หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 95 เข่อหรินคลี่คลายสถานการณ์ สนทนายามราตรี
95 เข่อหรินคลี่คลายสถานการณ์ สนทนายามราตรี
ณ ตําหนักผานหลง
บรรยากาศในห้องโถงใหญ่พลันเงียบงันราวถูกแช่แข็ง ไม่มีผู้ใดเอ่ย
คําใดออกมา ความอึดอัดค่อย ๆ แผ่ท่านไปทั่วทั้งโต๊ะอาหาร ราวหมอกหนา โบกดทับหัวใจผู้คน ไม่ว่าจะเป็นท่านปู่โหวจ้าวหลิน ท่านย่าเซียวหลิง จ้าวชง หรือฉันเชียงเหอ สีหน้าล้วนเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะ ท่านโหวจ้าวหลิน ดวงตาคมกรีบตวัดมองท่านย่าหลี่เฟย อย่างตําหนิรุนแรง
จ้าวเข่อหรันมองภาพตรงหน้าแล้วทอดถอนใจในใจ ท่านย่าหลี่ผู้นี้ ช่างแทงถูกจุดเจ็บของผู้อื่นนัก ทว่าดูท่าคงโกรธจนเสียสติไปชั่วครู่ จึงเผลอ เอ่ยวาจาฝืนใจท่านปู่เช่นนี้ ปกติแล้ว นางย่อมไม่กล้าทําเรื่องที่ขัดใจท่านปู่ จ้าวหลินโดยเด็ดขาด
แต่ความเงียบงันเช่นนี้ช่างทําให้หายใจไม่ทั่วท้อง ดูท่าวันนี้จะเป็น “ งานเลี้ยงหงเหมิน” เสียแล้ว โชคดีที่ช่วงบ่ายนางกินอิ่มมาพอควร ยังแอบ หยิบขนมรองท้องก่อนมา มิฉะนั้นคงเหนื่อยทั้งกายทั้งใจเป็นแน่ หากยังไม่มี ผู้ใดออกมาแก้สถานการณ์ เกรงว่าทั้งโต๊ะคงจบลงด้วยความกระอักกระอ่วน ยิ่งกว่าเดิม จ้าวเข่อหรันสูดลมหายใจลึก ฝืนยิ้มอย่างนุ่มนวล เอ่ยขึ้นอย่าง สุภาพ
“ขอบพระคุณท่านย่าหลี่ที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ แต่ท่านน้องเข่อเหริน กับหลิน อจื่อก็นับว่าเป็นคู่ที่ฟ้าประทานมิใช่หรือ? อีกทั้งเรื่องหมั้นหมายนี้ ท่านปู่ก็เห็นชอบอย่างยิ่ง เชื่อว่าท่านปู่คงยินดีที่น้องสาวได้คู่ครองที่เหมาะ สมเช่นนี้มิใช่หรือเจ้าคะ?”
คําพูดประโยคเดียว ทําให้ทุกสายตาหันมามองนางพร้อมกัน ใน ความทรงจําของทุกคน จ้าวเข่อหรันคือเด็กหญิงก้มหน้า พูดน้อย ไม่เคยเอ่ย ปากในที่สาธารณะ แต่วันนี้ นางตอบคําถามได้อย่างเฉียบคม สุภาพ ทว่าสง่า งาม มั่นใจจนยากละสายตา นางเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อใดกัน?
ถ้อยคําของนางทั้งคลี่คลายคําเหน็บแนมของหลี่เฟย ทั้งไม่เสีย
มารยาท อีกทั้งยังเตือนเป็นนัย ว่าการหมั้นหมายนี้ได้รับความเห็นชอบจาก ท่านปู่จ้าวหลินแล้ว ผู้ใดจะวิจารณ์ก็เท่ากับหักหน้าท่านปู่ ท่านโหว จ้าวหลินหัวเราะเบา ๆ
ที่สุด”
“ถูกต้องแล้ว เข่อหรันพูดได้ตรงใจข้ายิ่ง การแต่งงานครั้งนี้เหมาะสม
สายตาที่มองหลานสาวเต็มไปด้วยความชื่นชม เด็กหญิงขี้อายผู้นั้น เติบโตเป็นหญิงสาวสง่างามตั้งแต่เมื่อไร? หากนางมีความงามสักครึ่ง
ยองเย่อเหริน อนาคตคงไกลเกินคาด เชียวหลิงเองก็ต้องหันมาพิจารณา หลานสาวที่เคยมองข้าม
ส่วนจ้าวซงกับฉันเชียงเหอ โดยเฉพาะฝ่ายมารดา ดวงตาเปี่ยมด้วย ความปลาบปลื้ม แต่จ้าวเข่อเหรินกลับรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแนบ เนียน รอยยิ้มยังประดับบนใบหน้า ทว่าลึกลงไปในดวงตากลับเต็มไปด้วย ความเคียดแค้น นางมิได้โกรธหรี่เฟยที่ทําให้อับอาย หากกลับโกรธผู้ที่ออก
หน้าช่วยนางต่างหาก
ในสายตานาง คําพูดของจ้าวเข่อหรันมิใช่การช่วยเหลือ แต่คือการ ตอกย้ําา การหมั้นหมายนี้เหมาะสมเสียยิ่งกว่าเหมาะสม! จ้าวเข่อหวั่นย่อมรู้ดี ว่าอีกฝ่ายไม่มีวันชาบซึ้ง แต่ที่นางเอ่ยเช่นนั้น มิใช่เพื่อช่วย หากเพื่อปิดทาง
จ้าวเข่อเหรินกําลังคิดถอนหมั้นมิใช่หรือ? ถ้าทุกคนเชื่อมั่นว่าทั้งสอง
คือคู่เหมาะสม การยกเลิกย่อมไม่ง่ายดาย หลี่เฟย ยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“เข่อหรัน เจ้าโตขึ้นจริง ๆ พูดจาฉะฉานนัก แม้แต่ข้ายังต้องยอม
น้ําเสียงฟังดูชื่นชม แต่แฝงคมเข็ม จ้าวเข่อหรันยิ้มละมุน “ท่านย่าหลี่กล่าวเกินไปแล้วเจ้าค่ะ ข้าเพียงพูดความจริง หากมีสิ่งใด ผิดพลาด ขอท่านย่าหลี่โปรดชี้แนะด้วย
หลี่เฟย ถึงกับจนคําพูด จะกล่าวว่านางผิดได้อย่างไร? หากพูดว่า ผิด ก็เท่ากับตบหน้าจ้าวหลิน สุดท้ายทําได้เพียงหัวเราะฝืด ๆ
“ไม่ผิด ไม่ผิด เจ้าพูดถูกต้อง”
แม้ยื้ม แต่แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาต เซียวหลิงที่นั่งดูอยู่ด้าน ข้างกลับรู้สึกสะใจนัก ศัตรูคู่อาฆาตต้องกลืนคําพูดตนเองต่อหน้าเช่นนี้ ช่าง หายแค้นยิ่งนัก ท่านปู่จ้าวหลินจึงตัดบท
เลย”
เล่า?”
“พอเถิด ยากนักที่ครอบครัวจะได้ร่วมโต๊ะ อย่าพูดเรื่องพวกนี้อีก
จากนั้นปรายตามองหลี่เฟย
“หากเจ้าว่างนัก ไยไม่เตรียมตัวงานเลี้ยงจันทร์เพ็ญในวังที่จะถึงนี้
หลี่เฟยแม้อัดอั้น แต่จ๋าต้องก้มหน้ารับคํา ค่ําคืนนั้นจบลงอย่างสงบ แม้มิได้อบอุ่น หากก็ไร้เหตุวุ่นวาย จ้าวเข่อหรันกลับถึงห้อง ล้างหน้าเปลี่ยน อาภรณ์ แล้วหลับลึกแทบในทันที ทว่าในยามที่ผู้คนหลับใหล วังหลวงกลับมี บางสิ่งกําลังก่อตัว ตี๋าหนักผานหลงในยามราตรี
ณ นําหนักผานหลง อันเป็นที่ประทับของฮ่องเต้ทุกพระองค์ เพดาน ไม้จันทน์ าแกะสลักเป็นคาน โคมแก้วหยกประดับประกาย ไข่มุกเรียงร้อย เป็นม่าน เสาทองตั้งตระหง่าน เตียงไม้กฤษณากว้าง ก อ แขวนม่านแพร บางปักลายดอกให่ถังด้วยด้ายเงิน สะท้อนแสงใข่มุกเหนือศีรษะดุจดวง จันทร์ พื้นหยกขาวฝังทอง แกะสลักเป็นดอกบัวห้าก้าน งดงามดุจเหยียบ
ย่างบนกลีบบัวหยก
ค่ําคืนนี้ ฮ่องเต้แห่งต้าหลี่ ชื่อหลิงจื้อ มิได้เรียกหาสนมใด เตรียม จะบรรทมเพียงลําพัง แต่แล้วขันทีน้อยวิ่งเข้ามาคุกเข่า
“กราบทูล ฝ่าบาท ท่านอ๋องสวี่เสด็จมา รออยู่ด้านนอกพ่ะย่ะค่ะ!” ฮ่องเต้ อกูหลิงจื้อชะงัก
“ชวี่เอ๋อร์มาเวลานี้?”
ไม่นาน ฮือ ชวี่ก็ก้าวเข้าสู่ตําหนัก เขามิได้คุกเข่า ไม่ได้ถวายบังคม เพียงยืนสงบนิ่ง หากสิ่งน่าประหลาดคือ ฮ่องเต้มิได้กริ้ว กลับสั่งให้ทุกคน ถอยออก และตรัสด้วยน้ําเสียงที่มิใช่ “เรา” แต่เป็น “ข้า
“ชวี่เอ๋อร์ เจ้ามิได้มาหาข้าเนิ่นนานแล้ว วันนี้มีเรื่องใดหรือ?”
ในใจฮ่องเต้เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด หากมิใช่เพราะเขา หญิงคนรัก คงไม่สิ้นใจอย่างคับแค้น บุตรชายผู้นี้คงมีห่างเหินเช่นนี้ ชื่อชวี่เอ่ยเรียบ ๆ
“ข้ามีเรื่องจะให้ท่านช่วย”
หัวใจผู้เป็นบิดาพลันสั่นไหว
“เรื่องอันใด?”
คําตอบถัดมา ทําให้ ง าหนักเงียบงัน
“ข้ามีคนรักแล้ว”
ฮ่องเต้ตะลึง ก่อนถามเสียงแผ่ว
“นางเป็นใคร?”
แววตาฮือถูชวี่อ่อนโยนลงอย่างที่ไม่เคยเห็น
“นางชื่อจ้าวเข่อหรัน หลานสาวสายตรงของเจิ้นเป่ยโหว บุตรี
ของไท่ซือจ้าวชง”
ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว
“ฐานะเช่นนั้น…ไม่คู่ควรกับเจ้า นางช่วยอะไรเจ้าบนเส้นทางชิง
บัลลังก์ไม่ได้”
ตนเอง”
ทุกถ้อยคําคือความหวังดี แต่ชื่อชวี่ยิ้มเย็น
“ข้าไม่ต้องการหญิงใดมาปูทาง หากจะชิงบัลลังก์ ข้าจะทําด้วยกําลัง
ฮ่องเต้ชะงัก นี่คือบุตรชายที่เคยปฏิเสธราชบัลลังก์ บัดนี้กลับเอ่ยคํา
ว่าชิงบัลลังก์ด้วยความแน่วแน่
“เช่นนั้นยิ่งต้องแต่งภรรยาที่เกื้อหนุนเจ้า ส่วนจ้าวเข่อหรัน หากเจ้า ชอบ ก็รับเป็นชายารองเถิด แค่ต่างกันที่ฐานะ หากนางรักเจ้า คงไม่ถือสา
คําพูดนั้น ทําให้แววตา อวี่เย็นเฉียบ
“เหมือนที่ท่านทํากับมารดาข้าหรือ?”
ประโยคเดียว แทงลึกถึงบาดแผลในใจฮ่องเต้
“ข้าจะไม่เดินตามเส้นทางที่ท่านเคยเลือก และจะไม่ปล่อยให้คนที่ข้า
รักต้องจบชีวิตเช่นมารดาข้า”
เยากล่าวช้ต
“หญิงที่ข้ารัก ข้าจะไม่ให้นางถูกลดศักดิ์ศรี หากแม้แต่นามยังให้มิได้
ช้ายังจะเอ่ยคําว่ารัก อนางได้อย่างไร”
ฮ่องเต้หลับตา ถอนใจยาว สุดท้ายพยักหน้า
“แล้วเจ้าต้องการให้ข้าช่วยอย่างไร? พระราชทานสมรสหรือ?”
“ยังไม่ถึงเวลา”
ชือกูชวี่ส่ายหน้า
“ข้าเพียงต้องการยกระดับฐานะนางก่อน”
ฮ่องเต้ประหลาดใจ
“จะให้รับเป็นบุตรบุญธรรมตระกูลใดหรือ?”
ซือกูชวี่หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งจากอกเสื้อ ยื่นให้ ฮ่องเต้เปิดอ่าน สี
หน้าเปลี่ยนฉับพลัน
“เจ้าคิดจะ?”
เสียงนั้นเต็มไปด้วยความตกตะล…..