่ย้ายังอยู่ เจ้าห้ามยุ่งเกี่ยวกับบุตรของนางผู้นั้น!”
คําพูดเต็มไปด้วยไฟริษยา ความเกลียดฝังรากลึกจนยากถอน
ไท่จื่อ อกูเทียนอดทนเกลี้ยกล่อม
“ผู้ใดคิดยิ่งใหญ่ย่อมไม่ยึดติดเรื่องเล็ก หากลูกขึ้นครองบัลลังก์ วัน
นั้นจะจัดการเขาก็ยังไม่สาย”
แต่ฮองเฮายังคงดื้อรั้น
“พอ! หากเจ้ายังเห็นข้าเป็นมารดา ก็เลิกคิดเสีย!”
ๆ
ไท่จื่อซือ เทียนจ๋าต้องรับคํา แต่ในใจกลับวางแผนต่อเงียบ ๆ เมื่อ เขาจากไป ฮองเฮานั่งนิ่งอยู่ลําพัง นางเคยคิดว่าลืมอดีตได้แล้ว แต่เพียงเอ่ย นามเขียวเชียว หัวใจก็ราวถูกมีดกรีด
“หากมีกลัวความลับปีนั้นถูกเปิดโปง ชื่อชวี่จะมีชีวิตถึงวันนี้หรือ…”
ดวงตานางเย็นเยียบ ราวนํ้าแข็งพันปี ในความเงียบสงัดนั้น ลมกลาง คืนพัดผ่านสําหนักฉีเฟิง คล้ายเสียงกระซิบของอดีตที่ยังไม่จางหาย