อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 23 เรือนซีหยาง (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 23 เรือนซีหยาง (อัปเดต)
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่ลั่วไปวิทยาลัยหนานเฟิงตามปกติก่อน
เมื่อเขาก้าวเข้าไปในลานฝึกของตึกสอง เขาก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าบรรยากาศที่เคยคึกคักนั้นได้เงียบสงบลง สายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความชื่นชมหลายสายได้จับจ้องมาที่เขา
เดิมทีความแข็งแกร่งของหลี่ลั่วในตึกสองก็ไม่ได้แย่อะไรอยู่แล้ว มีเพียงจ้าวคั่วเท่านั้นที่เหนือกว่าเขาอยู่เล็กน้อย แต่บอกตามตรงว่านักศึกษาคนอื่นๆ มักจะมองเขาด้วยความเห็นใจมากกว่า ส่วนความเคารพนับถืออะไรนั่นแทบไม่มีเลย
ในสายตาของพวกเขา ต่อให้หลี่ลั่วจะมีความแข็งแกร่งไม่เลวในตอนนี้ แต่อย่างไรเสียเขาก็เป็นแค่คนไร้อัตลักษณ์ หมายความว่าศักยภาพของเขามีจำกัด เพียงแค่ให้เวลาพวกเขาอีกหน่อย สุดท้ายแล้วพวกเขาก็จะต้องแซงหน้าหลี่ลั่วได้อย่างแน่นอน
ทว่าเมื่อวานนี้ อยู่ๆ หลี่ลั่วก็ได้เปิดเผยอัตลักษณ์ของตัวเองออกมา ทั้งยังเอาชนะเป้ยคุนและพรรคพวกจากตึกหนึ่งได้ถึงสามคนรวด ทำให้พวกเขารู้ตัวแล้วว่า ในที่สุดหลี่ลั่วก็เปลี่ยนไปแล้ว
ถึงแม้ว่าอัตลักษณ์ระดับห้าจะไม่ได้สูงส่งอะไรมากมายนัก แต่มันก็เพียงพอแล้ว เมื่อรวมกับพรสวรรค์ด้านวิชาอัตลักษณ์ของหลี่ลั่ว ต่อให้หลี่ลั่วในอนาคตไม่สามารถกลับไปยังช่วงที่เจิดจรัสที่สุดได้อีก แต่ก็คงสามารถติดอันดับต้นๆ ของวิทยาลัยหนานเฟิงได้อย่างแน่นอน
ดังนั้นตอนนี้จึงไม่มีใครกล้ามองหลี่ลั่วด้วยสายตาเห็นใจอีกต่อไปแล้ว ถึงแม้ว่าพวกเขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า อีกฝ่ายเป็นถึงคุณชายน้อยแห่งคฤหาสน์ลั่วหลาน แล้วพวกเขามีสิทธิ์อะไรไปเห็นใจอีกฝ่ายกัน?
เมื่อเห็นหลี่ลั่วเดินผ่าน ก็มีนักศึกษาหลายคนทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม “พี่ลั่ว”
ทั้งยังมีเด็กสาวส่งเสียงหัวเราะคิกคักกล่าว “พี่ลั่ววันนี้ดูหล่อจังเลย”
กับเสียงทักทายเหล่านี้ หลี่ลั่วก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็เดินกลับไปยังที่นั่งของตัวเอง ส่วนจ้าวคั่วที่อยู่ข้างๆ ก็จ้องมองเขาด้วยสายตาเป็นประกาย
“เจ้าเป็นผู้ชายแท้ๆ อย่ามองข้าแบบนี้ได้ไหม?” หลี่ลั่วขมวดคิ้ว
จ้าวคั่วหัวเราะฮึๆ จากนั้นก็แสร้งทำท่าทางเศร้าสร้อยกล่าว “ดูท่าว่าตำแหน่งผู้แข็งแกร่งที่สุดในตึกสองของข้าคงต้องยกให้คนอื่นแล้วสินะ”
หลี่ลั่วกล่าวอย่างหงุดหงิด “ใครมันจะอยากได้กัน ตั้งเป้าหมายให้ไกลหน่อยเถอะ”
“ไกลงั้นหรือ? เช่นนั้นเจ้าก็พยายามเข้าล่ะ พวกเรารอวันที่เจ้าสร้างชื่อเสียงให้กับเหล่าบุรุษแห่งวิทยาลัยหนานเฟิงอยู่นะ เมื่อถึงตอนนั้น พวกเราจะร่วมกันส่งเสียงให้กำลังใจเจ้าเอง” จ้าวคั่วกล่าว
“หมายความว่ายังไง?”
จ้าวคั่วกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้ารู้ไหมว่า วิทยาลัยอื่นๆ ในมณฑลเทียนสู่มักจะพูดกันว่าวิทยาลัยหนานเฟิงของพวกเรามันหญิงแกร่งแต่ชายอ่อนแอ ซึ่งพวกที่ปากดีที่สุดก็คือวิทยาลัยตงยวน พวกมันชอบใช้เรื่องนี้มาเยาะเย้ยพวกเราทุกครั้งเลย พวกมันบอกว่าวิทยาลัยหนานเฟิงมีแต่รุ่นพี่เจียงชิงเอ๋อร์กับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ ต้องพึ่งผู้หญิงอย่างเดียว”
ภายในมณฑลเทียนสู่ นอกจากวิทยาลัยหนานเฟิงแล้วก็ยังมีวิทยาลัยอื่นๆ อยู่ด้วยเหมือนกัน แต่ทั้งชื่อเสียงและความแข็งแกร่งนั้นล้วนด้อยกว่าวิทยาลัยหนานเฟิง ทว่าช่วงหลายปีมานี้ วิทยาลัยตงยวนกลับพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว มีทีท่าว่าจะท้าทายตำแหน่งวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่กับวิทยาลัยหนานเฟิงได้ด้วย
แต่หลี่ลั่วไม่ได้สนใจเรื่องนี้แม้แต่น้อย กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ปากก็อยู่บนตัวพวกมัน ปล่อยมันพูดไปเถอะ ยิ่งมันสนใจเรื่องนี้มากเท่าไร ก็ยิ่งหมายความว่าเจียงชิงเอ๋อร์กับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์กดดันพวกมันได้มากเท่านั้น”
จ้าวคั่วตบไหล่หลี่ลั่ว “ต่อให้ไม่สนใจพวกมัน แต่หากเจ้ามีโอกาสละก็ เจ้าก็ต้องเอาชนะหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ให้ได้นะ ข้าเชื่อว่าเจ้าต้องกลับไปอยู่บนจุดสูงสุดได้อีกครั้งแน่”
หลี่ลั่วเบะปาก แสดงออกว่าไม่ได้สนใจเรื่องนี้แม้แต่น้อย
ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น สวีซานเยว่ก็เดินเข้ามาในลานฝึก เห็นได้ชัดว่าเขากำลังอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก แม้แต่ใบหน้าที่เคร่งขรึมอยู่เป็นประจำก็ยังมีรอยยิ้มปรากฏขึ้น
“นักเรียนทุกคน วันนี้ทางตึกหนึ่งได้มอบใบไม้ทองคำให้กับพวกเราตึกสองสิบใบ ดังนั้นเริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเราก็จะมีใบไม้ทองคำสำหรับการบำเพ็ญเพิ่มขึ้นอีกสิบใบแล้ว”
เมื่อได้ยินสวีซานเยว่กล่าวเช่นนั้น ก็มีเสียงเฮดังขึ้นอย่างตื่นเต้น เพราะการสอบใหญ่ใกล้เข้ามาทุกที การบำเพ็ญด้วยใบไม้ทองคำอาจช่วยให้พวกเขาก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นได้
“ใบไม้ทองคำพวกนี้ เป็นสิ่งที่หลี่ลั่วใช้ความสามารถของตัวเองคนเดียวเอาชนะมาได้เมื่อวานนี้ พวกเราควรจะขอบคุณเขา”
เมื่อเสียงของเขาจบลง ภายในลานฝึกก็มีเสียงปรบมือดังเกรียวกราว มีนักศึกษาหญิงหน้าตาน่ารักกล่าวอย่างใจกล้าว่า “เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ ข้าจะทานข้าวเป็นเพื่อนพี่ลั่วเอง”
ภายในลานฝึกพลันมีเสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมความอิจฉา
หลี่ลั่วได้แต่ยิ้มออกมาอย่างจนปัญญา แอบถอนหายใจกับเสน่ห์ที่ไม่รู้จะไปซ่อนไว้ที่ไหนของตัวเอง จากนั้นก็เมินเฉยคำพูดหยอกเย้าของนักศึกษาหญิงคนนั้น
สวีซานเยว่ยกมือขึ้นปราม กดเสียงหัวเราะของเหล่านักศึกษาลง จากนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เริ่มต้นบทเรียนของวันนี้ทันที
หลังจากคาบเรียนสามชั่วโมงสิ้นสุดลง หลี่ลั่วก็เดินไปหาสวีซานเยว่ ต้องการจะขอลาหยุดในช่วงบ่าย
“จะขอลาหยุดอีกแล้วหรือ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น สวีซานเยว่ก็ลังเลไปครู่หนึ่ง หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงจะปฏิเสธด้วยสีหน้าเคร่งขรึมไปแล้ว แต่ตอนนี้หลี่ลั่วเพิ่งจะสร้างชื่อเสียงให้กับเขา สุดท้ายเขาจึงกล่าวว่า “ได้ แต่เจ้าต้องระวังด้วย การสอบซ้อมใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว ช่วงก่อนหน้านี้เจ้าก็เสียเวลาไปพอสมควรแล้วด้วย ต้องรีบตามให้ทัน ไม่อย่างนั้นหากเจ้าสอบซ้อมไม่ผ่านละก็ วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงก็คงจะหมดหวังแล้ว”
หลี่ลั่วรับปากด้วยรอยยิ้ม โบกมือลาจากนั้นก็รีบออกจากวิทยาลัยไปทันที
ที่หน้าประตูวิทยาลัย มีรถม้าอันหรูหราจอดอยู่คันหนึ่ง มันดูราวกับบ้านเคลื่อนที่เลยทีเดียว เมื่อหลี่ลั่วขึ้นรถม้าไปก็พบกับไช่เวยที่กำลังนั่งดูสมุดบัญชีอยู่ข้างหน้าต่าง
ไช่เวยในวันนี้ถือพัดลูกไม้ทรงกลมอันงดงามเอาไว้ในมือ ค่อยๆ โบกไปมาเบาๆ ข้างๆ มีถ้วยชาอุ่นๆ วางอยู่หนึ่งถ้วย มีบรรยากาศที่ดูเอื่อยเฉื่อยเป็นผู้ใหญ่ เมื่อรวมกับรูปร่างที่สมส่วนงดงามนั่นแล้ว ก็ชวนให้รู้สึกหวั่นไหวจริงๆ
เห็นได้ชัดว่าไช่เวยเป็นหญิงสาวที่ใช้ชีวิตอู้ฟู่อย่างมากเลยเหมือนกัน รถม้าที่อยู่ตรงหน้านี้ ทั้งหรูหราและสะดวกสบายยิ่งกว่ารถม้าของเจียงชิงเอ๋อร์เสียอีก
หลี่ลั่วรู้สึกได้ว่า ภูมิหลังของไช่เวยคงไม่ธรรมดาเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถึงได้มาเป็นผู้จัดการของคฤหาสน์ลั่วหลาน
“ทานอะไรมาหรือยัง? ข้าเตรียมอาหารกลางวันไว้ให้เจ้าด้วย” ไช่เวยมองหลี่ลั่วแวบหนึ่ง นิ้วเรียวยาวของนางชี้ไปที่บนโต๊ะ ตรงนั้นมีอาหารเลิศรสมากมายวางอยู่เต็มโต๊ะ
“พี่ไช่เวยช่างเอาใจใส่จริงๆ ผู้ชายคนไหนได้พี่เป็นภรรยา ถือว่าชาติที่แล้วทำบุญมาดีจริงๆ” หลี่ลั่วกล่าวชื่นชม ไช่เวยทั้งสามารถจัดการบัญชีได้ ทั้งเป็นคนสวย แถมยังดูเป็นผู้ใหญ่อีก ไม่ว่ามองจากมุมไหนก็ดูสมบูรณ์แบบไปหมด
ในบรรดาผู้หญิงที่เขาเคยพบเจอมา หากพูดถึงรูปลักษณ์และบรรยากาศแล้ว เจียงชิงเอ๋อร์อันดับหนึ่ง ส่วนหลี่ว์ชิงเอ๋อร์กับไช่เวยนั้นถือว่าสูสีกัน ต่างก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว
“ปากหวานไม่เบาเลยนะ”
ไช่เวยยิ้มบาง ในขณะเดียวกันในระหว่างที่หลี่ลั่วกำลังทานอาหารอยู่ นางก็เริ่มแนะนำให้เขาฟังว่า “เพื่อที่จะหลอมสร้างน้ำยาแสงวิเศษ ทางคฤหาสน์ลั่วหลานเราก็ได้ก่อตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะเหมือนกัน ชื่อว่า ‘เรือนซีหยาง’ ชื่อเสียงของเรือนซีหยางในตลาดน้ำยาแสงวิเศษของอาณาจักรต้าเซี่ย ก็ถือว่ามีชื่ออยู่บ้างเช่นกัน”
“สำนักงานใหญ่ของเรือนซีหยางตั้งอยู่ในเมืองหลวงของอาณาจักรต้าเซี่ย และยังมีสาขาอีกสามแห่งในมณฑลอื่นๆ ของอาณาจักรต้าเซี่ยด้วย ส่วนในนครหนานเฟิงของมณฑลเทียนสู่ก็มีอยู่แห่งหนึ่งพอดี”
“ทุกๆ ปี เรือนซีหยางจะสร้างรายได้ให้กับคฤหาสน์ลั่วหลานได้ไม่น้อย ดังนั้นในคฤหาสน์ลั่วหลาน เผยฮ่าวจึงเพ่งเป้าไปที่มันเป็นพิเศษเช่นกัน พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อยึดครองมัน”
“ประธานของสาขามณฑลเทียนสู่เพิ่งจะลาออกไปด้วยเหตุผลส่วนตัว ตำแหน่งประธานจึงว่างอยู่ เผยฮ่าวอาศัยจังหวะนี้ซื้อตัวรองประธานคนหนึ่ง หวังจะแทรกแซงสาขานี้ แต่โชคดีที่ชิงเอ๋อร์ไหวตัวทัน รีบส่งคนมาควบคุมสถานการณ์เอาไว้ ดังนั้นสถานการณ์ภายใน ‘เรือนซีหยาง’ สาขานี้จึงค่อนข้างวุ่นวาย ส่งผลกระทบต่อผลผลิตของเรือนซีหยางในปีนี้ไปด้วย”
“เผยฮ่าวไอ้สารเลวนั่น มันเดรัจฉานจริงๆ”
หลี่ลั่วอดสบถด่าในใจไม่ได้ ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้มากนัก แต่พอตอนนี้เขาจำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก กลับพบว่าทุกที่ล้วนถูกควบคุมไปหมดแล้ว ถึงได้รู้ว่าเผยฮ่าวไอ้หมาป่าตาขาวตัวนั้นสร้างปัญหาให้เขามากมายเพียงใด
มิฉะนั้น หากตอนนี้คฤหาสน์ลั่วหลานยังเป็นหนึ่งเดียวกัน เงินทุนที่เขาสามารถใช้ได้ คงไม่ใช่แค่สามแสนทองคำสวรรค์ต่อปีจากมณฑลเทียนสู่หรอก
ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด ทำให้อาหารเลิศรสตรงหน้าพลันไม่อร่อยไปด้วยทันที
…
รถม้าวิ่งผ่านฝูงชนอันพลุกพล่านของนครหนานเฟิงไป สุดท้ายก็มาหยุดลง ณ สถานที่แห่งหนึ่งทางตอนเหนือของเมือง
หลี่ลั่วลงจากรถม้ามาพร้อมกับไช่เวย เขามองไปยังเบื้องหน้า พบเห็นอาคารขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น ด้านหน้าอาคารมีป้ายแขวนอยู่ ป้ายนั้นเขียนว่า ‘เรือนซีหยาง’
ด้านหน้าเรือนซีหยาง มีการป้องกันอย่างแน่นหนา
แต่เมื่อพวกเขาเห็นหลี่ลั่วกับไช่เวยก็รีบเปิดทางให้ทันที
ทั้งสองเดินเข้าไปได้โดยไร้อุปสรรค จากนั้นก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาต้อนรับ
หลี่ลั่วมองไปยังกลุ่มคนเหล่านั้น พบว่าพวกเขาดูเหมือนจะแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ผู้นำทางฝั่งซ้ายเป็นชายวัยกลางคนที่มีรอยยิ้มบนใบหน้า ส่วนทางฝั่งขวากลับทำให้หลี่ลั่วตาเป็นประกายทันที
เป็นหญิงสาวรูปร่างสูงเพรียวคนหนึ่ง นางมีใบหน้าที่งดงาม ดั้งจมูกโด่งเป็นสัน บนสันจมูกมีแว่นตากลมกรอบเงินสวมอยู่ ผมยาวสลวยสยายลงมา มีบรรยากาศที่หยิ่งทระนงและเย็นชาแผ่ออกมาอย่างไม่ปิดบัง
ตอนนี้เอง เสียงของไช่เวยก็ดังขึ้นเบาๆ
“คนที่อยู่ทางซ้ายชื่อจวงอี้ เป็นรองประธานคนที่เข้าร่วมกับเผยฮ่าวแล้ว”
“ส่วนสาวสวยทางขวาชื่อเหยียนหลิงชิง เป็นนักศึกษาหัวกะทิจากสาขาเกลาอัตลักษณ์ของวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง นางเป็นเพื่อนสนิทของชิงเอ๋อร์เช่นกัน ตอนนี้นางเป็นนักเกลาอัตลักษณ์ระดับสี่ นางก็คือกำลังเสริมที่ชิงเอ๋อร์ส่งมาช่วยนั่นเอง”
เมื่อหลี่ลั่วได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าตกใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า สายตาของเขามองไปที่หญิงสาวที่มีท่อนขาเรียวยาว สวมแว่นตากรอบเงินซึ่งดูเย็นชาและหยิ่งทระนงผู้นั้นอย่างอดไม่ได้
เขาไม่คิดเลยว่านางจะเป็นถึงคนที่มาจากวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงที่เขาใฝ่ฝันมานาน