หวนคืนสู่วันสิ้นโลกด้วยระบบวิวัฒนาการ - บทที่ 51 สู้กลับ
บทที่ 51
สู้กลับ
บรรดาเจ้าหน้าที่ต่างมีอคติต่อเฉินเทียนเซิง คาดเอาไว้อยู่แล้วว่าเจ้าตัวต้องก่อเรื่อง ทว่านึกไม่ถึงว่าจะออกคำสั่งกันแบบนี้ ช่างไม่เคารพกฎเกณฑ์ของกลุ่มแม้แต่น้อย
ทีมกู้ภัยโดยเฉพาะหัวหน้าทีมย่อยกรูกันเข้ามารายล้อมเขา
“พูดมาให้ชัดนะ คุณหมายความว่ายังไง?”
เฉินเทียนเซิงกวาดสายตามองโดยรอบ ก่อนกวักมือพลางย่อตัวลง
ทุกคนจ้องเขาด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าเขากำลังจะทำอะไร
ก่อนเห็นเขาหยิบหินขึ้นมาวาดบนพื้นพร้อมอธิบาย
“ดูนี่นะ ใช้เดินทางจากเขตปลอดภัยไปเขตพัฒนา 4 ชั่วโมง เสียเวลาทั้งหมดไปกับการเดินทาง ฉันสังเกตแล้วว่ามี ซอมบี้ไม่มากในเขตพัฒนา ไม่ได้อันตรายนักหรอก”
“ผมเลยวางแผนจะจัดตั้งพื้นที่หน้าด่านไว้ที่ห้างในเขตพัฒนาเพื่อช่วยเหลือผู้รอดชีวิตในห้าง พวกคุณตั้งจุดช่วยเหลือที่นี่ รับผิดชอบแค่รับส่งและขนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้”
“พื้นที่หน้าด่าน จุดช่วยเหลือ และทีมขนส่งจะทำให้การกู้ภัยรวดเร็วขึ้นมาก การจัดการแบบนี้มีประสิทธิภาพกว่าที่ทำกันมา เข้าใจไหม”
เขาโยนหินทิ้ง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารอยู่ในอาการ งงงัน
ใครบางคนเอ่ยขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นก็เสี่ยงเกินไปสำหรับคนอยู่พื้นที่หน้าด่าน ที่ต้องคอยระวังการโจมตีจากซอมบี้ตลอดเวลาน่ะสิ”
“เหอะ ใครจะอยู่ก็อยู่ไป ฉันคนหนึ่งไม่อยู่ด้วยหรอ””
“ฉันก็ไม่อยู่เหมือนกัน”
พวกเขาต่างร้องโอดครวญและแสดงความเห็นออกมา
เฉินเทียนเซิงมองหัวหน้าทีมก่อนเอ่ยเสียงแข็ง
“ผมต้องการแค่ 10 คน มีคนไหนกล้าบ้าง เร็วเข้า!”
สิ้นเสียงตะโกนของเฉินเทียนเซิง เจ้าหน้าที่ทหารทุกคนเลือดลมพลุกพล่านขึ้นมา แม้จะไม่ชอบใจ แต่หากกล้าทำให้ทั้งกลุ่มอับอายขายหน้าคงถูกประณามรายตัว
หัวหน้าทีมกู้ภัยอย่างหวังเฟิงกัดฟันกรอด ก่อนตอบเสียงเข้ม
“ผมจะอยู่ ใครที่ยินดีจะอยู่กับผม รายงานตัวมา!”
“ผม หวังไค หน่วยพิเศษทีมกู้ภัยจะอยู่ครับ!”
“ผม เจ้าเทียนอวี่ ทีม 7 ยินดีอยู่ที่นี่ครับ”
“ผม หลี่เฮ่าจะอยู่ครับ”
ทันใดนั้นอีก 6 คนรับอาสา พวกเขาต่างเป็นเจ้าหน้าที่จากทีมย่อย
สวี่หว่านชิงที่เป็นอาสาสมัครยกมือด้วยเช่นกัน
“ฉันเองก็จะอยู่ค่ะ”
น้องชายหัวโล้น อาสาสมัครข้างเธอรีบรั้งเธอเอาไว้
“เข้าไปยุ่งวุ่นวายเปล่า ๆ อย่ารนหาที่ตายเลย”
หัวหน้ากองกำลังอีกกลุ่มเอ่ยทักท้วง
“หวังหยางอย่าเพิ่งบุ่มบ่ามไป การกระทำของ เฉินเทียนเซิงยังไม่ได้รับอนุญาต มันเป็นการทำโดยพลการ!”
แน่นอนว่าหวังเฟิงรู้ว่ามันเป็นการกระทำโดยพลการ ทว่าเขารู้สึกว่าสิ่งที่เฉินเทียนเซิงอธิบายมีเหตุผล แม้แผนจะดูสุดโต่งแต่ก็คุ้มค่าแก่การลอง
หากจัดตั้งพื้นที่ด่านหน้าสำเร็จ จะสะดวกต่อการปฏิบัติการในอนาคต ประสิทธิภาพการกู้ภัยจะพัฒนาขึ้นมาก
หวังหยางยืนกรานหนักแน่น
“อย่าพยายามโน้มน้าวผมเลย เพื่อนร่วมชาติของเรากำลังลำบาก ต่อให้เสี่ยงชีวิตก็ต้องยอม”
“หัวหน้าหวัง คุณเชื่อใจเขาเหรอ”
หัวหน้าอีกคนถามขึ้นอย่างจริงจัง พลางพยักพเยิดไปทางเฉินเทียนเซิงด้วยสีหน้าไม่ไว้วางใจ
“เชื่อหรือเปล่าก็ไม่ควรหาเรื่องกันตอนนี้ พอทีมกู้ภัยไปถึงห้างในเขตพัฒนาช่วงบ่าย ตอนนั้นคุณก็จะรู้เอง”
หลังเฉินเทียนเซิงว่าจบก็ก้าวไปข้างหน้า ก่อนชี้กลุ่มผู้รอดชีวิตบนรถบรรทุก
“ลงจากรถแล้วขึ้นคันอื่นไปเขตปลอดภัย”
พวกเขาไม่รู้จักชายหนุ่มมาก่อน
“ทำไมล่ะ คุณเป็นใคร”
“ทำไมเราต้องเชื่อฟังคุณด้วย”
พวกเขารีบมากอยู่แล้ว เฉินเทียนเซิงกลับมาทำเรื่องยุ่งยาก ทำให้พวกเขายิ่งร้อนใจ
“พวกเรามีกันตั้งหลายคน จะไปอัดกันในรถพวกนั้นพอได้ยังไง”
“ทำตัวน่าขายหน้าแบบนี้ คอยดูเถอะ เราจะร้องเรียนคุณ!”
เฉินเทียนเซิงไม่ใช่สมาชิกกองกำลัง จึงไม่คุยง่ายเหมือนคนพวกนั้น
“รีบลงจากรถซะ ไม่งั้นอย่ามาหาว่าผมเสียมารยาท”
“นี่ ๆๆ ฉันไม่ยอมทำตามหรอกนะ”
คุณป้าวัยกลางคนเท้าเอว สีหน้าเย้ยหยันคล้ายสื่อว่าคุณจะมีปัญญาทำอะไรฉันได้
ไม่แปลกที่เธอจะคิดเช่นนั้น คนทั่วไปต่างรู้สถานะของนายทหารจีน หากเป็นอาชีพอื่น เช่น ผู้บริหารระดับสูงในเมือง อาจพอมีอำนาจ แต่สำหรับนายทหารอย่าได้คิดริลองดีเชียว
ทว่าเธอมั่นใจกับผิดคนแล้ว เฉินเทียนเซิงไม่ใช่ทหาร มีหรือจะยอมปล่อยเธอทำตามอำเภอใจ
เขาปีนขึ้นกระบะหลังรถ เดินขึงขังไปหาเธอ
“นี่ ๆ คุณจะทำอะไรน่ะ? จะบอกให้นะว่าลูกชายฉัน…”
เขาอุ้มเธอขึ้นทันที
“ถ้าไม่ลงไปเอง ผมจะช่วยพาคุณลงไปเอง!”
เขาฉวยโอกาสช่วงชุลมุนโยนคุณป้าวัยกลางคนใส่รถบรรทุกอีกคันทันทีด้วยท่าทีไม่ทะนุถนอม
“โอ๊ย จะฆ่ากันหรือไง ฉันไม่ปล่อยคุณไว้แน่ ลูกชายฉันเป็นถึงหัวหน้าเขต กล้าทำกับฉันแบบนี้ได้ซวยแน่”
เฉินเทียนเซิงไม่ฟังคำเธอแต่อย่างใด ทำเพียงสอดส่ายสายตาเยือกเย็นมองโดยรอบ
“ยังไม่ออกมาอีก จะรอให้ผมไปช่วยพาพวกคุณลงมาหรือไง?”
คนทั่วไปไม่เคยพบเจอคนแบบนี้ พวกเขารีบทยอยลงไปขึ้นรถอีกคัน โดยไม่กล้าพูดจาเหลวไหลอีก
นายทหารทุกคนต่างตะลึง พวกเขาคิดว่าเฉินเทียนเซิงจะยอมแพ้ นึกไม่ถึงว่าวิธีการรุนแรงจะได้ผลดีขนาดนี้ ทำให้คนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี หากรู้ก่อนหน้านี้คงทำแบบเดียวกัน บางทีเมื่อไม่กี่วันก่อนอาจไม่สูญเสียพี่น้องและเกิดการบาดเจ็บ
เฉินเทียนเซิงปรบมือก่อนบอก
“ทหารแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม หลังส่งอาสาสมัครกลับไปยังเขตปลอดภัย เราจะนำคนไปยึดครองพื้นที่หน้าด่าน กลุ่มบุกเบิกตามผมมา ออกเดินทางได้!”
สิ้นคำก็กระโดดลงจากกระบะรถ รีบกลับมาขึ้นรถบรรทุกและติดเครื่องยนต์เร่งความเร็ว และค่อย ๆ เลี้ยวออกไป
เมื่อสถานการณ์เป็นไปแบบนี้ นายทหารคนอื่นไม่มีทางเลือกนอกจากฝืนทนทำตาม พวกเขาส่งอาวุธปืนในครอบครองให้กับทีมของหวังหยาง
“รับเอาไว้ อย่าลืมป้องกันตัวเอาไว้ให้ดี!”
“อย่าทำเรื่องเสี่ยงเกินไป ต้องกลับมากินเหล้าด้วยกันอีกให้ได้”
แม้ไม่เต็มใจจะจากไป แต่หน้าที่สำคัญกว่ามิตรภาพ จึงทำได้เพียงมองรถบรรทุก 2 คันขับกลับเข้าไปในเขตพัฒนา
“เราก็ไปกันเถอะ รีบกลับไปรายงานสถานการณ์ที่เขตปลอดภัยกัน”
……
รถ 2 คันขับตามกันกลับเข้ามาในเขตพัฒนา ก่อนจอดลงใกล้ห้างสรรพสินค้า
4 คนรีบลงมาจากรถ เฉินเทียนเซิงตะโกนสั่ง
“หยางเซวี่ย ลัวหลง ลัวเฟิง จัดการซอมบี้ที่เหลือแถวนี้ให้หมด ทีมกู้ภัยไปชั้นใต้ดินของห้าง”
เมื่อนายทหารกระโดดลงมาจากรถ พวกเขาเห็น เฉินเทียนเซิงรีบวิ่งไปอีกฟากถนน จัดการเปิดฝากระโปรงรถอย่างแข็งขัน
หวังหยางถือปืนในท่าที่ถูกต้องเข้ามาหา ก่อนหยุดอยู่ข้างหน้าต่างและถาม
“คุณทำอะไร”
“กำลังชำแหละรถไง”
เฉินเทียนเซิงถอดแบตเตอรี่รถออกมา จากนั้นจึงถีบไฟหน้าอย่างแรง เป็นอีกครั้งที่เขาทำเรื่องแผลง ๆ ในสถานการณ์คับขัน และเมื่อไฟหน้าหลุดออกมาก็โบกมือขณะตะโกน
“ทุกคน ตามผมเข้าไปในห้าง!”
เฉินเทียนเซิงเดินนำทีมกู้ภัย หยางเซวี่ยว่องไว ไม่กี่อึดใจเธอก็มาโผล่ข้างเขา ส่วนลัวหลงกับลัวเฟิงช้ากว่า รอจนกว่าทุกคนผ่านประตูห้างเข้าไป ทั้งสองจึงจุดไฟก่อนถอยเข้าไปในห้าง
สิ่งที่หลงเหลือด้านนอกมีเพียงกลิ่นไหม้จากกองไฟ และกลิ่นเหม็นของซากศพที่คละคลุ้งในอากาศ