หวนคืนสู่วันสิ้นโลกด้วยระบบวิวัฒนาการ - บทที่ 810 งานเลี้ยงปีใหม่
บทที่ 810
งานเลี้ยงปีใหม่
ขณะที่บนเกาะสวรรค์เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง ที่วิหารทองคำกลับเต็มไปด้วยความเร่งรีบ
ผู้ที่ยังคงอยู่ในวิหารทองคำล้วนแต่เป็นเจ้าหน้าที่แผนกเสบียงและทีมงานที่เตรียมการแสดงสำหรับงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้
นักแสดงต่างวิ่งวุ่นไปทั่ว บ้างก็อยู่ในห้องแต่งหน้า บ้างก็กำลังซ้อมการแสดง
ท่านผู้นำย้ำนักย้ำหนาว่า งานเลี้ยงในค่ำคืนนี้จะต้องยิ่งใหญ่และสมเกียรติ แม้ว่านักแสดงส่วนใหญ่จะเป็นมือสมัครเล่น ไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ แต่ทุกคนก็ทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด
ขณะที่ กงหมินเสวี่ย จากแผนกวิทยาศาสตร์กำลังวิ่งวุ่นอยู่ท่ามกลางนักแสดง “พวกเธอ รีบแต่งหน้ากันเข้า เดี๋ยวการแสดงชุดแรก “ระบำเทวา” จะเริ่มแล้ว รีบๆ หน่อย”
“ทีมแสง เสียงเป็นไงบ้าง เรียบร้อยรึยัง”
กงหมินเสวี่ยหน้าตาเคร่งเครียด เขามองนาฬิกาแล้วพึมพำอย่างหงุดหงิด “จ้าวซือหรุน ยังไม่มาอีก เธอเป็นถึงนักแสดงมืออาชีพ ทำไมยังไม่มาซะที จะให้เธอขึ้นแสดงอยู่มั้ยเนี่ย”
ไม่ไกลจากประตูมิติ เจ้าเหมียวดำ กำลังนอนหลับตาปรืออยู่ มันลืมตาขึ้นมองไปรอบๆ อย่างงัวเงีย
ประตูมิติเปิดออก
หลงเหยียน และ หลงหลิงเดินออกมาจากประตู พวกเขามองดูบรรยากาศที่คึกคักตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ
“โอ้โห ยิ่งใหญ่อลังการมาก”
“เจ้าตัวแสบ” หลงหลิงเห็นดำสนิท ก็รีบวิ่งเข้าไปกอดมันทันที
“เหมียว ปล่อย! ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ” ดำสนิท ดิ้นขลุกขลัก พยายามดิ้นหลุดจากอ้อมกอดของ หลงหลิง
แต่ หลงหลิงไม่สนใจ เธอเอาหน้าถูไถไปกับขนสีดำของมันอย่างเอ็นดู
ประตูมิติเปิดออกอีกครั้ง คราวนี้เป็นเฉินเทียนเซิง, จ้าวซือหรุน, หยางเซวี่ย และผู้ฟื้นคืนชีพอีกหลายพันคน พวกเขาก้าวเข้ามาในวิหารทองคำ
“ซือหรุนในที่สุดเธอก็มา เธอกำลังจะแสดงอะไรเหรอ” กงหมินเสวี่ยรีบดึงตัว จ้าวซือหรุน ไปโดยไม่ทันได้ทักทาย เฉินเทียนเซิง
“ท่านผู้นำ”
หลงเหยียนโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
เฉินเทียนเซิงพยักหน้าแล้วชี้ไปที่หลงหลิงพร้อมพูดว่า
“เธอปล่อยดำสนิท ลงเถอะ มันไม่สนใจเธอ ระวังมันข่วนเอาล่ะ!”
“อื้อ”
ดำสนิทดิ้นหลุดออกจากเงื้อมมือของหลงหลิงแล้วกระโดดโลดเต้นมาที่อ้อมกอดของเฉินเทียนเซิง
” คิดว่าฉันรังแกง่ายรึไง ไม่ว่าใครๆก็รังแกฉันทั้งนั้น”
“พอแล้วๆ”
เฉินเทียนเซิงอุ้ม ดำสนิทมาที่บัลลังก์ทองคำ มองดูสถานที่เตรียมงานที่คึกคักวุ่นวาย
หลงเหยียนเดินมานั่งบนบัลลังก์ทองคำแล้วพูดเบาๆว่า
“ขออภัยท่านผู้นำ เพราะมีการปรับแก้แบบเรือรบกะทันหัน ทำให้เรือรบที่เดิมจะสามารถออกเดินทางได้ในวันนี้ถูกเลื่อนออกไปทั้งหมด”
“เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว”
เฉินเทียนเซิงพูดด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ
“ขอเพียงก่อน ตรุษจีน นี้จะสามารถใช้งานได้ก็พอแล้ว”
” ตรุษจีน งั้นก็ยังเหลืออีกเดือนนึง น่าจะทันน่าจะทัน”
หลงเหยียนพูดจบก็มองเฉินเทียนเซิงด้วยสีหน้าฉงนสงสัยไม่เข้าใจ
“เวลามันไม่เร่งด่วนมากหรอกหรอ เลื่อนออกไปอีกเดือนจะไม่เป็นไรจริงๆหรอครับ?”
เฉินเทียนเซิงเข้าไปกระซิบข้างหูหลงเหยียนเบาๆ
“ออกมาเดินเล่นกันเถอะ”
พูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกไป ทั้งสองออกจากวิหารทองคำ เข้าสู่เกาะสวรรค์ที่คึกคักเดินเตร่ไปเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดหมาย
เฉินเทียนเซิงมีเรื่องจะพูด แต่เขาไม่เริ่มบทสนทนา หลงเหยียนก็ไม่กล้าถาม
นานทีเดียวกว่าเฉินเทียนเซิงจะพูดออกมา
“หลังปีใหม่แล้วยกทัพออกไป จะสามารถกลับมาที่โลกนี้ได้อีกหรือไม่ก็ยังไม่แน่ คุณบอกมาสิคนเกือบ 2 ล้านคนพวกนี้จะยอมไปผจญภัยกับฉันด้วยความเต็มใจทั้งหมดหรือไม่?”
หลงเหยียนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดเสียงนุ่มว่า
“พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว”
“ฉันไม่มีทางเลือก แต่พวกคุณไม่เหมือนกัน”
เฉินเทียนเซิงหันไปมองหลงเหยียนอย่างจริงจังแล้วพูดว่า
“ฉันจะให้ทางเลือกคุณสองทาง หลังปีใหม่ให้อยู่ต่อที่นี่ ฉันจะมอบท่าเรือดาวเคราะห์ ให้แก่คุณ ถ้าหากพวกเราพ่ายแพ้ คุณก็หนีไป หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้”
“ไม่ ผมจะเลือกออกรบไปพร้อมท่าน”
หลงเหยียนกล่าวอย่างหนักแน่น
“ตอนที่ผมสวามิภักดิ์ต่อท่าน ผมได้สาบาน ผมจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสตาร์ไฟร์ ไม่เกรงกลัวต่อความตาย”
เฉินเทียนเซิงตบบ่าของหลงเหยียนเบาๆ พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ก็ต้องมีคนสืบทอดสตาร์ไฟร์หากแพ้สงคราม ก็ยังเหลือความหวังสุดท้ายให้กับอารยธรรมบนโลก คุณว่าใช่ไหมล่ะ”
หลงเหยียนกระซิบข้างหูเบาๆ
“ผมคาดว่าท่านจะทำเช่นนี้ ดังนั้นผมจึงได้จัดเตรียมคนไว้แล้ว”
“ใคร?”
เฉินเทียนเซิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ซุนเฉียนฮุย”
“หล่อนน่ะเหรอ ยัยเสือสาวคนนั้น ทำได้อยู่แล้วล่ะ”
เฉินเทียนเซิงเผยรอยยิ้ม การมีคนรู้ใจคอยช่วยเหลือแบ่งเบาภาระ ทำให้เขารู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
ระหว่างทางที่ทั้งสองคนเดินผ่าน ผู้คนบนเกาะสวรรค์ต่างโค้งคำนับทักทายเฉินเทียนเซิงด้วยความเคารพ พวกเขาเดินมาถึงชั้นดาดฟ้าของอาคารโดยไม่รู้ตัว ทอดสายตามองออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา เฉินเทียนเซิงเอ่ยขึ้นอย่างครุ่นคิด
“เย็นวันนี้ ฉันจะทำบางอย่าง มอบสิทธิ์ในการเลือกให้กับทุกคน”
หลงเหยียนถึงกับสูดหายใจลึก
“ท่านไม่กลัวเหรอ ว่าสุดท้ายแล้วจะมีแค่เราสองคนเท่านั้นที่ได้ไปอวกาศ”
“ไม่กลัวหรอก ถ้ามีแค่เราสองคน ฮ่าๆ”
เฉินเทียนเซิงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“อย่างน้อยมนุษยชาติก็จะมีโอกาสรอดมากขึ้นอีกนิดล่ะนะ”
หลงเหยียนส่ายหน้าอย่างระอา
“ท่านนี่มองโลกในแง่ดีจริงๆ”
ทันใดนั้น ไฟทุกดวงบนเกาะสวรรค์ก็ดับลงพร้อมกัน บรรยากาศในงานเฉลิมฉลองที่แสนคึกคักพลันเงียบสงัด แม้แต่เสียงยานอวกาศที่บินอยู่เต็มท้องฟ้าก็พลอยเงียบหายไปด้วย
“การแสดงเฉลิมฉลองวันปีใหม่เริ่มต้นแล้ว”
เฉินเทียนเซิงหันไปมองยังใจกลางเวทีด้วยแววตาจริงจัง
ภาพฉายเสมือนจริงสามมิติปรากฏขึ้น แสดงให้เห็นเงาร่างของใครบางคน
ณ ลานกว้างใจกลางเกาะ ไข่ทรงกลมขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นอย่างช้าๆ มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวถึงร้อยเมตร
ไข่ยักษ์นิ่งสงบอยู่กลางลาน ผู้ชมทุกคนต่างกลั้นหายใจ จ้องมองด้วยความตื่นเต้นและรอคอยการแสดงที่จะเกิดขึ้นต่อไป
“ตึก ตัก”
เสียงจังหวะหัวใจดังก้องอยู่ในโสตประสาทของผู้ชมทุกคนผ่านทางหมวกเหล็ก
“ตึก ตัก”
เสียงหัวใจเต้นดังขึ้นอีกครั้ง
ทันใดนั้น ไข่ยักษ์ก็สั่นสะเทือนราวกับมีชีวิต ก่อนจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
และแล้ว…
ยักษ์สูงร้อยเมตรก็ผงาดกายขึ้นจากไข่ที่แตกกระจาย ยืนหยัดค้ำฟ้า ดวงตาเป็นประกายดุจดวงดาว ภาพตรงหน้าช่างละม้ายคล้ายกับตำนานเทพผานกู่ผู้ยกท้องฟ้าแยกแผ่นดิน
ผู้ชมทุกคนต่างตะลึงงัน ราวกับกำลังอยู่ในเหตุการณ์จริง ต่างเฝ้ามองเทพผานกู่ผ่าฟ้าแยกแผ่นดิน หยิบขวานคู่กายขึ้นมาฟาดฟัน
ฟ้าดินแปรปรวน เกิดเป็นดวงดาวนับร้อยนับพันดวง ภาพฉายที่สวยงามตระการตา สมจริงราวกับอยู่ในห้วงอวกาศอันไกลโพ้น สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมทุกคน
…
“เร็วๆ เข้า”
นักแสดงคนก่อนหน้าวิ่งออกมาจากมิติสี่เหลี่ยมอย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนให้นักแสดงคนต่อไปเข้าประจำตำแหน่ง
“เริ่มได้”
เฉิงหยูสั่งการเริ่มการถ่ายทำแบบ 360 องศา
ทีมงานฝ่ายเทคนิคประมวลผลภาพอย่างรวดเร็ว สร้างสรรค์ภาพที่สวยงามตระการตาขึ้นมาในพริบตา
…
ณ ลานกว้างบนเกาะสวรรค์
กาแล็กซีค่อยๆ หดตัว ภาพฉายบนเวทีเลื่อนไปยังหุบเขาเขียวชอุ่ม สายน้ำไหลริน ต้นหลิวพลิ้วไสว และดอกไม้นานาพรรณเบ่งบาน
ณ ที่ลึกสุดของหุบเขา ปรากฏร่างของหญิงสาวงามสะคราญ บนร่างกายอันงดงามนั้นกลับมีหางเป็นงูเลื้อย เกล็ดสีเขียวมรกตสะท้อนแสงระยิบระยับ เธอกำลังนอนหลับใหลอย่างสงบสุข
ทันใดนั้น ฟ้าเบื้องบนก็คำรามลั่น เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้างปลุกให้หญิงสาวงามสะดุ้งตื่น
เธอลืมตาขึ้นเพ่งมองท้องฟ้าด้วยความตื่นตระหนก
หมู่เมฆหนาทึบรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน พายุโหมกระหน่ำราวกับม่านฟ้ากำลังจะถล่มลงมา ทางช้างเผือกเทน้ำหลากลงมายังโลกเบื้องล่าง ภัยพิบัติบังเกิดขึ้นทั่วทุกสารทิศ
หญิงสาวงามสะคราญเหินทะยานขึ้นไปบนฟ้า ร่างกายอันพลิ้วไหวราวกับเทพธิดา เผยให้เห็นความงดงามไร้ที่ติ
เธอใช้มือเพียงข้างเดียว ยกขึ้นเหนือศีรษะ บดบังรอยรั่วบนท้องฟ้า เผชิญหน้ากับภัยพิบัติร้ายแรงด้วยกำลังเพียงหนึ่งเดียว
ผู้ชมทุกคนต่างรู้ดีว่า นี่คือตำนานเล่าขานของ”เทพธิดา หนี่วาซ่อมฟ้า” นั่นเอง
สตาร์ไฟร์ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการออกแบบการแสดงครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่ “เทพผานกู่ผ่าฟ้าแยกแผ่นดิน” มาจนถึง “เทพธิดาหนี่วาซ่อมฟ้า” และต่อด้วย “ศึกสงครามสะท้านพิภพของเผ่าปีศาจ” เพื่อประหยัดเวลาและแรงงาน เขาถึงขั้นจำลองฉากกองทัพซอมบี้สุดอลังการจากภาคตะวันตกเฉียงเหนือมาใช้ในการแสดงครั้งนี้
สร้างความรู้สึกตื่นเต้น ประทับใจ และเหมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริงให้กับผู้ชมทุกคน