อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - บทที่ 60 ดักซุ่มรอบทิศ (อัปเดต)
เมื่อเวลาผ่านไป ก็มีนักศึกษามาถึงซากไป๋หลิงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนักศึกษาที่สามารถฝ่าฟันมาถึงที่นี่ได้ ล้วนแล้วแต่ต้องผ่านการต่อสู้อันดุเดือด ต้องเอาชนะคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งมาหลายต่อหลายคน ดังนั้น พวกเขาจึงถือว่าเป็นนักศึกษาระดับหัวกะทิของมณฑลเทียนสู่ในรุ่นนี้แล้ว
ดังนั้น การมาของพวกเขาจึงทำให้ความสงบสุขของซากปรักหักพังแห่งนี้ถูกทำลายลง การต่อสู้อันดุเดือดเริ่มปะทุขึ้นตามจุดต่างๆ ในซากปรักหักพัง
และการต่อสู้อันดุเดือดนี้ก็สะท้อนให้เห็นบนกระดานคะแนนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านนอกหรือภายในภูเขาไป๋หลิง ทุกคนต่างก็เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนกระดานคะแนนอย่างรุนแรง
บางครั้งก็มีชื่อที่อยู่ในอันดับต้นๆ หายไปอย่างกะทันหัน ถูกแทนที่ด้วยชื่ออื่น ซึ่งก็หมายความว่ามีคนตกรอบเพิ่มขึ้นอีกแล้ว
การต่อสู้อันดุเดือดยังคงดำเนินต่อไป สายตานับไม่ถ้วนต่างจับจ้องไปที่กระดานคะแนนอย่างตึงเครียด เพราะเมื่อจำนวนคนเริ่มลดลง นั่นก็หมายความว่าการสอบใหญ่ของวิทยาลัยได้มาถึงช่วงเวลาที่ดุเดือดที่สุดแล้ว
…
ภายในอาคารที่พังทลายหลังหนึ่ง
หลี่ลั่วฟังเสียงการต่อสู้ที่ดังมาจากไม่ไกลๆ แล้วมองไปที่กระดานคะแนนที่ฉายออกมาจากแผ่นผลึกแก้วพลางถอนหายใจ “จะตกรอบกันเร็วเกินไปแล้ว”
ในเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งชั่วโมงกว่า บนกระดานคะแนนที่มีรายชื่ออยู่มากกว่าร้อยคนในตอนแรก ตอนนี้กลับเหลือเพียงแค่หกสิบคนเท่านั้น
ในช่วงเวลานี้ เขาไม่ได้พบเจอกับศัตรูแต่อย่างใด คะแนนก็ไม่ได้เปลี่ยนเลยด้วย ดังนั้นอันดับของเขาจึงตกลงมาจากอันดับที่สิบเจ็ดมาอยู่อันดับที่ยี่สิบสาม
“โหดร้ายเกินไปแล้ว” จ้าวคั่วที่อยู่ข้างๆ เองก็พยักหน้าเห็นด้วย
ในขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่นั้น ก็มีเงาร่างสายหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับสายลม เผยให้เห็นร่างของอวี้ล่าง
“ข้างนอกตอนนี้อลหม่านมาก เกิดการต่อสู้ขึ้นไปทั่วเลย” อวี้ล่างเป็นคนออกไปสืบข้อมูลภายนอก อัตลักษณ์ลมของเขามีความเร็วสูง จึงเหมาะที่จะเป็นหน่วยลาดตระเวนเป็นอย่างยิ่ง
“พบเจออะไรเป็นพิเศษบ้างไหม?” หลี่ลั่วถาม
อวี้ล่างพยักหน้า สีหน้าดูจริงจังขึ้นเล็กน้อย “เมื่อครู่ข้าบังเอิญไปพบเข้ากับซือคง อีกทั้งข้างๆ มันยังมีเซี่ยงเหลียง ฉือซู และจงฟู่สามคนอยู่ด้วย”
เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาของหลี่ลั่วก็เบิกกว้าง “พวกมันร่วมมือกันงั้นหรือ?”
“ข้าสงสัยว่าพวกมันอาจจะร่วมมือกันเพื่อจัดการกับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์” อวี้ล่างเลียริมฝีปาก กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
ในบรรดานักศึกษาที่เข้าร่วมการสอบใหญ่ของวิทยาลัยครั้งนี้ คนที่จะทำให้ซือคงต้องลงทุนลงแรงมากขนาดนี้ได้ นอกจากหลี่ว์ชิงเอ๋อร์แล้ว ก็คงไม่มีใครอื่นอีก
สีหน้าของจ้าวคั่วที่อยู่ด้านข้างพลันเปลี่ยนไป อันที่จริงหากมองในแง่หนึ่งแล้ว ความหวังที่พวกเขาจะได้รับสิทธิ์เข้าเรียนในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงนั้น อาจจะไม่ได้อยู่ที่ตัวหลี่ลั่ว แต่อยู่ที่ตัวหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ต่างหาก
เพราะมีเพียงนางเท่านั้นที่สามารถคว้าอันดับหนึ่งมาได้ และสิทธิ์เข้าเรียนพิเศษของผู้ที่ได้อันดับหนึ่งนั้น มันมากพอจะสามารถพาพวกเขาเข้าไปด้วยกันได้
คิ้วของหลี่ลั่วค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน “มีความเป็นไปได้สูงมาก เจ้าซือคงนั่นมันเจ้าเล่ห์เพทุบาย มันต้องวางแผนรับมือเอาไว้อย่างรอบคอบแล้วเป็นแน่ หากหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ถูกพวกมันรุมเล่นงานจริงๆ ละก็อันตรายแน่”
หากซือคงวางแผนเรื่องนี้จริงๆ ละก็ เช่นนั้นพวกเขาจะปล่อยให้หลี่ว์ชิงเอ๋อร์เกิดเรื่องขึ้นไม่ได้เด็ดขาด เพราะหากพวกมันทำให้หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ตกรอบไป พวกเขาที่เป็นนักศึกษาของวิทยาลัยหนานเฟิงที่เหลือก็อาจจะถูกซือคงกวาดล้างไปด้วย แม้แต่ตัวเขาเอง ก็ไม่อาจรับมือกับการร่วมมือกันระหว่างซือคง เซี่ยงเหลียง ฉือซู และจงฟู่พร้อมกันได้
หลี่ลั่วนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็สูดลมหายใจลึกๆ เข้าไป มองไปทางอวี้ล่าง “พวกมันไปทางไหน?”
อวี้ล่างชี้ไปทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว “เจ้าจะไปหรือ?”
“พวกเจ้าเองก็รู้ว่าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์สำคัญมากแค่ไหน ดังนั้นข้าต้องไปดูสักหน่อย หากนางเกิดเรื่องขึ้น พวกเราเองก็คงไม่รอดเหมือนกัน” หลี่ลั่วถอนหายใจแล้วกล่าว
เมื่อได้ยินดังนั้น อวี้ล่างและจ้าวคั่วก็พยักหน้า
“พวกเจ้าสองคนอยู่ที่นี่ไปก่อน ข้าไปคนเดียวจะสะดวกกว่า” หลี่ลั่วกล่าว
“ตกลง ระวังตัวด้วย”
อวี้ล่างกับจ้าวคั่วต่างก็รู้ดีว่าการต่อสู้ระดับนั้น ไม่ใช่ระดับที่พวกเขาจะสามารถเข้าร่วมได้แล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่เตือนหลี่ลั่วเล็กน้อย
หลี่ลั่วพยักหน้า ไม่พูดอะไรอีก ร่างกายสั่นสะท้าน พลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินปรากฏขึ้นมารางๆ ราวกับมีแสงน้ำปกคลุมร่างกายเอาไว้หนึ่งชั้น จากนั้นเงาร่างของเขาก็พุ่งออกไปอย่างเงียบงันไร้ร่องรอย
…
ณ ที่แห่งหนึ่งในซากไป๋หลิง
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์นั่งอยู่ในซากของหอสูงแห่งหนึ่ง นางมีใบหน้างดงาม ชุดสีขาวท่อนบน ขับเน้นเนินอกวัยแรกแย้มและช่วงเอวอันเพรียวบางออกมา
ท่อนล่างเป็นกางเกงขายาวสีขาว ห่อหุ้มสะโพกเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ทำให้เรียวขาที่เรียวยาวอยู่แล้วยิ่งดูสวยงามขึ้นกว่าเดิม
ผมยาวสลวย ปล่อยสยายลงมา ไหวเบาๆ ตรงเอวบางๆ
ภาพอันงดงามนี้ดูขัดกับบรรยากาศของซากปรักหักพังแห่งนี้พอสมควร
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์หยิบถุงผ้าใบเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ ข้างในมีผลไม้อบแห้งอยู่ นางหยิบขึ้นมากินอย่างช้าๆ เพื่อเติมพลังงานที่เสียไปตลอดทั้งวัน
ทันใดนั้น นางก็หยุดเคี้ยว เพราะนางเห็นเงาร่างหนึ่งพุ่งเข้ามา
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์มองดูครู่หนึ่ง พบว่าอีกฝ่ายเป็นตี้ฝ่าฉิง
ตอนที่เข้ามาในซากไป๋หลิงในตอนแรก นางได้พบกับตี้ฝ่าฉิง เมื่อตี้ฝ่าฉิงเห็นนางก็ดีใจเป็นอย่างมาก จากนั้นก็ขอติดตามนางเพื่อหวังเก็บเศษคะแนนที่หลงเหลือไปด้วย หลี่ว์ชิงเอ๋อร์เองก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร เพราะอย่างไรเสียพวกนางก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน นางไม่รังเกียจที่จะช่วยเหลืออยู่แล้ว
“ชิงเอ๋อร์ เจ้าช่วยให้พวกเรานักเรียนหญิงมีหน้ามีตาขึ้นอย่างมากเลยจริงๆ นะ พวกผู้ชายมากมายขนาดนั้น กับถูกเจ้าคนเดียวเอาชนะได้ทั้งหมดเลย” ตี้ฝ่าฉิงกล่าวชื่นชมอย่างยิ้มแย้ม
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ยิ้มบางๆ “ยังไม่จบหรอกนะ”
ตี้ฝ่าฉิงพยักหน้า “ในการสอบใหญ่ของวิทยาลัยครั้งนี้ วิทยาลัยตงยวนถือเป็นคู่แข่งที่ร้ายกาจมากจริงๆ ข้าเองก็ค่อนข้างกังวลเจ้าซือคงนั่นอยู่บ้างเหมือนกัน”
“เขานับเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งคนหนึ่งจริงๆ” เรื่องนี้หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ไม่ได้ปฏิเสธ แม้แต่ตัวนางเองก็ยังรู้สึกว่าซือคงเป็นคู่ต่อกรที่สมน้ำสมเนื้อเช่นกัน
“อืมๆ ช่วงเวลาแบบนี้ คนที่มาจากวิทยาลัยเดียวกันควรจะช่วยเหลือกัน ดังนั้นเมื่อครู่ข้าจึงได้ทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้แล้ว นี่เป็นสิ่งที่ซ่งอวิ๋นเฟิงเตือนข้าเอาไว้ก่อนเริ่มการสอบใหญ่ เขาบอกว่าหากสุดท้ายแล้วข้าได้พบกับเจ้า และรู้สึกว่าเจ้าต้องการความช่วยเหลือด้วยละก็ ให้ใช้สัญลักษณ์นี้แจ้งเขา หากเขาเห็นเขาจะรีบมาช่วยทันที” ตี้ฝ่าฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่กำลังเคี้ยวผลไม้อบแห้งอยู่พลันชะงักไป
นางหันไปมองตี้ฝ่าฉิง แววตาที่เย็นชาพลันดูดุดันขึ้นทันที “เจ้าบอกว่าเจ้าทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้ให้ซ่งอวิ๋นเฟิงแถวนี้งั้นหรือ?”
ตี้ฝ่าฉิงตกใจกับสายตาอันดุร้ายของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์จนสะดุ้งไป รีบตอบอย่างตะกุกตะกักว่า “ใช่แล้ว ทำไมหรือ? อย่างไรเสียซ่งอวิ๋นเฟิงก็เป็นถึงอันดับสองของวิทยาลัยหนานเฟิงนะ หากเขาสามารถมาช่วยเจ้าได้ พวกเราก็ไม่ต้องกลัวซือคงแล้ว”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์จ้องมองตี้ฝ่าฉิงอยู่ราวสิบกว่าวินาที จากนั้นก็เก็บถุงผ้าใบเล็กๆ เข้าไปในอกเสื้อ ลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าเย็นชา “ข้าไปก่อน เจ้าไม่ต้องตามข้ามาแล้ว”
“ชิงเอ๋อร์… เจ้า เจ้าเป็นอะไรน่ะ? ข้าทำอะไรผิดหรือ?” ตี้ฝ่าฉิงรีบถาม
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ไม่สนใจนางอีกต่อไป กดปลายเท้าลงอย่างแผ่วเบา ร่างกายอันเบาบางพลันพุ่งออกจากซากของหอสูงไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ร่อนลงบนซากปรักหักพังที่เต็มไปด้วยเศษหิน ก่อนจะรีบจากไปอย่างเงียบงัน
ถึงแม้นางจะไม่รู้ว่าสัญลักษณ์ที่ตี้ฝ่าฉิงทิ้งเอาไว้นั้นจะพาอะไรมาหา แต่นางไม่อยากเปิดเผยร่องรอยของตัวเองเช่นนี้เหมือนกัน เช่นนั้นมันจะทำให้นางรู้สึกไม่ปลอดภัยโดยสัญชาตญาณ
“หวังว่าข้าจะคิดมากไปเอง”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์คิดในใจ
ทว่าในตอนที่นางกำลังจะจากไปอย่างเงียบเชียบนั้นเอง อยู่ๆ นางก็เกร็งตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ก้อนหินใต้ฝ่าเท้าพลันระเบิดออก มีประกายแสงสีเขียวยิงออกมา พุ่งเข้าพันรอบข้อเท้าของนางโดยตรง
การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเกินไป
ทว่าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์เองก็ใช่ว่าจะไม่ได้เตรียมตัวอะไรไว้เลย เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน นางไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด เพียงแค่กดปลายเท้าลง พลันมีพลังอัตลักษณ์อันเย็นเยียบทะลักออกมา
ลำแสงสีเขียวที่พุ่งเข้ามาถูกแช่แข็งในพริบตา เผยให้เห็นรูปร่างที่แท้จริง มันคือเถาวัลย์สีเขียวชนิดหนึ่ง
แปะแปะแปะ!
มีเสียงปรบมือดังขึ้นจากด้านหน้า หลี่ว์ชิงเอ๋อร์มองไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเย็นชา จากนั้นก็พบกับเงาร่างสายหนึ่งที่ยืนอยู่บนซากกำแพง กำลังมองมาที่นางด้วยรอยยิ้ม
เป็นซือคงนั่นเอง
ส่วนทางด้านซ้าย ด้านขวา และด้านหลังของนาง ก็มีเงาร่างปรากฏขึ้นมาทีละคน ปิดกั้นเส้นทางหลบหนีของนางทั้งหมดอย่างสมบูรณ์
“หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ จับเจ้าได้แล้ว” เซี่ยงเหลียงดวงตาเป็นประกาย ฉีกยิ้มกล่าว
ตอนนี้ ด้านหน้าของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์คือซือคง ส่วนด้านซ้าย ด้านขวา และด้านหลังก็คือเซี่ยงเหลียง ฉือซู และจงฟู่ ศัตรูตัวฉกาจที่อยู่ในอันดับต้นๆ เหมือนกัน
บัดนี้ สถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นดั่งพื้นที่ปิดตายไปเสียแล้ว
และซากหอคอยที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก มีประกายแสงจากศิลาผลึกกะพริบวูบวาบ ได้ฉายภาพเหตุการณ์นี้ไปยังกำแพงผลึกที่เชิงเขาไป๋หลิงด้วยเช่นกัน
จากนั้น บรรยากาศอันเดือดพล่านที่เชิงเขาก็พลันปะทุขึ้นมาทันที