อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 3 คู่หมั้นที่ต้องการถอนหมั้น (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 3 คู่หมั้นที่ต้องการถอนหมั้น (อัปเดต)
สิงห์อาชาทั้งสี่ตัวลากรถม้าวิ่งไปตามถนนอันกว้างใหญ่ของนครหนานเฟิงอย่างมั่นคง อาคารบ้านเรือนสองข้างทางเลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ภายในห้องโดยสารของรถม้านั้นกว้างขวาง อบอุ่น และสะดวกสบาย หลี่ลั่วและเจียงชิงเอ๋อร์นั่งอยู่คนละด้านของโต๊ะน้ำชา
ทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันมากนัก หลี่ลั่วนั่งหลับตาทำสมาธิทันทีที่ขึ้นรถม้า ส่วนเจียงชิงเอ๋อร์ก็เปิดหนังสือขึ้นมาอ่านอย่างจริงจัง แสงแดดส่องผ่านช่องหน้าต่างของรถม้าเข้ามา ตกกระทบใบหน้าที่งดงามราวกับหยกของนาง ทำให้ใบหน้าของนางดูเปล่งประกายแวววาวยิ่งกว่าเดิม
ความเงียบดำเนินไปเป็นเวลานาน ขนตาอันเรียวยาวและหนาชัดของเจียงชิงเอ๋อร์พลันขยับขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นนางก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีทองจ้องมองมาที่หลี่ลั่ว “ดูท่าคำพูดที่ข้าเคยพูดไว้ที่วิทยาลัยหนานเฟิงเมื่อหลายปีก่อน จะสร้างปัญหาให้เจ้าเล็กน้อยสินะ”
“ข้าขอโทษ”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ลั่วจึงลืมตาขึ้น เขามองไปยังใบหน้าที่ทั้งงดงามแต่ก็ไม่อาจปิดบังความดุดันแข็งกร้าวไว้ได้ตรงหน้า ยิ้มกล่าวว่า “คำขอโทษนี้ข้าไม่เห็นความจริงใจเลยสักนิด”
“หากพี่จริงใจละก็ พี่ต้องอนุญาตให้ข้าถอนหมั้น”
เจียงชิงเอ๋อร์พลิกหน้าหนังสือต่ออย่างไม่ใส่ใจพร้อมกล่าวว่า “หรือว่านี่ก็คือการถอนหมั้นในตำนานหรือ? แต่ตามบทแล้ว คนที่ควรจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก่อนควรเป็นข้ามิใช่หรือ? เจ้าจำตำแหน่งผิดไปหรือเปล่า?”
กับมุกตลกอันเย็นเยียบของนาง ทำเอาหลี่ลั่วกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกเลยจริงๆ
เจียงชิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น มองหลี่ลั่วครู่หนึ่งแล้วกล่าวเสียงเรียบ “ทำไม? กลัวว่าสัญญาหมั้นหมายนี้จะทำให้เจ้าเดือดร้อนมากขึ้นหรือ?”
หลี่ลั่วนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้ากล่าว “ข้ากลัวว่ามันจะเป็นการผูกมัดพี่ พี่เป็นผู้หญิง ทำไมต้องมาแบกรับสัญญาหมั้นหมายที่ไม่จำเป็นเช่นนี้เอาไว้ด้วย? พี่เองก็รู้นี่ว่าการหมั้นหมายครั้งนี้มันเกิดขึ้นมาอย่างไร พ่อข้าถูกแม่ข้าตีไปกี่ครั้งแล้วเพราะเรื่องนี้?”
“เรื่องที่ท่านพ่อทำมันเหลวไหล อันที่จริงข้าก็คิดว่าสมควรถูกตีแล้วเหมือนกัน แต่ทำไมทุกครั้งที่แม่ข้าตีพ่อข้า ข้าถึงต้องโดนตีไปด้วยเล่า?!”
ยิ่งพูดไป หลี่ลั่วก็ยิ่งแสดงสีหน้าขุ่นเคือง
เมื่อนึกถึงภาพของสตรีผู้สูงสง่าที่อ่อนโยนต่อตนอย่างมาก แต่กลับยืนเท้าเอวคิ้วขมวด ลากบุรุษสองคนในบ้านทั้งคนโตและคนเล็กไปอัดจนน่วมแล้ว แม้แต่เจียงชิงเอ๋อร์ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มบางๆ ตรงมุมปาก แต่เพียงครู่เดียวก็กลับเป็นเหมือนเดิม
“ข้าไม่กลัว” นางส่ายหน้า
หลี่ลั่วกล่าวด้วยความปวดหัว “แล้วหากในอนาคตพี่ได้พบคนที่ชอบเล่า? พี่ทำแบบนี้ไม่ได้ มันไม่ถูกต้อง”
เจียงชิงเอ๋อร์ยิ้มบางๆ “ข้าอาจจะไม่พบก็ได้ ข้าตั้งหลักเกณฑ์ไว้สูงมาก อีกทั้งเราสองต่างก็หมั้นหมายกันแล้วด้วย ข้าเองก็ไม่มีทางไปสนใจคนอื่นอยู่แล้ว”
หลี่ลั่วจ้องมองเจียงชิงเอ๋อร์ กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีความโกรธเคือง “เจียงชิงเอ๋อร์ เจ้าคิดอะไรอยู่? ข้ารู้ว่าพ่อแม่ข้าดีกับเจ้ามาก เจ้าเองก็รู้สึกขอบคุณพวกเขามากเช่นกัน แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องแสดงความขอบคุณด้วยวิธีการเช่นนี้ เจ้าคิดว่าข้าเป็นอะไร? เป็นเครื่องมือให้เจ้าใช้แสดงความขอบคุณงั้นหรือ?”
“การหมั้นหมายครั้งนี้ เจ้าตกลง แล้วข้าเคยตกลงด้วยหรือ?”
การระเบิดอารมณ์ของหลี่ลั่วทำให้เจียงชิงเอ๋อร์ชะงักไปด้วยเช่นกัน นางจ้องมองใบหน้าของเขาด้วยดวงตาสีทองบริสุทธิ์ เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อย “ขอโทษ เรื่องนี้ข้าไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของเจ้าจริงๆ”
หลี่ลั่วเห็นเช่นนั้นก็กล่าว “ถ้าอย่างนั้น สัญญาหมั้นหมายนี้…”
“แต่…”
เจียงชิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น มองหลี่ลั่วอย่างจริงจัง “เจ้าเองก็น่าจะรู้นะว่ากฎของบ้านเราเป็นอย่างไร หากทั้งสองฝ่ายมีความคิดเห็นไม่ลงรอย เช่นนั้นก็ต้องต่อสู้กันก่อน จากนั้นผู้ชนะถึงมีสิทธิ์ตัดสินผล”
กฎนี้เป็นกฎที่แม่ของหลี่ลั่วตั้งขึ้น หลายปีมานี้ กฎนี้ใช้ได้กับทุกเรื่องในบ้าน ดังนั้นทุกครั้งที่นางมีความเห็นไม่ตรงกันกับพ่อของหลี่ลั่ว นางก็จะพับแขนเสื้อขึ้น แล้วลากพ่อของเขาเข้าไปในห้องฝึกทันที
“ดังนั้น หากเจ้าไม่พอใจกับสัญญาหมั้นหมายขนาดนั้น เอาไว้หลังจากกลับถึงบ้านแล้วพวกเราค่อยเข้าห้องฝึกไปทำตามกฎก็แล้วกัน” เจียงชิงเอ๋อร์กล่าว
สีหน้าของหลี่ลั่วแข็งค้างไปทันที จากนั้นก็มีสีหน้าสับสนเหมือนกับยอมรับชะตากรรม สุดท้ายเขาก็กัดฟัน ชี้นิ้วใส่เจียงชิงเอ๋อร์แล้วกล่าวด้วยความคับแค้นใจ “เจียงชิงเอ๋อร์ เจ้าจะมากเกินไปแล้วนะ ตอนนี้ข้าเป็นแค่นักศึกษาเริ่มต้นระดับสิบตรา จะไปสู้กับระดับขุนพลอย่างเจ้าได้อย่างไร?!”
การบำเพ็ญของเผ่ามนุษย์ หลังจากเปิดวิหารอัตลักษณ์แล้ว ก็จะเข้าช่วงสร้างรากฐานอย่างระดับสิบตรา หลังจากระดับสิบตราก็จะเป็นระดับขุนพล แต่การบำเพ็ญที่แท้จริงนั้นจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากระดับขุนพลขึ้นไปต่างหาก
หลังจากระดับขุนพล จะเป็นสามระดับใหญ่
คือขุนพล ขุนนาง ราชัน
ขุนนางกับราชันนั้นยังอีกไกลเกินไป ส่วนขั้นขุนพลนั้นจะแบ่งออกเป็นสองช่วงบนล่าง ช่วงบนคือระดับขุนพลสวรรค์ และช่วงล่างคือขุนพลโลกันตร์ ส่วนเจียงชิงเอ๋อร์นั้นอยู่ในระดับขุนพลโลกันตร์
การที่สามารถไปถึงระดับขุนพลโลกันตร์ได้ด้วยอายุเช่นนี้ พรสวรรค์ในการบำเพ็ญของเจียงชิงเอ๋อร์นั้น สามารถสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้คนนับไม่ถ้วนได้อย่างแน่นอน บางคนถึงกับคาดเดาว่า สถิติผู้ประดับยศขุนนางที่อายุน้อยที่สุดของอาณาจักรต้าเซี่ย เกรงว่าอาจถูกทำลายโดยนางก็เป็นได้
แต่ตอนนี้ เจียงชิงเอ๋อร์ที่อยู่ในระดับขุนพลโลกันตร์กลับบอกให้หลี่ลั่วที่อยู่ในระดับสิบตรามาสู้กับนาง…
หลี่ลั่วกลัวจริงๆ ว่าหากนางควบคุมพลังไม่ได้ อาจจะฟาดเขาตายได้ในฝ่ามือเดียว
เจียงชิงเอ๋อร์เก็บหนังสือบนโต๊ะ กล่าวด้วยท่าทางเสียดายเล็กน้อย “ดูท่าเจ้าจะไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้ เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้แล้วละ”
หลี่ลั่วรู้สึกจนใจ เขาทรุดตัวไปพิงหน้าต่างรถม้า แต่สายตากลับจ้องมองไปที่ใบหน้าอันงดงามเปล่งประกายของเจียงชิงเอ๋อร์ โดยเฉพาะดวงตาสีทองคู่นั้น มันบริสุทธิ์จนชวนให้รู้สึกลุ่มหลงจริงๆ
เขาถอนหายใจออกมา กล่าวด้วยเสียงที่อ่อนลงไปมากแล้วว่า “พี่ชิงเอ๋อร์ พวกเราอยู่ด้วยกันมาก็นานหลายปีแล้ว แต่ข้ารู้ว่า พี่ไม่ได้มีความรู้สึกแบบชายหญิงกับข้าเลย”
“การหมั้นหมายที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนความรัก มันจะไปมีความหมายอะไร?”
เจียงชิงเอ๋อร์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “ถึงแม้ว่าข้าอยากจะบอกว่า พรุ่งนี้เจ้าเพิ่งจะอายุสิบเจ็ดปี อย่ามาทำตัวแก่แดด…”
“แต่สิ่งที่เจ้าพูดก็มีเหตุผลอยู่บ้างจริงๆ กับคนอื่นๆ ข้าไม่ได้สนใจอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่กับเจ้า อย่างน้อยข้าก็ไม่ได้รังเกียจ”
หลี่ลั่วยิ้มหัวเราะเจื่อนๆ แล้วกล่าว “พี่ชิงเอ๋อร์ ที่พี่เขียนสัญญาหมั้นหมายนั่นขึ้นมา สาเหตุหลักๆ เป็นเพราะพี่รู้สึกซาบซึ้งต่อพ่อแม่ข้า ข้าเชื่อว่าความผูกพันที่พี่มีต่อพวกเขา น่าจะแรงกล้ากว่าที่พี่มีต่อข้าหลายเท่า แต่ความรู้สึกซาบซึ้งเช่นนี้ ข้าไม่ต้องการจริงๆ”
กล่าวจบ หลี่ลั่วก็ก้มหน้าลง ค่อยๆ เอื้อนเอ่ยอย่างช้าๆ “ข้ารู้ว่าการให้พี่ถอนหมั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่…”
เขาเงยหน้าขึ้น จ้องมองไปที่ดวงตาของเจียงชิงเอ๋อร์โดยตรง “ข้าหวังว่าพี่จะให้โอกาสตัวเอง และให้โอกาสข้าด้วยสักครั้ง”
หลี่ลั่วหยุดไปครู่หนึ่งแล้วค่อยกล่าวต่อ “พวกเราสามารถทำข้อตกลงกันได้ พี่ช่วยข้าดูแลคฤหาสน์ลั่วหลานจนกว่าข้าจะมีความสามารถมากพอ หากถึงตอนที่ข้ารับช่วงต่อแล้ว พี่สามารถทำให้มันไม่เสียหายหนักมากเกินไปได้ เช่นนั้นเพื่อเป็นการขอบคุณ ข้าจะถอนหมั้นกับพี่ เป็นอย่างไร?”
เจียงชิงเอ๋อร์ไม่ได้พูดอะไรแต่นิ้วเรียวยาวของนางเคาะบนโต๊ะเบาๆ อย่างเป็นจังหวะ หลังจากความเงียบดำเนินไปเป็นเวลานานพอควร สุดท้ายนางถึงได้เอ่ยพูดเสียงเบาว่า “หลี่ลั่ว เจ้าไม่ชอบข้าจริงๆ หรือ?”
หลี่ลั่วชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวว่า “พี่ชิงเอ๋อร์ พี่อาจจะดูถูกเสน่ห์และความโดดเด่นของพี่มากเกินไป สำหรับคนในวัยนี้ เสน่ห์ของพี่มันไม่มีใครต้านทานได้เด็ดขาด หากข้าบอกว่าไม่ชอบมันก็ออกจะเสแสร้งเกินไปหน่อย”
“แต่ข้าไม่ต้องการสัญญาหมั้นหมายแบบนี้”
เจียงชิงเอ๋อร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มือน้อยๆ ของนางพลันฟาดลงบนโต๊ะน้ำชา
เปรี้ยง!
หลี่ลั่วตกใจ รีบขยับก้นถอยไปทันที “พวกเราค่อยพูดค่อยจากันดีกว่านะ อย่าลงไม้ลงมือกันเลย”
เจียงชิงเอ๋อร์ถลึงตามองเขาครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ “หลี่ลั่ว ไม่ได้เจอกันนาน ดูท่าจะปากเก่งขึ้นไม่เบานะ แต่สิ่งที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผลอยู่บ้าง ข้าจะถือว่าเรื่องนี้เป็นข้อตกลงก็ได้ ไว้ถึงตอนที่เจ้าจะรับช่วงต่อแล้ว ข้าจะมอบมันให้กับเจ้าอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เมื่อนั้น เจ้าค่อยถอนหมั้นกับข้า”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ลั่วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ในขณะเดียวกัน ส่วนลึกในใจของเขากลับรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก ทำให้เขาแอบด่าตัวเองอย่างอดไม่ได้ โง่จริงๆ…
“คำพูดของเจ้าวันนี้ ทำให้ข้ารู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ดูท่าทางเจ้าเองก็ไม่ใช่เด็กน้อยอีกแล้วสินะ”
หลี่ลั่วเคืองเล็กน้อย “เด็ก? ข้าเด็กตรงไหน?”
เจียงชิงเอ๋อร์ไม่สนใจคำพูดนี้ของเขา เพียงจ้องมาที่เขาด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มแล้วกล่าว “แต่หลี่ลั่ว สุดท้ายข้าก็ยังต้องเตือนเจ้าอีกครั้ง เจ้าคิดจะทำข้อตกลงนี้จริงๆ หรือ? การหมั้นหมายนี้ หากเจ้าถอนออกแล้ว เกรงว่าทั้งชีวิตนี้เจ้าก็คงจะไม่มีโอกาสอีกเลยนะ”
หลี่ลั่วหรี่ตาลง ใช้มือทั้งสองข้างยันไว้บนโต๊ะน้ำชา ยืดตัวขึ้น จ้องมองเจียงชิงเอ๋อร์จากด้านบน ใบหน้าของทั้งสองห่างกันเพียงไม่ถึงคืบ
“เจียงชิงเอ๋อร์ การหมั้นหมายครั้งนี้ ข้าไม่ให้ค่ามันเลยแม้แต่เศษเสี้ยวเดียวจริงๆ เพราะในอนาคต ข้าอยากให้เจ้าหมั้นหมายกับข้าด้วยตัวเจ้าเอง ไม่ใช่ทำเพื่อพ่อแม่ข้า”
ในดวงตาสีทองของเจียงชิงเอ๋อร์ได้สะท้อนใบหน้าอันหล่อเหลาของหลี่ลั่ว รอยยิ้มน้อยๆ บนมุมปากของนางยิ่งชัดเจนมากขึ้น แน่นอนว่านางย่อมต้องเข้าใจความหมายของหลี่ลั่วอยู่แล้ว สาเหตุที่เขาต้องการถอนหมั้นกับนาง เป็นเพราะตอนนี้นางไม่ได้มองเขาในฐานะชายหญิง ส่วนในอนาคต หากนางได้หมั้นหมายให้กับหลี่ลั่วอีกครั้ง นั่นก็หมายความว่านางได้ตกหลุมรักเขาเข้าแล้ว
“นั่งลง” ริมฝีปากสีแดงของนางขยับเล็กน้อย
พลังอันลึกลับสายหนึ่งได้ปรากฏขึ้น กดหลี่ลั่วให้นั่งกลับลงไปทันที พละกำลังนั่นทำให้เขาร้องโอดโอยออกมาอย่างอดไม่ได้
ท่าทีที่อันน่าเกรงขามเมื่อครู่นี้ได้พังทลายลงในพริบตา
ส่วนเจียงชิงเอ๋อร์ก็เท้าคาง มองหลี่ลั่วด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อยครู่หนึ่งแล้วกล่าว “ความสามารถไม่มากพอ แต่กลับปากเก่งไม่น้อย หลายปีมานี้ข้าได้เห็นอัจฉริยะมาก็มาก แต่ยังไม่มีใครกล้าพูดแบบนี้กับข้าเลย”
“หลี่ลั่ว อย่าเพ้อฝันไปหน่อยเลย เป้าหมายของเจ้ามันสวยหรูเกินไป แต่หากเจ้าอยากลองดูจริงๆ ละก็ ข้าจะให้โอกาสเจ้าสักครั้งก็ได้”
ดวงตาสีทองของนางเปล่งประกาย ลึกลับและน่าค้นหา
“ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง… นี่เป็นแค่ก้าวแรก หากแค่ก้าวแรกนี้เจ้ายังทำไม่ได้ คำพูดของเจ้าในวันนี้ เจ้าก็ถือเสียว่ามันเป็นเพียงแค่อาการกำเริบของเด็กน้อยไม่ประมาณตนไปก็แล้วกัน จากนั้นก็ลืมมันไปเสีย”
ครั้งนี้หลี่ลั่วไม่ได้พูดอะไรมาก เขาเพียงแค่พิงหน้าต่างรถม้า หลับตาลงแล้วกล่าวอย่างสงบว่า “เช่นนั้นก็รอดูได้เลย”
ดวงตาของเจียงชิงเอ๋อร์มองไปยังท้องถนนและอาคารที่เลื่อนผ่านไปจากช่องหน้าต่างของรถม้า แสงแดดส่องเข้ามาในดวงตาของนาง จากนั้นนางก็ยิ้มออกมาบางๆ จนยากจะสังเกตเห็นได้
นัยน์ตาของนางมีความอ่อนโยนเผยออกมาเสี้ยวหนึ่งอย่างหาได้ยาก
รถม้าวิ่งไปอย่างรวดเร็ว หลังผ่านไปนานพอสมควร หลี่ลั่วก็ลืมตาขึ้นมาอย่างกะทันหัน กล่าวด้วยความสงสัยว่า “นี่ไม่ใช่ทางกลับบ้านนี่?”
เจียงชิงเอ๋อร์พยักหน้าเล็กน้อย กล่าวเสียงเบาว่า “แวะไปที่ห้างสมบัติมังกรทองก่อน ไปเอาของอย่างหนึ่ง”
นางมองหลี่ลั่วด้วยดวงตาสีทอง
“ก่อนที่อาจารย์กับอาจารย์แม่จะจากไป ท่านได้ทิ้งของไว้ให้เจ้าอย่างหนึ่ง บอกให้เจ้ารอเปิดตอนอายุสิบเจ็ดปี”
หลี่ลั่วได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจทันที
พ่อกับแม่ทิ้งของไว้ให้เขา?