อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - บทที่ 59 ซากไป๋หลิง (อัปเดต)
หลังจากจัดการกับกลุ่มของเหลียนจ้งจากวิทยาลัยตงยวนแล้ว พวกหลี่ลั่วสามคนก็ออกเดินทางต่อ ระหว่างทางก็ได้พบเจอกับศัตรูที่แข็งแกร่งอีกหลายกลุ่ม แต่สุดท้ายแล้วอีกฝ่ายก็ล้วนต้องน้ำตาตกใน เสียคะแนนให้กับหลี่ลั่วทั้งหมด
หลังจากผ่านไปสองชั่วโมง
พวกหลี่ลั่วสามคนได้มายืนอยู่บนเนินสูง มองดูซากปรักหักพังอันกว้างใหญ่ไพศาลผืนหนึ่งที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เดิมทีซากปรักหักพังแห่งนี้เคยเป็นเมืองเล็กๆ มาก่อน แต่เพราะถูกกัดกร่อนตามกาลเวลา จึงทรุดโทรมจนเกินเยียวยา
มีซากอาคารบ้านเรือนที่พังทลายอยู่มากมาย ทอดยาวออกไปสุดลูกหูลูกตา ภายในซากปรักหักพังยังมีต้นไม้เถาวัลย์มากมายที่ชอนไชขึ้นจากพื้นดิน บดบังทัศนียภาพไว้
ที่นี่คือซากไป๋หลิง และเป็นสถานที่ตัดสินผลในการสอบใหญ่ของวิทยาลัยครั้งนี้ด้วย
พวกหลี่ลั่วสามคนมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ซากไป๋หลิง และเมื่อมาถึงบริเวณขอบของซากปรักหักพัง พวกเขาก็พบกับกำแพงผลึกตั้งตระหง่านอยู่
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ บนกำแพงผลึกก็มีตัวอักษรปรากฏขึ้น เป็นกฎข้อสุดท้ายของการแข่งขันรอบคัดออกนี่เอง อันที่จริงกฎก็ง่ายมาก เมื่อใดที่ในซากไป๋หลิงเหลือผู้เข้าสอบเพียงสิบคน การสอบใหญ่ของวิทยาลัยก็จะสิ้นสุดลงทันที และเมื่อนั้นก็จะใช้คะแนนของแต่ละคนมาจัดอันดับ
และตอนนี้เอง พวกหลี่ลั่วพลันเห็นว่าบนป้ายผลึกที่หน้าอกของเขามีประกายแสงสว่างวิบวับ จากนั้นมันก็ฉายแสงออกไป เกิดเป็นม่านแสงจางๆ ขึ้นเบื้องหน้าทันที
“นี่มันกระดานคะแนน” อวี๋ล่างกล่าวอย่างประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่าเมื่อมาถึงซากไป๋หลิงแล้วก็จะสามารถตรวจสอบกระดานคะแนนได้ด้วยตัวเอง
หลี่ลั่วมองไปที่กระดานคะแนน เห็นว่าคนที่อยู่อันดับหนึ่งคือหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ คะแนนของนางสูงถึงเก้าพันห้าร้อยคะแนน
“จิ๊จิ๊ ร้ายกาจจริงๆ นี่นางต้องทำร้ายคนไปมากแค่ไหนกัน?” หลี่ลั่วยิ้มกล่าว พวกเขาต้องพยายามอย่างหนักเพื่อตกปลาอย่างยากลำบาก แถมระหว่างนั้นยังได้เหลียนจ้งมามอบของขวัญพิเศษให้อีก แต่ตอนนี้คะแนนของเขาก็ยังแค่สี่พันกว่าคะแนนเท่านั้น ทว่าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์กลับยังคงมีคะแนนสูงกว่าเขาถึงเท่าตัว เห็นได้ชัดว่านางคงจะกำจัดทุกคนที่ขวางหน้าเลยจริงๆ
ซึ่งคนที่อยู่รองจากหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ ก็คือซือคงจากวิทยาลัยตงยวนตามคาด มีทั้งหมดแปดพันสามร้อยคะแนน
คนที่อยู่ถัดจากซือคงลงไปก็ล้วนแล้วแต่มีคะแนนราวๆ ห้าพันคะแนนทั้งนั้น และหลี่ลั่วก็เห็นอันดับของตัวเองแล้วเช่นกัน อยู่อันดับที่สิบเจ็ด
ส่วนอวี๋ล่างกับจ้าวคั่วอยู่ในอันดับที่สามสิบกว่าๆ
“พี่ลั่ว ต่อไปหากเจอศัตรูที่แข็งแกร่งแล้วสถานการณ์ไม่สู้ดีละก็ พี่ก็หนีไปก่อนเลยนะ พวกเราสองคนได้อันดับประมาณนี้ก็น่าจะถึงขีดจำกัดแล้ว ดังนั้นถ้ามีโอกาสละก็ ข้าจะต่อสู้สุดกำลังเป็นครั้งสุดท้าย ทำประโยชน์ให้กับพี่สักหน่อย ข้าเชื่อว่าอวี๋ล่างเองก็คิดแบบนี้เหมือนกัน ใช่ไหม?” จ้าวคั่วจ้องมองกระดานคะแนนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว
อวี๋ล่างได้ยินเช่นนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “อันที่จริงข้ารู้สึกว่าข้าน่าจะยังสู้ต่อได้อีกหน่อยนะ?”
จ้าวคั่วถึงกับชะงักไปเล็กน้อย จ้องมองไปที่อวี๋ล่างอย่างดุดัน “ไม่ต้องสู้แล้ว เจ้าหมดโอกาสไปแล้ว”
อวี๋ล่างได้แต่พยักหน้า ก็ได้ๆ ข้ายอมแล้วข้ายอมแล้ว
ถึงแม้ว่าอวี๋ล่างจะชอบพูดเล่น แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของจ้าวคั่วเช่นกัน พวกเขาทั้งสองคนมีพลังระดับเจ็ดตรา แต่พวกเขาไม่ได้ร้ายกาจเข้าขั้นพิสดารเท่าหลี่ลั่ว หากต้องสู้กับศัตรูระดับแปดตรา พวกเขามีโอกาสแพ้สูงมาก และเมื่อมีผู้แข็งแกร่งเดินทางมาถึงยังซากไป๋หลิงนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ความแข็งแกร่งของพวกเขาระดับนี้ หากยังคงติดตามหลี่ลั่วต่อไป พวกเขาก็จะค่อยๆ เปลี่ยนจากผู้ช่วยกลายเป็นตัวถ่วงไปทันที
ซากไป๋หลิงแห่งนี้ สุดท้ายแล้วจะคัดคนออกจนกว่าจะเหลือผู้เข้าสอบเพียงสิบคนเท่านั้น พวกเขาไม่สามารถคาดหวังที่จะติดตามหลี่ลั่วไปจนถึงตอนนั้นได้อยู่แล้ว การทำเช่นนั้นมีแต่จะเพิ่มแรงกดดันให้กับหลี่ลั่วเปล่าๆ
ถึงแม้หลี่ลั่วจะไม่ได้ใส่ใจ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำเป็นทองไม่รู้ร้อนได้
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต่อให้พวกเขาจะติดหนึ่งในสิบอันดับแรกไปมันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรมากนักอยู่แล้ว ตราบใดที่หลี่ว์ชิงเอ๋อร์สามารถคว้าอันดับหนึ่งมาได้ เช่นนั้นด้วยสิทธิ์ในการเข้าเรียนที่วิทยาลัยหนานเฟิงจะได้รับ ด้วยอันดับของพวกเขาในตอนนี้ พวกเขาย่อมต้องได้แบ่งสิทธิ์มาด้วยอยู่แล้ว
หลี่ลั่วได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า “ดูสถานการณ์ตอนนั้นอีกทีแล้วกัน” อันที่จริงเป้าหมายของเขาก็แค่การติดหนึ่งในสิบอันดับแรกเพื่อให้ได้รับสิทธิ์ในการเข้าเรียนเท่านั้น ส่วนหน้าที่ในการแย่งชิงอันดับหนึ่งนั้น ทางวิทยาลัยหนานเฟิงมีหลี่ว์ชิงเอ๋อร์รับหน้าที่นี้ไปแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องไปชิงดีชิงเด่นกับนางอีก
“ไปกันเถอะ เข้าไปหาที่ซ่อนตัวในซากไป๋หลิงกันก่อน”
หลี่ลั่วโบกมือออกมา พาสหายทั้งสองเข้าไปในซากไป๋หลิงที่มีภูมิประเทศซับซ้อน
ขณะเดียวกัน ในอีกทิศทางหนึ่งของซากไป๋หลิง
ซือคงยืนอยู่ตรงหน้ากำแพงผลึกบานหนึ่ง มองดูกระดานคะแนนที่ก่อตัวขึ้นมาจากม่านแสงจางๆ ตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย สายตาของเขามองไปยังหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่อยู่ในอันดับหนึ่งอยู่นานพอสมควร
“ลูกพี่ ชื่อของเหลียนจ้งหายไปจากกระดานคะแนนแล้ว เกิดเรื่องกับเขาหรือ?” อยู่ๆ ลูกน้องคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังซือคงก็กล่าวขึ้นด้วยความตกใจ
ซือคงได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน เขาหันไปมองอันดับท้ายๆ ก็ไม่พบชื่อของเหลียนจ้งจริงๆ แต่กลับเห็นชื่อของหลี่ลั่วที่อยู่ในอันดับที่สิบเจ็ดแทน
ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เขาเคยสั่งให้เหลียนจ้งไป “ดูแล” หลี่ลั่ว แต่ไฉนตอนนี้เหลียนจ้งถึงถูกคัดออกไปแล้ว ส่วนหลี่ลั่วกลับเลื่อนอันดับขึ้นมาแทน?
“มันน่าจะถูกหลี่ลั่วจัดการแล้ว” ซือคงกล่าวเสียงเรียบ
“หา? เจ้าหลี่ลั่วนั่นมันแค่ระดับเจ็ดตราเองไม่ใช่หรือ? มันจะจัดการกับเหลียนจ้งได้อย่างไร?” คนข้างๆ กล่าวด้วยความเหลือเชื่อ
“มันต้องมีวิธีการอะไรบางอย่างอยู่แล้ว อีกอย่าง พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่าหลี่ลั่วผู้นั้นมันเป็นแค่เศษสวะ?” ซือคงยิ้มออกมา แต่ในดวงตากลับมีประกายเย็นชา
“คุณชายน้อยผู้นี้ ซ่อนเขี้ยวเล็บเอาไว้มาโดยตลอด”
“เช่นนั้น จำเป็นต้องจัดการมันไหม?”
ซือคงโบกมือแล้วกล่าวว่า “ตอนนี้เป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ ถึงแม้ว่าหลี่ลั่วจะเหนือความคาดหมายไปบ้าง แต่มันก็ยังไม่มีสิทธิ์ที่จะทำให้พวกเราต้องเปลี่ยนแผน”
“ยังไม่ต้องไปสนใจมัน ไว้เราจัดการหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ได้แล้ว มันก็เป็นแค่ตัวตลกเท่านั้น ไม่มีอะไรน่ากลัวอีก”
เมื่อพูดจบ ซือคงก็ก้าวเท้าเข้าไปในซากไป๋หลิง
หลังจากเข้ามาในซากไป๋หลิงได้ไม่นาน ซือคงก็พบเห็นสัญลักษณ์ที่เห็นได้ชัดว่าเพิ่งถูกสลักไว้ใหม่ๆ บนกำแพงที่พังทลายลงมาทันที พลันแสยะยิ้มออกมา จากนั้นก็เดินตามสัญลักษณ์นั้นผ่านซากถนนที่พังทลายและเต็มไปด้วยหญ้ารกรุงรัง
หลังจากผ่านไปราวๆ สิบนาที เขาก็เดินเข้าไปในซากของบ้านหลังหนึ่ง
ภายในบ้านนั้นมืดสนิท และเมื่อซือคงเดินเข้ามา ก็เห็นเงาร่างสี่สายเดินออกมาจากเงามืด เป็นเซี่ยงเหลียง ฉือซู และจงฟู่ที่เคยทำข้อตกลงกับซือคงเอาไว้ ส่วนอีกคนหนึ่งไม่ใช่ใครอื่น เป็นซ่งอวิ๋นเฟิงนั่นเอง
“ซือคง สุดท้ายเจ้าก็ยังคงตามหลังหลี่ว์ชิงเอ๋อร์อยู่ดีสินะ” เซี่ยงเหลียงยิ้มกว้างทันทีที่ได้พบกับซือคง
ซือคงยิ้มบางๆ “เป็นเพียงแค่การนำหน้าชั่วคราว ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”
“ว่ามาเถอะ พวกเราจะเริ่มลงมือกันตอนไหน” ฉือซูเอ่ยถาม
“สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือต้องระบุตำแหน่งของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ให้ได้ก่อน จากนั้นจึงค่อยวางแผนอย่างรัดกุม ไม่เปิดโอกาสให้นางหลบหนีได้อย่างเด็ดขาด มิฉะนั้นหากนางหนีไปได้ พวกเราก็คงจะไม่มีโอกาสล้อมโจมตีนางได้อีกเป็นครั้งที่สองแล้ว เมื่อถึงตอนนั้น นางเพียงถ่วงเวลาไว้สักหน่อย หรือลดจำนวนคนลงจนเหลือสิบคน ก็จะบังคับให้การสอบสิ้นสุดลงได้แล้ว” จงฟู่ค่อยๆ กล่าวขึ้นมา
ซือคงพยักหน้า จากนั้นก็หันไปมองซ่งอวิ๋นเฟิงพร้อมกับยิ้มกล่าว “เรื่องระบุตำแหน่ง คงต้องรบกวนอวิ๋นเฟิงแล้วละ”
เซี่ยงเหลียงกับอีกสองคนต่างก็หันไปมองซ่งอวิ๋นเฟิงเช่นกัน ซึ่งภายใต้สายตาของพวกเขา ซ่งอวิ๋นเฟิงกลับแสดงสีหน้าอึดอัดออกมาเล็กน้อย เพราะเขารู้สึกได้ถึงเจตนาดูถูกที่แฝงอยู่ในสายตาของอีกฝ่าย
อย่างไรเสียเซี่ยงเหลียงกับอีกสองคนก็ไม่ได้มาจากวิทยาลัยหนานเฟิง ดังนั้นการที่พวกเขาต้องการกำจัดหลี่ว์ชิงเอ๋อร์จึงเป็นเรื่องปกติ แต่ซ่งอวิ๋นเฟิงนั้นเป็นคนของวิทยาลัยหนานเฟิง แต่กลับมาช่วยซือคงจัดการหลี่ว์ชิงเอ๋อร์เช่นนี้ มันกินบนเรือนขี้บนหลังคาชัดๆ
ถึงแม้ว่าในมุมมองของพวกเขา พวกเขาย่อมยินดีที่จะมีคนทรยศอย่างซ่งอวิ๋นเฟิงมาช่วยเหลืออยู่แล้ว แต่พวกเขาก็ยังอดรู้สึกดูถูกนิสัยของซ่งอวิ๋นเฟิงไม่ได้อยู่ดี
“ข้าเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว” แม้ซ่งอวิ๋นเฟิงจะรู้สึกไม่พอใจ แต่ก็ยังคงพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณอวิ๋นเฟิงอย่างมากแล้วจริงๆ หากเรื่องนี้สำเร็จ เจ้าจะมีความดีความชอบมากที่สุด” ซือคงกล่าวขอบคุณด้วยสีหน้าจริงใจ