อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 19 อัตลักษณ์ของหลี่ลั่ว (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 19 อัตลักษณ์ของหลี่ลั่ว (อัปเดต)
รอบๆ เวทีไม้ เต็มไปด้วยผู้คนมากมายเบียดเสียดกันจนแน่นขนัด
ทว่าบรรยากาศในตอนนี้กลับเงียบสงัดลงอย่างน่าประหลาด ทุกคนล้วนเบิกตาโต จ้องมองไปยังหลิวหยางที่กระเด็นออกจากสนามไปด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
ผลลัพธ์เช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าอยู่เหนือความคาดหมายของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง
หลิวหยางที่อยู่ในระดับหกตรา กลับพ่ายแพ้ให้กับหลี่ลั่วในการโจมตีครั้งเดียว?
เป็นไปได้อย่างไรกัน?!
ความเงียบดำเนินต่อไปอีกหลายลมหายใจ จากนั้นก็มีเสียงฮือฮาดังระงมขึ้นมาทันที
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ทำไมหลิวหยางโดนแค่ทีเดียวก็แพ้แล้ว?”
“แปลกๆ แล้ว หลิวหยางมีพลังอัตลักษณ์ระดับหกตราแล้วนะ ต่อให้ไม่ทันตั้งตัว แต่ด้วยการป้องกันจากพลังอัตลักษณ์แล้ว หลี่ลั่วก็ไม่น่าจะเจาะผ่านไปได้อยู่ดีนี่นา?”
“หรือว่า… เจ้าหลิวหยางมันจะรับสินบนมาแล้วแสร้งเป็นพ่ายแพ้?”
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริง มันก็ปลอมจนน่าเกลียดเกินไปหน่อยไหม?”
“…”
ทางฝั่งตึกหนึ่ง ตี้ฝ่าฉิงที่มองเหตุการณ์อยู่ก็อ้าปากขึ้นเล็กน้อย ราวกับมีเครื่องหมายคำถามลอยอยู่เหนือศีรษะ หลังจากนั้นครู่หนึ่งนางก็ขมวดคิ้วกล่าว “เจ้าหลิวหยางมันทำอะไรอยู่น่ะ? ออมมือมากเกินไปหน่อยไหม”
ซ่งอวิ๋นเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “น่าจะเป็นเพราะมันดูถูกคู่ต่อสู้มากเกินไป จนไม่ทันได้ปล่อยพลังอัตลักษณ์ออกมาด้วยซ้ำ”
“โง่จริงๆ” ตี้ฝ่าฉิงส่ายหน้า
“ครั้งหน้ามันคงไม่โชคดีแบบนี้อีกแล้วละ”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ด้านข้างจ้องมองไปยังเงาร่างสูงเพรียว ที่ยืนถือกระบองเหล็กอย่างองอาจอยู่กลางสนามประลองด้วยสีหน้าเหม่อลอยเล็กน้อย ราวกับได้เห็นเด็กหนุ่มผู้องอาจสง่างามที่เคยหยอกล้อนางเรื่องความผิดพลาดในวิชาอัตลักษณ์ แต่ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ แก้ไขให้นางทีละน้อยไปด้วยในสมัยที่ยังอยู่ตึกหนึ่ง
“รอบต่อไป…”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ขยับริมฝีปากเล็กน้อย กล่าวเสียงเบาว่า “เกรงว่าเขาคงจะยังชนะอีก หรือบางที… เขาอาจจะชนะอีกสองรอบที่เหลือด้วยเลยก็เป็นได้”
คำพูดของนางทำให้เหล่านักศึกษามากความสามารถของตึกหนึ่งต่างมองหน้ากันทันที โดยเฉพาะเหล่าเด็กหนุ่มก็ได้เผยสีหน้าไม่พอใจและอิจฉาออกมาทันที
“เป็นไปไม่ได้หรอก... เจ้าเข้าข้างมันขนาดนี้ หรือว่าเจ้าจะสนใจในตัวหลี่ลั่วกัน?” มีคนตะโกนแซวขึ้นมาจากในฝูงชน
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของซ่งอวิ๋นเฟิงก็พลันบูดบึ้งลงทันที ตะคอกกลับไปว่า “ใครมันพูดจาเหลวไหล?!”
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างดุร้าย ฝูงชนรอบข้างจึงได้แต่สงบปากสงบคำลง ไม่มีใครกล้าท้าทายเม้แต่คนเดียว
จากนั้นซ่งอวิ๋นเฟิงก็มองหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่ไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบว่า “ชิงเอ๋อร์ มันไม่มีทางชนะหรอก”
…
“หลี่ลั่ว ทำได้สวย!”
ในขณะที่ตึกหนึ่งต่างตกตะลึงกันอยู่นั้น จ้าวคั่วกลับส่งเสียงตะโกนขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นก่อนใครเพื่อน จากนั้นก็มีเสียงเฮของนักศึกษาจากตึกสองดังตามมา
ไม่ว่าหลี่ลั่วจะชนะเพราะหลิวหยางประมาทหรือไม่ แต่ตึกสองก็เป็นฝ่ายชนะในการประลองรอบแรกไปก่อนแล้ว
เสียงฮือฮารอบข้าง ทำให้หลิวหยางหน้าซีดเผือด เขาพยายามฝืนลุกขึ้นอย่างยากลำบาก พึมพำอะไรบางอย่างออกมาเช่น “ข้าประมาทเกินไป ไม่ได้หลบ” เป็นต้น แต่ในตอนนี้ไม่มีใครสนใจเขาอีกแล้ว
“ไอ้โง่”
เมื่อได้ยินเสียงเฮของตึกสอง เป้ยคุนก็มีสีหน้าบูดบึ้งขึ้นกว่าเดิมอย่างช่วยไม่ได้ เขาจ้องมองหลิวหยางที่นอนอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าซีดเผือดอย่างเดือดดาลครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปกล่าวกับอีกคนหนึ่งว่า “ลู่ไท่ เจ้าขึ้นไป ระวังอย่าพลาดท่าอีกล่ะ”
เด็กหนุ่มที่ชื่อลู่ไท่ผู้นั้นมีรูปร่างค่อนข้างผอมแห้ง แต่กลับดูฉลาดเจ้าเล่ห์ เมื่อได้ยินดังนั้นเขาก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงกวาดตามองหลี่ลั่วครู่หนึ่ง จากนั้นก็หยิบกระบี่เหล็กเล่มหนึ่งขึ้นมา เดินเข้าสู่สนามประลอง
บนแท่นสูง สวีซานเยว่กล่าวชื่นชมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “วิชาอัตลักษณ์ของหลี่ลั่วถูกฝึกฝนจนคล่องแคล่วช่ำชองอย่างมากแล้ว ช่างน่าเสียดายจริงๆ ด้วยความสามารถในวิชาอัตลักษณ์ของเขาแล้ว หากพลังอัตลักษณ์ของเขาไปถึงระดับห้าตราได้ละก็ เกรงว่าคงสามารถท้าทายคู่ต่อสู้ส่วนใหญ่ที่อยู่ในระดับหกตราได้เลยด้วยซ้ำ”
หลินเฟิงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ถึงจะน่าเสียดายแค่ไหน มันก็ไม่มีประโยชน์”
“รอบที่สอง เริ่มได้!”
แต่เห็นได้ชัดว่า เพราะความพ่ายแพ้ของหลิวหยางทำให้หลินเฟิงอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาบ้างแล้ว จึงคร้านจะโต้เถียงอะไรกับสวีซานเยว่ รีบประกาศเริ่มรอบที่สองทันที
ทันทีที่เสียงของหลินเฟิงดังขึ้น ลู่ไท่ก็ปล่อยพลังอัตลักษณ์ของตัวเองออกมาอย่างไม่ลังเลทันที พลังอัตลักษณ์สีแดงเพลิงพวยพุ่งออกมาจากร่างกายของเขาราวกับเป็นเปลวไฟบางๆ ชั้นหนึ่ง แผ่ไอความร้อนออกมาอย่างรุนแรง
นี่คืออัตลักษณ์ไฟระดับห้าของลู่ไท่
หลังจากได้เห็นบทเรียนจากหลิวหยางแล้ว ลู่ไท่ย่อมไม่กล้าประมาทอีก
เปรี้ยง!
เมื่อพลังอัตลักษณ์ไฟพวยพุ่งออกมา ลู่ไท่ที่ถือกระบี่ไว้ก็พุ่งเข้าใส่หลี่ลั่วอย่างไม่ลังเล บนคมกระบี่มีพลังอัตลักษณ์สีแดงเพลิงสั่นไหวราวกับเปลวไฟ
ฉัวะ! ฉัวะ!
เงากระบี่สีแดงฉานหลายสายพุ่งเข้าฟาดฟันใส่หลี่ลั่วทันที
“หลี่ลั่ว ไม่ว่าเจ้าจะมีเล่ห์เหลี่ยมอะไร แต่หากข้าใช้พลังอัตลักษณ์ระดับหกตรากดดันเจ้าโดยตรง เจ้าก็ไม่มีทางชนะข้าได้แล้ว!” ลู่ไท่ตะคอกเสียงต่ำ
เรื่องที่หลี่ลั่วเชี่ยวชาญวิชาอัตลักษณ์ ไม่ใช่ความลับอะไรในวิทยาลัยหนานเฟิง แต่ไม่ว่าเชี่ยวชาญวิชาอัตลักษณ์มากเพียงใด หากไร้ซึ่งพลังอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งมากพอมาหนุนเสริม มันก็เป็นเพียงแค่ดวงจันทร์กลางสายน้ำ เพียงสัมผัสก็สลาย
กระบี่เพลิงอันร้อนแรงพุ่งเข้าใส่ หลี่ลั่วค่อยๆ กำกระบองเหล็กในมือเอาไว้แน่น จากนั้นก็ถอยหลังหลบอย่างคล่องแคล่ว หลบเลี่ยงคมกระบี่ได้ทั้งหมด
“เจ้าจะหลบได้ทั้งหมดหรือ?”
ลู่ไท่แสยะยิ้มเย็นชา วินาทีต่อมาเขาพลันสะบัดข้อมือ เห็นเพียงแสงสีแดงฉานสว่างวาบ จากนั้นมันก็แปรเปลี่ยนเป็นลำแสงเพลิงหลายสายพุ่งเข้าใส่ ราวกับพิรุณแห่งเพลิงที่ทั้งงดงามแต่ก็แฝงไว้ด้วยอันตราย
นั่นคือวิชาอัตลักษณ์ระดับกลาง กระบี่พิรุณอัคคี เป็นวิชาอัตลักษณ์ที่ลู่ไท่ถนัดที่สุด
ลำแสงเพลิงหลายสายพุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็ว หลี่ลั่วเองก็หมุนกระบองเหล็กในมือขึ้นทันทีเช่นกันราวกับกังหันลม กลายเป็นกำแพงป้องกันอันแน่นหนามั่นคง
“หากไร้ซึ่งพลังอัตลักษณ์ แล้วเจ้าจะต้านทานวิชาอัตลักษณ์ของข้าได้อย่างไร?” แต่การกระทำของหลี่ลั่วนั้น ลู่ไท่กลับแค่นเสียงเยาะเย้ยออกมา
เปรี้ยง! เปรี้ยง!
ลำแสงเพลิงหลายสายระเบิดออกต่อหน้ากระบองเหล็ก มีไอความร้อนกัดกร่อน ทำให้กระบองเหล็กในมือของหลี่ลั่วร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่ทันใดนั้นเองได้มีแสงสีน้ำเงินครามปรากฏขึ้นมาจากบนกระบองเหล็ก
ฉ่า! ฉ่า!
ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาบดบังการมองเห็นของลู่ไท่
ฟึ่บ!
แต่ในชั่วพริบตานั้นเอง ควันสีขาวที่ราวกับไอน้ำนั่นก็ถูกฉีกกระชากออก เห็นเพียงกระบองเหล็กที่เปล่งประกายแสงสีน้ำเงินสายหนึ่งพุ่งแทงออกมาอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด จี้ตรงไปทางระหว่างคิ้วของลู่ไท่
การโจมตีที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ลู่ไท่ตกใจ วิชาอัตลักษณ์ของเขาถูกหลี่ลั่วต้านรับไว้ได้ทั้งหมดอย่างนั้นหรือ?
เป็นไปไม่ได้!
ลู่ไท่รู้สึกตกตะลึงอยู่บ้าง ทว่ามือเขากลับไม่ช้าลงแม้แต่น้อย พลังอัตลักษณ์สีแดงเพลิงพวยพุ่งขึ้นมาบนกระบี่ ใช้พลังทั้งหมดที่มีเข้าต้านรับกระบองเหล็กที่กำลังพุ่งเข้ามาทันที
เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบกันดังก้อง
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนทั้งหมดต้องตกตะลึงก็เกิดขึ้น ภายใต้การปะทะเช่นนี้ พลังอัตลักษณ์สีแดงเพลิงบนกระบี่ของลู่ไท่นั้นราวกับถูกสะกดไว้อย่างรุนแรง พลันดับวูบลงไปจนหมดสิ้นในชั่วพริบตา
แกร๊ง!
กระบี่เหล็กที่ถูกความร้อนสูงและไอน้ำกัดกร่อนพลันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เศษเหล็กแตกกระจาย ในขณะที่กระบองเหล็กที่เปล่งประกายสีน้ำเงินนั้นกลับหยุดอยู่ที่หว่างคิ้วของลู่ไท่พอดี
เมื่อสัมผัสได้ถึงความเจ็บแปลบบริเวณระหว่างคิ้ว สีหน้าของลู่ไท่ก็พลันซีดเผือด
การปะทะกันครั้งนี้เกิดขึ้นเร็วมาก เมื่อผู้คนตั้งสติกลับมาได้ กระบองเหล็กของหลี่ลั่วก็หยุดอยู่ที่หว่างคิ้วของลู่ไท่แล้ว
หลี่ลั่ว… ชนะอีกแล้ว?!
หากบอกว่าในการประลองรอบที่แล้ว ฝูงชนเพียงรู้สึกประหลาดใจละก็ เช่นนั้นครั้งนี้พวกเขาก็รู้สึกเหลือเชื่ออย่างแท้จริง
เพราะครั้งนี้ลู่ไท่ไม่ได้ประมาทแม้แต่น้อย พลังอัตลักษณ์ระดับหกตราเองก็ถูกใช้ออกอย่างเต็มกำลังเลยด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ยังพ่ายแพ้ให้กับหลี่ลั่วอยู่ดี?!
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
ท่ามกลางสายตาเหลือเชื่อของผู้คนมากมายนั้น ไอน้ำที่ลอยอยู่รอบๆ ปลายกระบองเหล็กก็ค่อยๆ จางหายไป ส่วนร่างของหลี่ลั่วเองก็ได้ปรากฏขึ้นต่อหน้าสายตาของฝูงชนด้วย
ซืด!
เสียงสูดลมหายใจด้วยความตกใจพลันดังระงม
ทางฝั่งตึกหนึ่ง ตี้ฝ่าฉิงและหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ต่างเบิกตาโตพร้อมกัน ส่วนซ่งอวิ๋นเฟิงที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ได้ฟาดฝ่ามือลงบนระเบียงไม้ตรงหน้าอย่างแรงจนเกิดรอยร้าวขึ้นมา
บนแท่นสูง สวีซานเยว่ หลินเฟิง รวมไปถึงอาจารย์คนอื่นๆ ของวิทยาลัยหนานเฟิงต่างก็มีสีหน้าตกตะลึงปรากฏขึ้นเช่นกัน
ส่วนผู้อำนวยการที่อยู่ด้านหน้าสุดก็หรี่ตาลงเล็กน้อย
เพราะพวกเขาต่างก็เห็นว่าหลี่ลั่วในตอนนี้ ได้มีพลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินกำลังพวยพุ่งขึ้นมาจากบนร่างกายอย่างช้าๆ ราวกับเกลียวคลื่นสีคราม
ด้วยสายตาของพวกเขา ย่อมต้องมองออกได้ในพริบตาว่า นั่นคือพลังของอัตลักษณ์น้ำ
แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า หลี่ลั่วนั้นไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะบำเพ็ญพลังอัตลักษณ์ออกมาได้
แต่ตอนนี้…
พลังของอัตลักษณ์น้ำนั้น มันโผล่มาจากไหนกัน?!
หรือว่า… หลี่ลั่วในตอนนี้ไม่ได้ไร้อัตลักษณ์อีกต่อไปแล้ว แต่มีอัตลักษณ์น้ำถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว?!