หวนคืนสู่วันสิ้นโลกด้วยระบบวิวัฒนาการ - บทที่ 52 ห้างสรรพสินค้าในเขตพัฒนา
บทที่ 52
ห้างสรรพสินค้าในเขตพัฒนา
ห้างสรรพสินค้าในเขตพัฒนาเคยเป็นพื้นที่เกษตรกรรมมาก่อน ก่อนถูกผู้พัฒนาซื้อไปเปลี่ยนเป็นห้างสรรพสินค้า เรียกได้ว่าห้างแห่งนี้กว้างขวางมากทีเดียว
ทั้งอาคารถูกสร้างในทรงเหลี่ยม ตั้งอยู่บริเวณรอบนอกของเขตพัฒนา กินพื้นที่หลายพันตารางเมตร ทั้งยังมีซูเปอร์มาร์เก็ตและลานจอดรถชั้นใต้ดิน รวมแล้วทั้งหมด 7 ชั้น
ชั้นแรกมีประตูเข้าออก 4 ทางตามทิศเหนือใต้ออกตก ขอเพียงป้องกันประตูทั้งหมดเอาไว้ให้ดี การใช้ห้างแห่งนี้เป็นแหล่งที่อยู่ของผู้รอดชีวิตนับหมื่นคนไม่ใช่เรื่องยากเย็น
ชาติก่อนทีมกู้ภัยก็ทำแบบนี้เช่นกัน ใช้ห้างสรรพสินค้าเป็นด่านหน้าในการคมนาคม ขนส่งอาวุธ ปรับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ และส่งตัวผู้รอดชีวิต ทั้งหมดถูกจัดการที่นี่
เฉินเทียนเซิงยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ว่าห้างนี้ถูกใช้เป็นพื้นที่ด่านหน้าอยู่เกือบปีครึ่ง ก่อนในที่สุดมันจะถูกทำลายเพราะการโจมตีของสัตว์กลายพันธุ์ระดับสูง ทำให้ถึงคราวพังทลายของห้างด่านหน้าแห่งนี้
ทว่าตอนนี้มันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด อย่างน้อยภายในปีแห่งหายนะนี้ก็คงไม่เกิดวิกฤตครั้งใหญ่
เขาเดินนำหน้าพร้อมแบตเตอรี่ในมือหนึ่ง ส่วนอีกข้างถือไฟหน้าเอาไว้
สมาชิกทีมกู้ภัยเดินถือปืนตามมาด้วยท่าทีเคร่งเครียด หวังไคสมาชิกทีมพึมพำกับตัวเองด้วยความแปลกใจทั้งสีหน้าวิตก
“ทำไมห้างนี้ถึงได้มืดจัง? ผมมองไม่เห็นอะไรเลย”
“ไม่มีไฟฟ้าก็ต้องมืดอยู่แล้วสิ เจ้าโง่” หัวหน้าหวังตอบไขข้อข้องใจของทุกคน
ไม่แปลกที่จะมีคนถามแบบนี้ ในยามปกติทุกครั้งที่ไปห้างสรรพสินค้ามักมีแสงส่องสว่างและได้เฉลิมฉลองบางอย่างกัน ทุกคนเคยชินกับการมีไฟฟ้าใช้ไปแล้ว
ทว่าหลังเกิดหายนะ นอกจากจะถูกฝนกรดและสายฟ้า จู่โจม แหล่งพลังงานส่วนใหญ่ยังถูกทำลาย ทำให้ไม่มีไฟฟ้าใช้ไปทั่วโลก เขาเพิ่งมาห้างแห่งนี้เมื่อไม่กี่วันก่อนเหตุหายนะจึงยังปรับตัวไม่ได้นัก
ว่ากันตามจริงห้างแห่งนี้มีประตูกระจก ทางเข้าจึงยังพอมีแสงไม่ได้มืดมากนัก ทว่ายังมีอีกหลายพื้นที่ภายใน เมื่อมองจากทางเข้าเข้าไปจึงเหมือนกำลังเดินไปยังความมืดมิด มนุษย์กลัวความมืดโดยสัญชาตญาณ ทำให้เกิดความปั่นป่วนในใจขึ้น
เฉินเทียนเซิงนำทางต่อไป ยิ่งเขาเดินหน้าทุกคนก็ยิ่งหวาดหวั่น
หลังเดินไปได้ราว 20 เมตร ในที่สุดก็มาถึงส่วนด้านในห้าง
แสงไฟสาดส่องไปเห็นพื้นเกลื่อนกลาดไปด้วยเศษกระจก สินค้าหล่นร่วงกระจัดกระจาย คราบเลือดแห้งกรังดวงใหญ่ติดอยู่ข้างเคาน์เตอร์ ท่ามกลางแสงไฟ เรียวขาคู่สวยในถุงน่องผ้าไหมปรากฏขึ้นสู่สายตาทุกคน
“มีคน!”
“ออกมาเดี๋ยวนี้!”
มือที่ถือปืนของนายทหารสั่นเทา เหงื่อเย็นไหลมา ตามซีกแก้ม
เฉินเทียนเซิงถือโคมไฟค่อย ๆ เดินไปข้างหน้า ร่างนั้นหลงเหลือเพียงครึ่งล่าง ส่วนช่วงบนได้หายไป
“กรี๊ด!”
สวี่หว่านชิงพลันกรีดร้องเมื่อเห็นภาพนี้ ทว่าในวินาทีต่อมาก็รีบปิดปากตนเองด้วยท่าทีรู้สึกผิดและหวาดกลัว ก่อนกล่าวขอโทษ
“ขอโทษค่ะ ฉันตกใจกลัวมากไป”
หัวหน้าหวังเอ่ยปลอบ “เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะกลัว ภาพนองเลือดขนาดนั้น ฉันยังเสียวสันหลังวาบเลย!”
เฉินเทียนเซิงว่าเสียงเรียบ
“ไม่มีอะไรต้องกลัวหรอก นอกจากซากศพก็ไม่น่ามี ซอมบี้เหลือในห้างแล้ว แยกกันไปทำตามที่ผมสั่งกันเถอะ”
“ถ้าคุณบอกว่าไม่มีก็แปลว่าไม่มีเนี่ยนะ คุณรู้ได้ยังไงว่ามีหรือเปล่า ถ้ามีซอมบี้ที่ซ่อนตัวอยู่ล่ะ?”
เจ้าเทียนอวี่แข็งใจเถียงกลับ พูดในสิ่งที่ทุกคนคาใจอยู่
กล้ามากังขาในตัวอาจารย์แบบนี้ ลัวหลงเป็นคนแรกที่ตอบโต้กลับ
“อาจารย์ผมบอกแล้วว่าไม่มีไงครับ คุณจะมาพูดจาเหลวไหลทำไมนักหนา!”
“ช่างคุณสิ ผมเองเป็นห่วงทุกคนอยู่นะครับ”
เมื่อเห็นสถานการณ์ทำท่าจะวุ่นวาย หัวหน้าหวังหยางก็รีบมาไกล่เกลี่ย
“โอเค เลิกเถียงกันได้แล้ว อาจารย์เฉิน ผมว่าเราระวังกันไว้หน่อยก็ดีครับ ถึงยังไงในห้างใหญ่แบบนี้คงเลี่ยงจะเจออันตรายหลบซ่อนในความมืดไม่ได้ ถ้าประมาทเกินไปจะเป็นอันตรายได้ มันจะไม่คุ้มกับการสูญเสียเอานะครับ”
เฉินเทียนเซิงก้าวไปข้างหน้าอย่างใจเย็น ก่อนเอ่ยเสียงเย็น
“ขบวนรถหุ้มเกราะเหยื่อล่อผ่านเส้นทางนี้มา 3 วันติดแล้ว มีซอมบี้เหลืออยู่ในเขตพัฒนาไม่มาก”
“ระหว่างการกู้ภัยในหมู่บ้าน อยู่ ๆ ซอมบี้ระดับ 3 โผล่มา เขาเป็นหัวหน้าของเหล่าซอมบี้ทั้งหลาย”
“ตอนนั้นผมรู้ทันทีว่าเขายึดครองห้างเพื่อควบคุมซอมบี้ระดับล่าง พอออกโจมตีทีมกู้ภัย ซอมบี้ในห้างก็ออกมาด้วย ผมก็เลยแนะนำให้รีบกลับมาที่ห้างนี้ไงครับ”
“เพราะตอนนี้ไม่มีอันตรายในห้างแล้ว มีแต่ความกลัวและการคิดไปเองในใจของคุณ!”
หวังหยางนิ่วหน้าขณะถามตามใจคิด
“ทำไมผมถึงควรเชื่อใจคุณครับ?”
เฉินเทียนเซิงกระแอมก่อนตะโกน
“ทำไมผมถึงควรเชื่อใจคุณ?”
เสียงนั้นดังสนั่น เกิดเสียงก้องดังซ้ำภายในห้าง
“คุณบ้าไปแล้ว!”
หวังหยางเหงื่อแตกพลั่กและรีบห้ามเขา
เฉินเทียนเซิงยักไหล่พลางบอก “ถ้ามีซอมบี้จริง ทำไมมันไม่ออกมาหลังผมตะโกนไปล่ะ ดังนั้นอย่ากลัวไปเลยครับ เวลากระชั้นชิดแบบนี้ ทำตามที่ผมสั่งเถอะครับ”
“ลัวเฟิง หยางเซวี่ย เธอสองคนไปซูเปอร์มาร์เก็ต เอาน้ำมันถั่วเหลืองมาหลาย ๆ กล่อง ยิ่งมากยิ่งดี”
“ลัวหลง นายจัดการเรื่องกวาดล้างและเผาซากศพ ฉันไม่อยากเห็นศพพวกนั้นในห้างอีก”
“ทีมกู้ภัยส่ง 2 คนไปหลังคาห้างเพื่อสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวโดยรอบตลอดเวลา คนที่เหลือประจำตามทางเข้าออกเหนือใต้ออกตกทั้ง 4 แล้วป้องกันเอาไว้ให้หมด ผมอยากแน่ใจว่าจะไม่มีแม้แต่แมลงวันบินเข้ามาได้”
“เรามีหน้าที่กันหมดแล้ว แล้วคุณล่ะทำอะไร?” หวังไคถาม
“แน่นอนว่าผมต้องไปดูแลลานจอดรถ รักษาความปลอดภัยที่ทางเข้าออกหลัก คุณจะไปด้วยกันไหมล่ะ?”
สมาชิกทีมหวังไคโบกมือปัดพัลวัน
“ช่างเถอะ ผมจะทำตามคำสั่งของหัวหน้า”
หวังหยางไม่รอช้าหันไปเริ่มมอบหมายหน้าที่
พรรคพวกของเฉินเทียนเซิงทั้ง 4 แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเองตามที่ได้รับคำสั่ง
สวี่หว่านชิงนิ่งค้างอยู่กับที่ เมื่อครู่เธอยังไม่ได้รับมอบหมายงาน จึงยกมือขึ้นแต่ไม่กล้าพูดเสียงดัง แต่กลับเห็นทุกคนเดินจากไป ทิ้งให้เธองุนงงอยู่ท่ามกลางความมืด
เธอแข็งใจวิ่งตามเฉินเทียนเซิงไปด้วยความกลัว
“คุณหน้ากาก รอด้วย รอฉันด้วย”
ชายหนุ่มไม่หยุดรอ เธอตามทันและคว้าแขนเขาไว้
“ฉันจะตามคุณไปที่ลานจอดรถด้วยค่ะ อย่าทิ้งให้ฉันอยู่คนเดียวนะคะ ฉันกลัว”
“จะตามไปก็ได้ แต่อย่ามาจับแขนผม”
เธอปล่อยมือทันที หากไม่มืดเกินไปคงได้เห็นแก้มขึ้นสีระเรื่อของเธอไปแล้ว
เขาถือไฟหน้าไปจนถึงรอบนอกของห้าง ก่อนผลักประตูเปิดออก บันไดยาวท่ามกลางความมืดดูขนลุก แต่เขาไม่กลัว กลับเดินลงไปอย่างองอาจ
สวี่หว่านชิงใจเต้นแรงไม่หยุด เธอเดินตามติดประชิดเขา ชนิดที่หากเขาเดินช้าอีกนิดคงชนกันไปแล้ว
เดินวนอ้อมไปมาอยู่พักหนึ่งก็มาถึงชั้นแรกซึ่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตใต้ดิน ส่วนชั้นต่อมาเป็นลานจอดรถใต้ดิน
หากไม่มีไฟฉุกเฉินส่องคงมืดจนไม่เห็นนิ้วไปแล้ว ต่อให้ถือไฟหน้าคอยส่องสว่างในลานจอดรถมืดสนิทเอาไว้ ก็ยังดูเหมือนกำลังเดินไปสู่ความหุบเหวลึก
“จับแขนผมอีกแล้วนะ”
เฉินเทียนเซิงดึงแขนออกอย่างเหลืออด สวี่หว่านชิงรีบปล่อยมือ เมื่อครู่เผลอทำลงไปโดยไม่ได้ยั้งคิดแต่อย่างใด
ความสยองขวัญจากความมืดน่ากลัวยิ่งกว่าการเผชิญหน้ากับซอมบี้