หวนคืนสู่วันสิ้นโลกด้วยระบบวิวัฒนาการ - บทที่ 53 ห้างสรรพสินค้า
บทที่ 53
ห้างสรรพสินค้า
เฉินเทียนเซิงไม่ได้เกลียดสวี่หว่านชิง เพียงแค่ไม่ชอบให้ใครมากอดแขน โดยเฉพาะในพื้นที่อันตรายที่ไม่คุ้นเคย หากมีคนมากอดแขนคงไม่อาจเคลื่อนไหวยามเกิดอันตรายได้ อีกทั้งยังไม่สามารถซ่อนตัวเมื่อถูกโจมตี
ในช่วงแรกของหายนะ มีผู้คนมากมายเพียงไหนต้องตายเพราะเหตุนี้ สำหรับคนที่เคยผ่านประสบการณ์วันสิ้นโลกมาแล้ว การเกาะกันแบบนี้ถือเป็นเรื่องน่าขยาด
“ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
เธอทั้งหวาดกลัว ประหม่า และรู้สึกผิดเล็กน้อย
เขาเปิดประตูชั้นลานจอดรถใต้ดินและเดินเลียบผนังออกไป ใช้เวลามากกว่า 10 นาทีกว่าไปสุดทาง จะมีกี่คนไปถึงชั้นบนได้
พื้นที่จอดรถสี่จุด A B C Dมีทางเข้าออกทั้งหมด 6 ทาง โดยเป็นลิฟต์ 2 ตัว
หลังเดินสำรวจโดยรอบเขาก็คิดแผนการแยบยลออก เริ่มต้นจากการส่งดวงไฟและแบตเตอรี่ให้สวี่หว่านชิง ก่อนบอกให้เธอเดินถอยออกไป ก่อนเขาจะเดินไปยังรถคันเล็ก
เฉินเทียนเซิงออกแรงผลักให้รถขยับไปด้านข้าง ล้อรถเบียดพื้นส่งเสียงดังเสียดหู
ตัวรถบังทางเข้าออกและลิฟต์ทั้งหมด เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีซอมบี้บุกเข้ามาได้
จากตำแหน่งของพื้นที่ลานจอดและทางเข้าออก เขาเลือกจะเก็บทางออกดีซึ่งไกลที่สุดเอาไว้
เมื่อมาถึงทางเข้าของลานจอดรถก็ดันยานพาหนะเรียงกันจากที่นี่ไปถึงจุดเริ่มต้น เชื่อมด้านหน้ากับด้านหลังและขยายไปถึงทางออก D
หลังจัดเรียงเสร็จสรรพลานจอดรถใต้ดินก็ดูคล้ายสนามโกคาร์ท ยานพาหนะในลานจอดเรียงรายเป็นราวกั้น ตระเตรียมไว้เพื่อเป็นเส้นทางไปยังทางเข้าออกที่วางแผนไว้
หากมีซอมบี้บุกเข้ามายังใช้รถเป็นเกราะกำบังได้ ทั้งยังใช้หลบเพื่อยิงได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
เขาไม่รีบร้อนจากไปหลังจัดการเสร็จ แต่เปิดฝากระโปรงรถเพื่อถอดแบตเตอรี่ ออกแรงถีบไฟหน้าให้หลุดออก และทำแหล่งส่องสว่างในลานจอดรถใต้ดิน
ระหว่างนี้สวี่หว่านชิงคอยส่องไฟให้ตลอดเวลา เธอกวาดสายตามองทั้งตัวสั่น ในหัวมีแต่ความคิดที่ทำให้หวาดกลัว จินตนาการไปถึงภาพซอมบี้กระโจนออกมา
แต่ไม่ว่าจะหวาดกลัวแค่ไหนเธอก็ไม่ยอมหนีไปไหน แขนข้างที่ถือแบตเตอรี่ปวดล้า ทว่ายังแข็งใจส่องไฟให้เฉินเทียนเซิง
ชายหนุ่มจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพหลังเวลาล่วงเลยผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมง
“เรียบร้อย!”
เฉินเทียนเซิงตบมือ มองการจัดผังลานจอดรถพลางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“เราขึ้นไปข้างบนกันได้หรือยังคะ”
“อืม กลับขึ้นไปกัน”
เขามีงานสุดท้ายที่ต้องกั้นทางเข้าออกA B C ก่อนกลับขึ้นไป จากนั้นจึงหันหลังกลับเข้ามาและปิดประตูไว้แน่นหนา เหลือไว้เพียงทางเข้าออกเดียว เรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์หนึ่งคนเฝ้าด่าน ทหารหมื่นนายมิอาจกรายผ่าน
เขากลับขึ้นไปพร้อมสวี่หว่านชิง ไม่ทันเข้าไปถึงส่วนด้านหน้าของห้างก็ได้ยินสองคนพูดคุยกันโดยไม่ระวังด้วยความกังขา
“ฉันล่ะไม่เข้าใจเลยว่าหัวหน้าคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงต้องยอมฟังไอ้สวะเฉินนั้นด้วย”
“มีหลายอย่างที่ฉันไม่เข้าใจ ดูอย่างยอดฝีมือทั้งสามสิ เก่งขนาดนั้นก็ยังยอมทำตามที่ไอ้สวะเฉินชี้นิ้วสั่งเลยไม่ใช่เหรอ”
“ฉันล่ะเสียดายแทนพวกเขาสามคน ได้ยินมาจากซั่งเฟิงว่าขอแค่พวกเขาเข้าร่วมกลุ่มก็จะได้ยศเป็นนายพลเชียวนะ มันเป็นสิ่งที่เราหวังกันมาตลอดชีวิต สุดท้ายการเป็นนายทหารใหญ่โตก็ดีที่สุดอยู่ดี”
“ดูหมอนั่นสิ ถ้ายอมเข้าร่วมกลุ่มก็ได้ยศใหญ่ไปแล้ว เขาเทียบได้ที่ไหนกันล่ะ”
ตอนนี้เองที่เฉินเทียนเซิงผลักประตูเข้าไป
ประตูที่เปิดออกกะทันหันทำให้ทั้งคู่สะดุ้งโหยง เล็งปืนไปหาด้วยความตื่นตระหนก ทว่าเมื่อเห็นเฉินเทียนเซิงเดินผ่านไปก็รู้สึกอับอายขึ้นมา
สวี่หว่านชิงถือไฟพลางยกยิ้มกระอักกระอ่วน ก่อนเดินตามเฉินเทียนเซิงไปทันที
ตอนนี้ตะเกียงน้ำมันถูกจุดส่องสว่างทั่วห้าง ไม่มืดอย่างแต่ก่อนแล้ว อย่างน้อยยังมีแสงสลัวให้เห็น
เพียงแต่กลิ่นในห้างเหม็นฉุนไม่น่าพิสมัยนัก แม้ เฉินเทียนเซิงจะสวมหน้ากากกันแก๊สพิษ ก็ยังไม่อาจต้านทานกลิ่นเหม็นไหม้จากการเผาเนื้อ
“ลัวหลง เจ้าทึ่ม ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!”
ลัวหลงปรากฏตัวบริเวณราวกั้นชั้น 2
“มีอะไรเหรออาจารย์?”
เฉินเทียนเซิงก่นด่า “โง่หรือเปล่าเนี่ย ฉันบอกให้เผาศพก็จริง แต่ไม่ได้ให้เผาข้างใน ทำไมไม่ขนไปเผาข้างนอก ทำให้ควันคลุ้งทั่วห้างแล้วไหมเนี่ย ไม่กลัวถูกรมควันตายหรือยังไง?”
“อ๋อ เรื่องนี้…” ลัวหลงเกาหัวแก้เก้อ
“เดี๋ยวผมจะขนออกไปเดี๋ยวนี้แหละ อาจารย์ อย่าโกรธไปเลยนะครับ”
นายทหารคนหนึ่งค่อย ๆ เดินเข้ามาเถียงกลับ
“นี่ โวยวายอะไรของคุณ รู้ไหมว่ามีกี่ศพในห้างนี้ คุณก็แค่ปล่อยให้เราทำงานสกปรก คิดว่าตัวเองมีปัญญาทำหรือไง?”
สวี่หว่านชิงรีบท้วง “ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ เมื่อกี้คุณเฉินเขา…”
“เงียบไป เปล่าประโยชน์จะมาอธิบายกับทหารหัวแข็งพวกนี้”
“เฮ้ย คุณว่าใครไม่ทราบ?”
อีกฝ่ายชี้หน้าเฉินเทียนเซิงที่มาต่อว่าตนเอง
หลี่เฮ่ารีบห้ามเมื่อเห็นเช่นนั้น
“พี่หลิว รักษาหน้าแล้วเลิกทะเลาะเถอะ วุ่นวายเสียเปล่า”
นายทหารคนนั้นหันมาหาด้วยความตกใจเมื่อถูกเพื่อนร่วมงานห้ามไว้
“นี่ หลี่เฮ่า ทำไมถึงไปเข้าข้างคนอื่น ยอมคนอย่างเขาทำไมกัน?”
หลี่เฮ่าเอ่ยด้วยสีหน้าลำบากใจ “ไม่ว่านายจะพูดยังไง เขาก็ช่วยชีวิตฉันไว้เมื่อเช้านะ!”
ใช่แล้ว หลี่เฮ่าคือนายทหารที่เฉินเทียนเซิงช่วยให้รอดพ้นจากซอมบี้ระดับ 3
บุญคุณจากการช่วยชีวิตทำให้หลี่เฮ่ามองอีกฝ่ายเปลี่ยนไปเป็นคนละขั้ว
เฉินเทียนเซิงไม่มีเวลามาอธิบายเรื่องที่นายทหารพวกนี้คิดกัน
ช่วงแรกของหายนะใหญ่ ทั้งโลกตกอยู่ในความโกลาหล กฎเกณฑ์ถูกทำลาย ในภายภาคหน้าการเอาชีวิตรอดยิ่งลำบากขึ้นทุกที การยึดครองห้างสรรพสินค้าทำได้ยากในอนาคต
การไปซื้อของในห้างในช่วงเวลาว่างหรือเลือกของที่มีประโยชน์ เป็นสิ่งที่อย่าได้คิดฝันหลังวันสิ้นโลก
ตอนนี้มันไม่ได้มีค่าเงินอยู่แล้ว!
ชั้นแรกของห้างส่วนใหญ่เป็นร้านแบรนด์เนม เสื้อผ้าที่ขายในราคาแพง มันเป็นสิ่งที่ควรละทิ้งเท่าที่เป็นไปได้ ในวันสิ้นโลกพวกมันไม่ได้มีค่าไปมากกว่าสิ่งห่อหุ้มร่างกาย
เดินสำรวจในร้านอยู่ครู่หนึ่งแต่ไม่เห็นเสื้อผ้าที่สะดุดตา
เมื่อขึ้นไปชั้น 2 มาถึงร้านเสื้อผ้าหนังทำมือเขาก็เดินเข้าไป สวี่หว่านชิงตามประชิดไม่ห่าง แขนยังสั่นขณะถือแบตเตอรี่และไฟหน้ารถ
“คุณหน้ากากคะ คุณ…”
“ผมชื่อเฉินเทียนเซิง เรียกว่าเทียนเซิงก็ได้ อย่ามาเรียกว่าคุณหน้ากาก”
ในที่สุดเขาก็ถอดหน้ากากกันแก๊สพิษออกก่อนเก็บไว้ จากนั้นก็เลือกแจ็กเกตหนังเข้ารูปของผู้หญิงตัวหนึ่งขึ้นมา
“มานี่”
เธอก้าวเข้าไปหาโดยไม่รู้ตัว
เขาหยิบเสื้อมาทาบวัดกับตัวเธอ
สวี่หว่านชิงถามด้วยความตื่นเต้น “คุณช่วยเลือกเสื้อผ้าให้ฉันเหรอคะ?”
เมื่อครู่เธอเขินอายเล็กน้อยและแอบดีใจ ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดล่าสุดของเขา มันก็เหมือนถูกเทน้ำเย็นทั้งอ่างราดหัว
“มีเสื้อผ้าตั้งเยอะแยะ เธอเลือกที่ชอบไปสิ”
“แล้วคุณล่ะคะ?”
“หยางเซวี่ย ๆๆ!”
เฉินเทียนเซิงตะโกนสุดเสียง 3 ครั้ง ไม่นานหยางเซวี่ยก็โผล่มาหน้าประตูด้วยความไวแสง ก่อนถามขณะหอบหายใจ
“เรียกฉันเหรอ”