หวนคืนสู่วันสิ้นโลกด้วยระบบวิวัฒนาการ - บทที่ 813 หากมีศึก สงครามเรียกหา จักกลับไป
บทที่ 813
หากมีศึก สงครามเรียกหา จักกลับไป
เมืองเจียงเฉิง
ภายในลานกว้างของสถานีขนส่งสินค้าที่ถูกทิ้งร้าง
ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยทัศนียภาพอันรกร้าง เต็มไปด้วยวัชพืช ต้นไม้รกครึ้ม บ้านเรือนพังทลาย กำแพงที่พังทลายยังคงมีร่องรอยของการถูกไฟไหม้
“พี่เซวี่ย นี่คือที่ที่พวกเราพบพี่ อาจารย์ช่วยพี่ไว้ที่นี่แหละ!”
ลัวเฟิง กอดแขนหยางเซวี่ย เดินเล่นไปตามพื้นที่รกร้าง
“ฉันจำอะไรไม่ได้เลย”
“จำไม่ได้ก็ดีแล้ว จำเรื่องเก่าๆ ไปก็ไม่มีประโยชน์”
หยางเซวี่ย เดินไปหยุดไป ทันใดนั้นก็ถามขึ้นว่า
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ หลังจากที่ฉันได้รับการช่วยเหลือแล้ว ฉันไปอยู่ที่ไหน”
“เขตพัฒนา ที่ที่อาจารย์อาศัยอยู่”
“พาฉันไปดูหน่อย”
ทั้งสองคนหันหลังกลับ ขึ้นรถ ลัวหลงขับรถ พาสองสาวไปยังย่านที่พักอาศัยในเขตพัฒนา
ทันทีที่เข้าไปในลานกว้างที่รกร้าง ก็เห็นเด็กสาว สวี่หว่านชิว กำลังขนของออกจากบ้าน เฟอร์นิเจอร์ขึ้นราทั้งหมดถูกโยนออกไปนอกบ้าน ร่วงหล่นลงบนพื้นที่ว่างของย่านที่พักอาศัย เกิดเสียงดังโกลาหล
“หัวหน้า ทำอะไรอยู่”
สวี่หว่านชิว โผล่หน้าออกมา ยิ้มแห้งๆ เช็ดใบหน้า
“ทำความสะอาดบ้าน”
หลังจากพูดจบ สวี่หว่านชิวก็หยิบรูปถ่ายครอบครัวของพ่อแม่และพี่สาวออกมา วางไว้ในบ้านที่ว่างเปล่า จากนั้นก็จุดธูปคุกเข่าลงกับพื้นแล้วพูดว่า
“พ่อ แม่ หนูโตแล้ว ตอนนี้หนูเก่งมากแล้ว อีกไม่กี่วันหนูจะต้องไปนอกระบบสุริยะเพื่อต่อสู้เพื่อโลก หนูจะเป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่ หนูจะต้องทำให้ได้!”
(…)
ลัวหลง ลัวเฟิ่ง และหยางเซวี่ย ทั้งสามคนเดินวนไปรอบๆ ห้องเช่าที่ว่างเปล่า
ถูกทิ้งร้างมาห้าปี ฝุ่นปกคลุม ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยเชื้อราและความทรุดโทรม
หลังจากที่หยางเซวี่ยมองไปรอบๆ แล้ว ก็หันไปถามว่า
“หลังจากนั้น ฉันไปที่ศูนย์รวมพลของเขตสู้รบเจียงเฉิงใช่ไหม”
“ใช่ เจิ้งเหว่ย พวกเขาอยู่ในฐานทัพแล้ว คุณอยากไปดูตอนนี้ไหม”
“อืม”
นับตั้งแต่เฉินเทียนเซิงพาคนออกไป เมืองเจียงเฉิงก็กลายเป็นเมืองร้าง
จนถึงทุกวันนี้ เมืองเจียงเฉิงก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ทั่วทั้งเมืองเจียงเฉิง บางครั้งก็จะเห็นทหารชุดเกราะสีดำเดินเล่นไปรอบๆ หากนักผจญภัยจากต่างถิ่นได้พบเห็นพวกเขา พวกเขาจะต้องประหลาดใจจนพูดไม่ออก
เพราะว่า เทพแห่งสตาร์ไฟร์ที่หาได้ยากในโลกภายนอกนั้น มีอยู่ทั่วไปในที่แห่งนี้
หยางเซวี่ยและคนอื่นๆ เยี่ยมชมศูนย์รวมพลของเขตสู้รบ และยังได้เยี่ยมชมยุ้งฉางอีกด้วย หยางเซวี่ยต้องการติดตามรอยเท้าของเฉินเทียนเซิง เธอจึงคิดที่จะขับรถไปเที่ยวที่เมืองหลวง
เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้การเดินทางสะดวกสบายเป็นอย่างยิ่ง เธอขับยานอวกาศออกเดินทาง ผ่านเมืองชุนเฉิง และสถานที่อื่นๆ ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็เดินทางมาถึงเมืองเฟิงเทียน
ในขณะนี้ เมืองเฟิงเทียนเต็มไปด้วยภาพแห่งความคึกคัก
นักผจญภัยทุกคนกำลังขนย้ายเสบียง บรรจุลูกบาศก์นาโนทีละชุดใหญ่ภายใต้การบัญชาการของเหมิงเจียหยิน ส่งไปยังฐานดวงจันทร์
ขณะที่ยานลงจอด ลัวหลงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พวกคุณกำลังทำอะไรกัน”
เหมิงเจียหยินเห็นว่าเป็นรองกัปตันทีมรบพิเศษสตาร์ไฟร์ จึงรีบอธิบาย “ไม่มีอะไรมาก แค่ขนย้ายเสบียงทั้งหมดของเมืองเฟิงเทียนไปที่ท่าดวงจันทร์”
“อ้อ พวกคุณยุ่งกันอยู่ งั้นไม่กวนแล้ว” ลัวหลงกล่าวลา ขับยานออกไป เหมิงเจียหยินมองตามจนลับสายตา ก่อนส่งข้อความหาซิงลี่ย่า“พี่สาว เมื่อกี๊ฉันเหมือนเห็นหยางเซวี่ยนะ?”
…
ณ ฐานดวงจันทร์
มู่เจียงหรงกำลังดูแลการสร้างหุ่นยนต์รบและกองทัพหุ่นยนต์ ซิงลี่ย่ารีบวิ่งเข้ามา “พี่มู่ ทางเฟิงเทียนรายงานว่า เมื่อกี้มีคนเห็นหยางเซวี่ยปรากฏตัวที่นั่น”
มู่เจียงหรงครุ่นคิด “ถ้าอย่างนั้น เธอก็น่าจะกำลังตามหาร่องรอยความทรงจำ ไม่เป็นไร ปล่อยเธอไป พวกเรายุ่งกับงานของเราดีกว่า เหลือเวลาอีกแค่เดือนเดียว การทำสงครามนอกโลกจะขาดแคลนเสบียงไม่ได้”
ซิงลี่ย่าส่ายหน้าอย่างขมขื่น “พี่คะ พี่ไม่ได้คิดถึงเรื่องที่ว่าจะไม่ไปเลยหลังจากนี้หนึ่งเดือนเลยใช่ไหม”
มู่เจียงหรงมองซิงลี่ย่าด้วยสีหน้าจริงจัง “เธอจะไม่ไปก็ได้ แต่ฉันต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด”
ซิงลี่ย่ารีบอธิบาย “พี่คะ พี่เข้าใจผิดแล้ว ฉัน ฉันหมายถึง ชีวิตของฉัน พี่เป็นคนช่วยไว้ พี่จะไปไหนฉันก็จะไปด้วย ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ฉันก็ยอม”
มู่เจียงหรงถอนหายใจ “ฉันก็เหมือนกัน ชีวิตของฉัน รวมถึงทุกอย่างที่ฉันมี ล้วนแต่เป็นเขาที่มอบให้ ดังนั้น การตอบแทนบุญคุณคือสิ่งที่ฉันควรทำ นี่คือจุดยืนของฉัน ไม่เคยเปลี่ยนแปลง!”
…
ณ เมืองโบราณลี่เจียง
จี้ชิงเยว่กำลังเผากระดาษเงินกระดาษทองที่บ้าน พึมพำกับตัวเองว่า “พ่อ แม่ ปู่ และบรรพบุรุษของตระกูลจี้ ลูกอกตัญญู หลังจากนี้จะไม่ได้เผากระดาษเงินกระดาษทองให้พวกท่านแล้ว”
“ลูกอาจจะไม่ได้กลับมา แต่ลูกต้องไป แม้แต่เพื่อตัวเอง ลูกก็ต้องไปให้ได้!”
ในขณะที่จี้ชิงเยว่กำลังเผากระดาษเงินกระดาษทอง ทันใดนั้นก็มีเสียงหญิงสาวใสๆ ดังมาจากหน้าต่าง “การไหว้บรรพบุรุษและบอกลาญาติพี่น้อง ไม่มีแฟนสาวไปด้วยได้ยังไง”
จี้ชิงเยว่หันกลับไปมองด้วยความงุนงง เห็นหญิงสาวนักรบชุดเกราะดำยืนอยู่ที่หน้าต่าง ดูจากรูปแบบชุดเกราะและเครื่องหมายบนบ่า เธอน่าจะเป็นหน่วยเสบียงของสตาร์ไฟร์ สังกัดเมืองเจียงเฉิง “เธ..เธอคือ?” จี้ชิงเยว่ถามอย่างไม่เข้าใจ
นักรบหญิงชุดดำพลิกตัวกระโดดเข้ามาจากหน้าต่าง ยื่นมือออกมาแนะนำตัวด้วยรอยยิ้ม “สวัสดี ฉันถังไจ้ฉิง อายุ 20 ปี สังกัดหน่วยเสบียงของสตาร์ไฟร์ เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายเสบียง ฉันมาหาคุณ มาเพื่อ…มาดูตัว”
“ดูตัว?!” จี้ชิงเยว่ตกตะลึง
ถังไจ้ฉิงก้มหน้าแดงก่ำ นิ้วเรียวลูบผมยาวทัดหู “ทำ ทำไมเหรอ ฉันดูไม่สวยเหรอ”
“ม ไม่ใช่นะ” จี้ชิงเยว่รีบปฏิเสธ “คุณสวยมาก”
ถังไจ้ฉิงแม้จะไม่ได้มีรูปโฉมงดงามสะคราญใจ แต่ก็เรียกได้ว่างามโดดเด่นไม่เป็นรองใคร อายุเพียง 20 ปี ก็ได้เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายเสบียง ของหน่วยสตาร์ไฟร์ อนาคตไกลเกินกว่าจะคาดเดา
“แต่ผม ผมมัน…ธรรมดาๆ เหมาะสมกับคุณเหรอ” จี้ชิงเยว่เกาหัวอย่างเขินอาย
ถังไจ้ฉิงยิ้มหวาน มองจี้ชิงเยว่ขึ้นลงอย่างซุกซน “ตอนงานเลี้ยงปีใหม่ คุณบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าอยากหาแฟน”
“ฉันเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายเสบียงคุณเป็นเสนาธิการฝ่ายยุทธการ ฐานะและตำแหน่งของเราสองคนก็ถือว่าเหมาะสมกันดี ถ้าได้แต่งงานกัน คุณก็คุมทัพ ฉันก็ดูแลเสบียง สมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก ไม่ดีตรงไหน”
“เอ่อ คือ…” จี้ชิงเยว่ถึงกับพูดไม่ออก
ถังไจ้ฉิงเบะปากถาม “แบบนี้แปลว่า คุณไม่ได้ชอบฉันงั้นสิ”
“ไม่ใช่นะ ไม่ได้หมายความแบบนั้น” จี้ชิงเยว่รีบปฏิเสธ
ถังไจ้ฉิงยิ้มเจ้าเล่ห์ กอดแขนจี้ชิงเยว่อย่างอ่อนหวาน “เอาล่ะ โบราณว่าไว้ บุคคลอกตัญญูอย่างหนึ่งคือไม่สืบสกุล ในเมื่อวันนี้มาไหว้บรรพบุรุษ ฉันก็จะไหว้เป็นเพื่อนคุณเอง” ว่าจบ ทั้งสองก็คุกเข่าลงเผากระดาษเงินกระดาษทองและไหว้บรรพบุรุษด้วยกัน
…
ณ เมืองซานเฉิง
ผู้บังคับบัญชาหวังคงมอบจดหมายจำนวนหนึ่งให้กับลูกน้อง “ตามที่อยู่ในจดหมาย ไปมอบให้กับผู้รับด้วยตัวเองทุกคน ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น”
“ครับ!” ทหารสื่อสารถือจดหมายออกไปทั่วเมืองทันที
ร้านบะหมี่เล็กๆ ธรรมดาๆ แห่งหนึ่ง
ลุงขาพิการเจ้าของร้านยกชามบะหมี่ร้อนๆ มาเสิร์ฟ มองลูกค้าทานอย่างเอร็ดอร่อย เขาก็พลอยยิ้มปลื้มใจไปด้วย
ทหารสื่อสารชุดเกราะดำเดินเข้ามาในร้าน ลุงเจ้าของร้านกำลังจะเข้าไปต้อนรับ ทหารผู้นั้นก็ทำความเคารพและยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้
ภาพตรงหน้าทำให้ลูกค้าทุกคนต่างพากันตะลึง
ลุงเจ้าของร้านเปิดจดหมายด้วยท่าทีเคร่งขรึม ข้างในมีข้อความสั้นๆ เขียนไว้ว่า “ชาติมีภัย ไพร่พลพึงร่วมใจ หากเกิดสงคราม เมื่อถูกเรียกตัว ข้าพเจ้าพร้อมกลับไปร่วมรบ และจะต่อสู้จนได้รับชัยชนะ ขอให้ทหารผ่านศึกทุกนายรีบกลับเข้ากรมกอง!”
เมื่ออ่านจบ ลุงเจ้าของร้านก็ทำความเคารพทหารผู้นั้น “ครับ! ทหารหมายเลข 1314 กองพันเหล็กที่ 7 รับทราบคำสั่ง จะรีบกลับเข้ากรมกองทันที!”