หวนคืนสู่วันสิ้นโลกด้วยระบบวิวัฒนาการ - บทที่ 54 ลืมไปเลย
บทที่ 54
ลืมไปเลย
เฉินเทียนเซิงโยนเสื้อแจ็กเกตหนังใส่หน้าหยางเซวี่ย
“เปลี่ยนเสื้อผ้า สวมเสื้อผ้าหนังกันถูกกัดได้ แถมยังเช็ดให้สะอาดด้วยผ้าเปียกได้ ทนกว่าเสื้อผ้าที่เธอสวมอยู่เป็นร้อยเท่า”
“อื้อ”
หยางเซวี่ยมองชุดหนังในมือและไม่ได้คิดมาก ก่อนเริ่มเปลี่ยนเสื้อผ้า
เฉินเทียนเซิงเลือกต่อไป แต่เมื่อเห็นแสงสว่างไม่ได้ตามตัวเองมาด้วยก็หันไปมอง ก่อนเห็นสวี่หว่านชิงกอดอกทำหน้างอ ท่าทีดูไม่สบอารมณ์เล็กน้อย
“ถ้าเธอเหนื่อยก็รีบเลือกเสื้อผ้า เสื้อผ้าทั่วไปในวันสิ้นโลกใส่ไม่ทนหรอก มีแค่ชุดหนังที่ทนหน่อย”
“เหอะ”
สวี่หว่านชิงวางแบตเตอรี่และไฟหน้าลง ทำปากยื่นขณะเริ่มเลือกเสื้อผ้าที่ชอบในร้านเสื้อผ้าหนัง
เฉินเทียนเซิงบังเอิญเห็นเสื้อกันฝนหนังสีดำยาวเท่าเข่าทรงหลวม อย่างกับมอร์เฟียสในเรื่องเดอะเมทริกซ์
เขาหยิบมันจากชั้นมาสวม และรู้สึกว่าดูไม่เลวทีเดียว
หยางเซวี่ยพลันท้วงขึ้น
“ไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าด้านในเหรอคะ”
เขาหันมาเห็นหยางเซวี่ยสวมกางเกงหนัง เผยให้เห็นเรียวขางามท่ามกลางแสงสลัว
“อะไรนะ”
หลังรู้ตัวเขาก็เบือนหน้าหนีไปอีกทาง
หญิงสาวสวมกางเกงจนเสร็จก่อนถามซ้ำ “คุณไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าด้านในเหรอคะ”
“เปลี่ยน เปลี่ยนหมดนั่นแหละ”
เขาถอดเสื้อกันฝนออก ก่อนหยิบแจ็กเกตหนัง กางเกงหนัง และรองเท้าบูตหนัง เปลี่ยนเสื้อผ้าทั้งด้านในและนอก
พวกเขาทั้งสามเปลี่ยนเสื้อผ้ากันเสร็จสรรพ เฉินเทียนเซิงหันหน้าหนีไปอีกทาง ชุดหนังเข้ารูปรับกับสัดส่วนของหญิงสาวทั้งสองได้พอดิบพอดี ทว่าผู้หญิงเลือกของค่อนข้างช้า โดยเฉพาะ สวี่หว่านชิง เจ้าตัวนำเสื้อผ้ามาเทียบกับตัว
เฉินเทียนเซิงไม่มีทางเลือกนอกจากนั่งลงและครุ่นคิด
ตอนนี้เสื้อผ้าไม่จำเป็นแล้ว อันดับต่อไปคืออาวุธ
“เดี๋ยวนะ!”
เขาเกาหัวขณะใคร่ครวญขณะย้อนนึก
“ฉันลืมอะไรไปหรือเปล่านะ?”
มันติดอยู่ที่ปากเพียงแค่นึกไม่ออก
“ลืมอะไรไปนะ? เสื้อผ้า อาวุธ…”
ก่อนพลันตบเข่าฉาด
“เวรแล้ว ลืมเขาไปเลย”
เขาลุกขึ้นพลางตะโกนบอก
“หยางเซวี่ย ฉันออกไปทำบางอย่างก่อน เดี๋ยวรีบกลับมา เธอไม่ต้องตามมา”
เขาไม่รอช้าหายลับไปจากชั้น 2 ทันที
เขากระโดดลงมาจากชั้น 2 และถึงพื้นท่ามกลางเหล่านายทหารที่ตื่นตกใจ
“ผีหรือไงกัน?”
ก่อนเห็นว่าเป็นเฉินเทียนเซิง
“คุณบ้าไปแล้วเหรอ!”
เขารีบวิ่งไปที่ที่หัวหน้าหวังหยางกำลังตอกตะปูบนไม้กระดาน เพื่อปิดกั้นทางเข้าออกเอาไว้
“มีอะไรเหรอครับ?”
เห็นเฉินเทียนเซิงวิ่งมาหา เขาจึงคิดว่าเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น
เร่งฝีเท้ามาไม่ไกลก็หยุดกะทันหัน ก่อนหันหลังวิ่งไปอีกทาง
“เปล่าครับ คุณจัดการต่อเถอะ”
เขารีบเดินลงบันไดออกจากลานจอดรถใต้ดินไป และหอบหายใจอยู่ข้างนอก
บนท้องถนนสายลมกรรโชก หนังสือพิมพ์และเศษขยะปลิวว่อนไปทั่ว
ซอมบี้ขาขาดเดินเชื่องช้าวนเวียนโดยรอบ จมูกดมฟุดฟิดอย่างกับค้นหากลิ่นของมนุษย์
มันอยู่ไม่ห่างไปจากรถบรรทุก เสียงร้องคำรามดังในลำคอ ขณะเอาแต่เดินวนรอบรถบรรทุก
เฉินเทียนเซิงก้าวออกไปทุบศีรษะซอมบี้ด้วยกำปั้น ก่อนเปิดประตูหลัง
ทันทีที่ประตูเปิดออก จินหยวนที่อยู่ด้านในก็แทบร้องไห้ออกมา
“มาได้สักทีนะพี่ชาย ผมคิดว่าคุณลืมผมไปแล้ว”
ใช่ว่าจะไม่ลืมสักหน่อย หากไม่คิดถึงเรื่องประโยชน์ในการสร้างอาวุธคงลืมเขาไปแล้ว
ทว่าจะตอบไปแบบนั้นไม่ได้ จินหยวนรีบกระโดดลงมาจากรถ หลังกวาดสายตามองโดยรอบก็กลับมาจ้องหน้าเฉินเทียนเซิง
“นี่มันแถวบ้านผมไม่ใช่เหรอ?”
“คุณเลี้ยวไปมาตั้งนานหลายชั่วโมง แต่ดันพาผมกลับมาเนี่ยนะ”
เฉินเทียนเซิงคว้าแขนเขาลากไป
“เลิกพูดไร้สาระแล้วมากับผม”
จินหยวนไม่สบอารมณ์นัก เขาเป็นเถ้าแก่มาเป็นสิบปีทำให้ติดนิสัยอารมณ์ร้อน
หากไม่ได้เห็นเจ้ากระทิงตัวนี้ทึ้งร่างซอมบี้กับตาตนเอง คงอดใจเล่นงานอีกฝ่ายไม่ได้ไปแล้ว
คอยดูเถอะ! ต้องเล่นงานเขาสักครั้งให้ได้
“ลูกพี่ จะพาผมไปไหน?”
“ไม่ต้องพูดมาก แค่ไปกับผมก็พอ”
เขากลับเข้ามาในลานจอดรถชั้นใต้ดิน ขึ้นไปตามเส้นทางเดิม ทันทีที่เข้ามาในห้างก็เห็นนายทหารพูดคุยกัน
“ไปทำอะไรของเขาน่ะ?”
เมื่อเฉินเทียนเซิงผลักประตูเปิดเข้ามา นายทหารหลายคนก็ตกตะลึง
“ไปเอาคนตัวเป็น ๆ จากไหนกลับมา?”
“ผมพาเขาขึ้นมาบนรถด้วย ฝากคุณหางานให้เขาทำด้วย”
ว่าจบเฉินเทียนเซิงก็หันหลังเดินจากไป
จินหยวนหงุดหงิดมาก เมื่อเขาหายลับไปก็ตะโกนด่า
“ผมอาวุโสกว่าคุณมากนะ แถมคุณยังลืมผมด้วย!”
ถึงอย่างไรจินหยวนก็ยังมีชีวิตอยู่ ทำให้เฉินเทียนเซิงนึกโล่งใจ
ระหว่างนั้นหยางเซวี่ยส่องไฟเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา
“เกิดอะไรขึ้น?”
“เปล่าหรอก แล้วเธอก็ไปหาเหล้าในซูเปอร์มาร์เก็ต ออกไปเทกลบกลิ่นเราที่ด้านนอกหน้าลานจอดรถ จำเอาไว้ว่าให้เทวันละครั้ง
“โอเคค่ะ”
เธอไปทำตามมอบหมาย
เสียงสวี่หว่านชิงดังมาจากชั้นสอง
“อยู่ที่ไหนกัน คุณคะ อย่าทำให้ฉันกลัวสิ ฉันกลัวอยู่คนเดียวนะคะ”
เฉินเทียนเซิงไม่มีทางเลือกนอกจากรีบกลับไปชั้นบน ก่อนเห็นหญิงสาวถือดวงไฟเอาไว้
น้ำตาเธอไหลพรากเมื่อเห็นเขาอีกครั้ง
“คุณไปไหนมา ฉันกลัวแทบตายค่ะ”
“ก็กลับมาแล้วไง ร้องไห้อยู่ได้”
เฉินเทียนเซิงปลอบใจใครไม่เป็น หลังดุแล้วก็หันไปเดินนำเธอและดูของในห้างใหญ่โตต่อ
ร้านเสื้อผ้าส่วนใหญ่อยู่ที่ชั้นแรกและชั้นสอง ชั้นสามเป็นสินค้าสำหรับเด็ก นอกจากสินค้าจำเป็น เสื้อผ้า ถุงเท้า และอื่น ๆ ยังมีร้านของเล่นด้วย
ไม่มีร้านไหนน่าแวะ ทว่าเขาก็บังเอิญเห็นบางอย่างในร้านค้า
“เดี๋ยวก่อน ส่งไฟมาให้ผม”
เขารับไฟและแบตเตอรี่มา ก่อนพุ่งตรงเข้าไปในร้าน
มันเป็นร้านของขวัญ ของภายในร้านค้าเละเทะกระจัดกระจาย มีแขนขาดข้างหนึ่งอยู่ที่เคาน์เตอร์
ทว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาสนใจ เป็นมีดพกมากมายหลากหลายบนแผงสินค้าต่างหาก
มีดพกส่วนใหญ่ที่ขายในเมืองเป็นของทำมือ แม้แต่ที่ประดับแขวนบนผนังก็ไม่เว้น
เขาคว้าด้ามดาบฟรอสมอร์นหยิบขึ้นมา มือหนึ่งจับคมดาบลองหักดู ออกแรงเพียงเล็กน้อยมันก็หักเป็น 2 ท่อน
“ไร้ประโยชน์จริง ๆ”
ก่อนโยนลงพื้นและลองกับอาวุธอื่น
สุดท้ายจึงเหลือเพียงสองอัน ทั้งสองเป็นดาบคมด้านเดียวที่แข็งแรง อันหนึ่งตั้งใจจะให้หยางเซวี่ย อีกอันเก็บไว้ใช้เอง
น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวคืออาวุธเหล่านี้ไม่มีอันไหนคม
อีกเพียงนิดเดียว…
“เอาอย่างนี้ก่อนก็แล้วกัน”
เขาเก็บอาวุธทั้งหมดไว้กับตัว ก่อนเดินนำสวี่หว่านชิงเดินดูของในห้างต่อ