หวางเฟยเสด็จ ท่านอ๋องหลีกไป - บทที่ 672 แสดงมาเถอะ
แม่นํ้าจิ้งฮวา
ชายฝั่งอู๋จื่อ
วันเชิญ
คนในรายชื่อที่ได้รับเชิญ ไม่ว่าในใจจะหอบความคิดชนิดใดไว้ ทั้งหมดมาถึงใน
เวลาที่กำหนด และที่พูดจาข่มขู่ หานแสเจ้าของเรือแห่งความสิ้นหวังที่จะไม่ลากศพ
คนจากนอกแผ่นดินมาที่นี่เด็ดขาด วันนี้กลับมาเร็วเป็นพิเศษ
หานแสยืนอยู่บนดาดฟ้าของเรือ
ข้างกายคือหลานเยาเยาที่สวมเสื้อผ้าสีอ่อนทั้งตัว นางมัดผมที่ดำสนิทครึ่งหนึ่ง
เครื่องประดับบนศีรษะสวยงามเรียบง่าย และไม่ได้ตั้งใจแต่งตัวเป็นผู้ชาย แต่เมื่อมอง
ไป เหมือนกับชายหนุ่มที่สง่างามดั่งหยก
เหมือนกับว่าทั้งสองจะพูดคุยถูกคอกันเป็นอย่างมาก
ขณะที่เรือแห่งความสิ้นหวังหยุดเทียบท่า หานแสมองไปยังเงาคนฝูงชนหนึ่งที่ยืน
อยู่ด้านข้างของแม่นํ้านั่นด้วยความยั่วยุ
นั่นคืออ๋องเย่ที่นำเหล่าองครักษ์ลับกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งฮ่องเต้องค์ใหม่แห่งประเทศก่
วงส้าเย่หลีเฉินที่รีบมาจากสถานที่ไกลเป็นพันลี้ พวกเขาล้วนเห็นสายตาที่ยั่วยุของ
หานแส
เย่หลีเฉิน: “เขาโง่จริงๆหรือว่าแกล้งโง่?”
อุบายสาวงามเห็นได้ชัดเจนมาก
554
ไม่ต้องแสดงความสามารถเต้นระบำ ไม่ต้องทำการยั่วยวนใดๆ เพียงแค่หลานเยา
เยาอยู่บนเรือ ก็ยังแล่นเรือแห่งความสิ้นหวังมาถึงที่นี่อย่างว่านอนสอนง่ายแล้ว
ท่านชายหยิ่งผู้สูงส่งที่ผีเข้าผีออกก็ยังหลบเลี่ยงด่านของสาวงามได้ยากนะ!
บางทีเป็นฮ่องเต้นานๆแล้ว เย่หลีเฉินก็ปลงตกเป็นอย่างมากแล้ว
และเย่แจ๋หยิ่งเหลือบมองเงาคนทั้งสองบนเรือแวบหนึ่ง เปล่งเสียงไม่พอใจเสียงหนึ่ง
ในที่สุด สะสมความหึงหวงไว้เต็มท้อง แต่ปากกลับกล่าวอย่างเบาๆสบายๆว่า:
“ไม่โง่จะสามารถชื่อหานแสได้หรือ?”
ความหมายก็คือ ชื่อหานแสก็คือโง่
ฮ่องเต้องค์ใหม่เย่หลีเฉินมองเสด็จอาของตัวเองแวบหนึ่ง ปิดปากลงเงียบๆ
เขากลัวนี่!
ก็กลัวกว่าเสด็จอาจะมีนํ้าโหแต่ไม่มีที่ระบาย จะระบายบนตัวของตัวเอง
อย่างไรเสียเวลานี้บนตัวของเสด็จอากำลังมีพลังเย็นยะเยือกที่ไร้รูปร่างกระจาย
ออกมา ทำให้เขาขนลุกทั้งตัวแล้ว หากว่าประโยคไหนพูดไม่ดี เขาเกรงว่าจะประสบ
กับหายนะทำลายล้าง
อันที่จริงทั้งสองคนล้วนเข้าใจ
หานแสไม่โง่ ทั้งยังฉลาดเป็นอย่างมาก อย่างไรเสียเรื่องคนจากนอกแผ่นดินไม่ใช่
เรื่องเด็กเล่น ทั้งนี้พวกเขายังรู้สึกได้เป็นรางๆว่า ความคงอยู่ของเรือแห่งความสิ้นหวัง
มีความเกี่ยวข้องที่ลึกซึ้งและซับซ้อนกับคนจากนอกแผ่นดิน
555
บนเรือแห่งความสิ้นหวัง หลานเยาเยาเห็นเย่แจ๋หยิ่งแล้ว แววตาเปล่งประกายทันที
หลังจากพูดคุยเรื่อยเปื่อยกับหานแสไม่กี่ประโยค ก็อดทนรอไม่ได้ที่จะลงจากเรือ มา
กอดกับเย่แจ๋หยิ่งแน่นๆอย่างหนำใจ
เย่หลีเฉินเหลือบมองแวบหนึ่ง สายตาอยู่บนหน้าของหลานเยาเยาครุ่นคิดถึงอดีต
ครู่หนึ่ง หมุนตัวไปด้านข้างอย่างเงียบๆแล้ว
และหานแสบนเรือก็เพ่งมองทั้งสองกอดกัน บนใบหน้าเหมือนดั่งปกติ เหมือน
กำลังดูละคร แต่มือที่จับอยู่บนราว จับจนราวแทบจะแตกแล้ว สุดท้ายมือสองข้าง
คลายออกทันที สะบัดแขนเสื้อเข้าไปในห้องโดยสารของเรือแล้ว
ไม่ว่าใครก็คิดไม่ถึง
ฮ่องเต้ที่มาถึงเป็นคนแรกในวันนี้ เพราะนิสัยขี้ระแวง ประเทศเชียนหลิงที่เพิ่งจะ
เปิดศึกกับประเทศก่วงส้าไม่นาน
ไม่เพียงฮ่องเต้ประเทศเชียนหลิงมาแล้ว เขายังพาแค่เฉิงเสี้ยงมาคนหนึ่งกับนาย
พลผู้หนึ่ง และองครักษ์ยี่สิบกว่าคน
หลานเยาเยาเลิกคิ้ว
ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวนี้ทำให้คนชื่นชม
จากการมาถึงของแต่ละประเทศ ริมฝั่งที่โล่งกว้างเริ่มคึกคักขึ้นเรื่อยๆ
แต่ทว่า!
นอกเหนือความคาดหมายคือ สหพันธรัฐบางกลุ่มที่ไม่ได้รับเชิญ กลุ่มราชวงศ์
ชนเผ่าก็ทยอยมาอย่างต่อเนื่องบ้างแล้ว พวกเขาได้ยินเรื่องราวของคนจากนอก
แผ่นดิน ล้วนอยากเห็นหน้าตาที่แท้จริงของคนจากนอกแผ่นดิน
556
อย่างไรเสีย!
นี่ก็เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของแผ่นดินใหญ่ผืนนี้
ศพของคนจากนอกแผ่นดินสองศพได้ย้ายลงจากเรือแห่งความสิ้นหวังล่วงหน้า
แล้ว วางไว้บนริมฝั่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด ใช้ผ้าสีดำผืนใหญ่มากๆคลุมไว้ กลุ่มคนของแต่ละ
ประเทศทยอยกันชะโงกหน้าดู
เมื่อเห็นผ้าสีดำเปิดออกนาทีนั้น ฮ่องเต้แต่ละประเทศล้วนตกตะลึงจนพูดไม่ออก
แม้ว่าจะมีการเตรียมใจมาแล้ว ก็ยังถูกทำให้ตกใจแล้ว
ต่อสู้กับคนจากนอกแผ่นดินเช่นนี้
คนที่ตัวเล็กอ่อนแออย่างพวกเขาจะมีโอกาสชนะหรือ?
เวลานี้หลานเยาเยายืนอยู่บนเรือแห่งความสิ้นหวัง สายตาจ้องมองไปยังฝูงชนที่
นั่งและยืนอยู่อย่างเป็นระเบียบ เย่แจ๋หยิ่งที่น่าเกรงขามทรงอำนาจก็ยืนอยู่ข้างศพของ
คนจากนอกแผ่นดิน ออกนั่งบัญชาการรักษาการณ์ให้ประเทศก่วงส้า
มีเขาอยู่ ความสามารถในการใช้วาทศิลป์อย่างชัดเจนของฮ่องเต้องค์ใหม่เย่หลี
เฉิน พูดจาจนทำให้ทุกประเทศตะลึงงัน
สุดท้าย ทุกประเทศล้วนบรรลุข้อตกลง ต้องมีศัตรูคู่แค้นคนเดียวกัน ร่วมกัน
ต่อต้านคนจากนอกแผ่นดิน
เหตุการณ์นี้
ทำให้หลานเยาเยานึกถึงยุคแรก ก่อนที่คนจากนอกแผ่นดินจะเข้ามาโจมตี เย่แจ๋
หยิ่งก็เป็นเช่นนี้ จากนั้นบัญชาการผู้นำแต่ละคนป้องกันการโจมตีระลอกแล้วระลอก
เล่าของคนจากนอกแผ่นดิน
557
เวลานั้น!
คนบนแผ่นดินเดิมทีก็ไม่ได้มากมายนัก
สงครามใหญ่ฉากแล้วฉากเล่า จำนวนคนลดลงครึ่งหนึ่งแล้วอีกครึ่งหนึ่ง สุดท้าย
ภายใต้ความยากลำบาก ยังคงโจมตีทำให้คนจากนอกแผ่นดินล่าถอยไป
เพียงแต่ไม่รู้ว่าครั้งนี้ พวกเขาจะสามารถต้านทานได้สำเร็จหรือไม่
ฉับพลันนั้น!
ไม่รู้ว่าคนด้านล่างพูดอะไร
บรรดาผู้คนล้วนมองมาทางเรือแห่งความสิ้นหวัง พูดให้ถูกต้องคือมองมาทางนาง
ที่อยู่บนเรือแห่งความสิ้นหวัง
หลานเยาเยาพยักหน้าเล็กน้อย
นางควรแสดงออกมาแล้ว
ดังนั้นเมื่อมือใหญ่โบก ส้งเย่นกุยที่อยู่ด้านหลังก็ปรากฏตัวอย่างฉับพลัน ทำมือ
เคารพต่อหลานเยาเยา แล้วในชั่วพริบตาบนพื้นผิวของแม่นํ้าที่อยู่ไม่ไกล
ท่าทางที่สะอาดสะอ้านของเขา ล่องลอยอย่างเลือนราง ราวกับว่าไม่ใช่การกระทำ
ของคนบนโลก ทำให้ผู้คนชื่นชมว่าดีที่สุดเท่าที่พบเห็นมา
แต่ทว่า!
ไม่เพียงเท่านี้ ไม่รู้เขาทำอะไรกับพื้นผิวของแม่นํ้า ต่อจากนั้นในแม่นํ้าก็ปรากฏ
ความเคลื่อนไหวผิดปกติ สิ่งของดำทะมึนทั้งผืนรวมเข้าด้วยกัน พุ่งทะลุผิวนํ้าอย่าง
ฉับพลัน เส้นแล้วเส้นเล่า กลุ่มหนึ่งต่อด้วยอีกกลุ่มหนึ่ง เหมือนดั่งงูเหลือมขนาดใหญ่
ตัวหนึ่ง โจมตีไปทางส้งเย่นกุย
558
ฉานสุน!
ขนาดรูปร่างไม่ใหญ่นัก เหมือนปลาคาร์ปหนักสองถึงสองกิโลครึ่ง แต่ทั้งร่างกลับ
มีหนาม ในหนามซ่อนพิษ และรวมเป็นกลุ่ม กินเนื้อดิบเป็นอาหาร น่ากลัวที่สุดคือ
พวกมันเฉลียวฉลาดอีกทั้งการดีดกระโดดแข็งแกร่งเป็นที่สุด ยังสามารถมีชีวิตบน
บกได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง เป็นสัตว์ที่ดุร้ายที่สุดในแม่นํ้า
ก็เหมือนปลาปิรันย่าในปัจจุบัน แต่กลับทำให้คนได้ยินก็ขวัญผวายิ่งกว่าปลาปิรัน
ย่า
ไม่มีผู้ใดสามารถหลบหนีไปจากฉานสุนเหล่านี้ได้
แต่สำหรับส้งเย่นกุยแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องแค่นั้น แต่เพื่อทำให้กลุ่มฮ่องเต้ที่
มีความคิดแต่ละอย่างกลุ่มนั้นไม่ดูถูกความสามารถเจ้านายของตัวเอง และไม่เชื่อฟัง
ปฏิบัติตามสิ่งที่ให้แยกย้ายไปทำ เป็นธรรมดาที่เขาจะต้องแสดงรอบหนึ่ง
ฉานสุนเหมือนดั่งงูที่ลอยขึ้นมาพันล้อมเช่นนั้น แต่กลับไม่สามารถเข้าใกล้
ร่างกายได้สักนิด
เขาเพียงแค่ดีดนิ้วเล็กน้อย ลมปราณรอบๆตัวที่เหมือนดั่งกำลังภายในแต่ก็ไม่ใช่
กำลังภายใน เหมือนดั่งแสงสว่างเช่นนั้นกระจายออก ทำให้ฉานสุนแหลกสลายเป็น
ชิ้นๆ จากนั้นพลิกตัวลงไปในแม่นํ้าอีก ทำให้ฉานสุนฝูงใหญ่ในแม่นํ้าเป็นสะเทือนเป็น
เศษอย่างราบคาบ เขาเหาะออกมา ขณะที่หยุดอยู่ด้านบนพื้นผิวของแม่นํ้า กลับไม่
เปียกนํ้าสักหยด
เหตุการณ์เช่นนี้ อีกทั้งมหัศจรรย์ขนาดนี้
ทุกคนตะลึงงันไปแล้ว!
“เขาเป็นผู้ใด? ทำไมไม่เคยพบเห็นมาก่อน?”
559
“หรือว่าบุคคลผู้นี้จะกลายเป็นเทพเซียน? ต่อสู้กับฝูงฉานสุนที่ดุร้ายเช่นนี้ คิดไม่
ถึงว่าจะไม่ต้องออกแรงมากมาย ทำให้คนมองด้วยความน่าทึ่งจริงๆ”
“นึกไม่ถึงว่าเขาจะเป็นเพียงผู้ช่วยที่เก่งกาจของเทพธิดาเท่านั้น ก็ถูก เทพธิดา
สามารถพอที่จะตายแล้วฟื้นชีพได้ ฝีมือวิชาการรักษาเกินธรรมดานานแล้ว แน่นอน
ว่าจะต้องเป็นผู้ช่วยที่เก่งกาจ”
“มีพวกเขาอยู่ด้วยได้ พวกข้าก็มีพลังที่จะต่อสู้นะ!
แสดงจบ
ส้งเย่นกุยกลับไปข้างกายของหลานเยาเยาอย่างเชื่อฟัง ยืนอย่างดีเงียบๆ
เมื่อครู่ฮ่องเต้องค์ใหม่ได้ทำตามความประสงค์ของอ๋องเย่ เอาเรื่องที่หลานเยาเยา
เป็นเทพธิดาพูดออกมา อีกทั้งพูดให้นางแฝงด้วยสีสันความเป็นเทพนิยาย ใช้
ความสามารถในการตายแล้วฟื้นนี้ของนางเป็นการมอบหมายงาน
กลายเป็นเสาหลักของพลังกายพลังใจในการต่อต้านกับคนจากนอกแผ่นดินที่น่า
สะพรึงกลัวเป็นที่สุด
นี่ก็คือสิ่งที่พวกเขาได้หารือกันล่วงหน้า!
มีการแสดงที่น่าตื่นใจในตอนแรกของส้งเย่นกุย ต่อจากนั้นไม่ว่าหลานเยาเยาจะ
แสดงออกอย่างมหัศจรรย์เพียงไร น่าเหลือเชื่อเท่าไหร่ กระทั่งแปลกเกินธรรมดาทำ
ให้คนตกใจเพียงใด ก็ไม่เกินไปแล้ว
อย่างไรเสีย!
ในแผนการที่กำหนด การดำรงอยู่ของพวกเขาแทบจะกลายเป็นเทพเซียน
560
แน่นอน บรรดาฮ่องเต้ไม่ใช่คนโง่ พวกเขามีหัวสมองของตัวเอง เพียงคิดว่า
ประเทศก่วงส้าตั้งใจบรรยายให้เป็นจิตวิญญาณของผู้นำ
พวกเขาก็ไม่ได้เปิดโปง
เพราะว่าผู้นำก็คือผู้ที่ต้องพุ่งเข้าไปอยู่ด้านหน้าสุดในการทำสงครามกับคนจาก
นอกแผ่นดิน ไม่มีความสามารถไม่ได้
แต่หลังจากเห็นฝีมือที่มหัศจรรย์เช่นนั้นของส้งเย่นกุย จิตใจของบรรดาฮ่องเต้ก็
หวั่นไหวแล้ว
หรือว่าบนโลกมีเซียนดำรงอยู่จริง?
อดีตราชครูเทียนเวิงที่แข็งแกร่งจนไม่มีศัตรูจะเทียบได้ ก็ไม่ได้เก่งกาจเช่นนี้ เห็น
ได้ว่าเทพธิดาผู้นี้เป็นบุคคลที่ไม่ธรรมดาลึกลับมหัศจรรย์ถึงขีดสุด
หลานเยาเยายืนเอามือไขว้หลัง
เดินลงมาจากเรือแห่งความสิ้นหลังทีละก้าวๆ นางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย สีหน้า
เย็นชา ภายใต้สายตาของทุกคน เดินมาช้าๆ…..
561