อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 24 เหยียนหลิงชิง (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 24 เหยียนหลิงชิง (อัปเดต)
ในขณะที่หลี่ลั่วกำลังประหลาดใจกับเหยียนหลิงชิงผู้มาจากวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงอยู่นั้น กลุ่มคนสองกลุ่มนั้นก็ได้เดินมาถึงตรงหน้าเขาแล้ว
“ฮ่าฮ่า คุณชายน้อย ผู้จัดการใหญ่มาเยือนเรือนซีหยางเช่นนี้ ช่างเป็นเกียรติของที่นี่จริงๆ” ชายวัยกลางคนที่ชื่อจวงอี้เอ่ยขึ้นก่อนใครด้วยรอยยิ้มจริงใจและกระตือรือร้น
เมื่อเทียบกับความกระตือรือร้นของเขาแล้ว เหยียนหลิงชิงกลับดูเย็นชากว่ามาก นางเพียงแค่มองทางไช่เวยครู่หนึ่ง จากนั้นก็กวาดสายตามองหลี่ลั่ว ก่อนจะนำมือทั้งสองข้างไปล้วงกระเป๋าเสื้อเอาไว้โดยไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร
“รองประธานจวงอี้พูดจาเหมือนเป็นคนอื่นคนไกลไปได้ เรือนซีหยางแห่งนี้เป็นกิจการของคฤหาสน์ลั่วหลาน คุณชายน้อยแค่มาดูกิจการของตัวเอง จะเป็นเกียรติได้อย่างไร” ไช่เวยยิ้มกล่าว
จวงอี้ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบพยักหน้าพร้อมกับยิ้มกล่าว “ข้าพูดผิดไปเอง”
เขายืนพูดคุยอยู่ที่นี่ต่ออีกพักหนึ่งก่อนจะยกมือขึ้นประสานคารวะหลี่ลั่ว บอกว่ายังมีธุระต้องไปจัดการ จากนั้นก็เดินจากไปทันที
หลี่ลั่วมองภาพตรงหน้าอย่างครุ่นคิด เห็นได้ชัดว่าจวงอี้ผู้นี้ได้เข้าข้างเผยเฮ่าอย่างเต็มตัวแล้ว ดังนั้นตอนที่เผชิญหน้ากับเขา แม้จะดูกระตือรือร้นแต่จริงๆ แล้วกลับแฝงไว้ด้วยความระแวดระวังและความห่างเหิน
ความกระตือรือร้นเช่นนั้นเป็นเพียงแค่การเสแสร้งออกมาเท่านั้น
ในทางกลับกัน เหยียนหลิงชิงที่ดูเย็นชาและเฉยเมยมาตลอด แม้จะไม่ได้สนใจเขาเท่าใดนักแต่สุดท้ายนางก็อยู่ด้วยจนจบ ไม่ได้หาข้ออ้างเพื่อจากไป
แต่หลังจากที่จวงอี้จากไป สีหน้าของเหยียนหลิงชิงก็ดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย หันไปกล่าวกับไช่เวย “พี่ไช่เวย วันนี้มาที่นี่ทำไมหรือ?”
น้ำเสียงของนางสดใสไพเราะเสนาะหู ดุจเสียงลำธารที่ชวนให้รู้สึกสบายใจ
ไช่เวยเดินเข้าไปใกล้ๆ ควงแขนเหยียนหลิงชิงพร้อมหัวเราะออกมาเบาๆ “พาคุณชายน้อยมาดูงานสักหน่อยน่ะ”
หญิงสาวทั้งสองคนล้วนแล้วแต่มีบุคลิกและรูปร่างหน้าตาอยู่ในระดับงดงามเลิศล้ำ การที่ยืนอยู่ด้วยกันเช่นนี้จึงเป็นภาพที่น่าดูชมเป็นอย่างยิ่ง แต่เพราะทั้งสองยืนอยู่ใกล้กันเช่นนี้ จึงทำให้เห็นถึงความแตกต่างอยู่บ้างเหมือนกัน
หากบอกว่าไช่เวยนั้นมีทรวดทรงองค์เอวที่สมส่วนเย้ายวนใจแล้ว เช่นนั้นเหยียนหลิงชิงก็ดูราบเรียบราวกับทุ่งหญ้าก็ไม่ปาน
หลี่ลั่วเหลือบมองไปแวบหนึ่งแต่ก็ยังถูกเหยียนหลิงชิงที่ประสาทสัมผัสไวจับได้ นางจึงเชิดคางขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงดูถูกดูแคลนเล็กน้อย “น้องชายน้อย กำลังเปรียบเทียบอะไรอยู่น่ะ?”
หลี่ลั่วกะพริบตาปริบๆ อย่างไร้เดียงสา
เหยียนหลิงชิงแค่นเสียงเบาๆ หนึ่งครั้งก่อนจะไม่สนใจเขาอีก ดึงไช่เวยเดินเข้าไปด้านใน
หลี่ลั่วเองก็ไม่ได้ใส่ใจ เดินตามหลังพวกนางไป
หลังจากที่เดินเข้ามาในเรือนซีหยางแล้วก็ได้ขึ้นไปบนสะพานทางเดินแห่งหนึ่ง เมื่อยืนอยู่บนสะพานก็จะมองเห็นแท่นผลิตที่สูงหลายชั้นตั้งอยู่สองฝั่งซ้ายขวา
บนแท่นผลิตเหล่านี้ถูกแบ่งออกเป็นห้องย่อยๆ มากมาย ด้านหน้าของแต่ละห้องจะเป็นกำแพงผลึกแก้วโปร่งใส และภายในผนังผลึกแก้วก็จะมองเห็นเงาร่างของผู้คนที่สวมชุดคลุมยาวสีขาวกำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้น
บนโต๊ะทำงานภายในห้องมีขวดผลึกแก้วใสแขวนเอาไว้อยู่มากมาย ซึ่งเหล่าคนที่สวมชุดคลุมยาวสีขาวตอนนี้ก็กำลังถือขวดแก้วต่างๆ นานาเอาไว้ ผสมกันอย่างต่อเนื่อง บางครั้งบางคราวก็จะมีแสงสีน้ำเงินสว่างวาบขึ้นมาในห้องบางห้อง หมายความว่ามีน้ำยาแสงวิเศษหนึ่งขวดถูกผลิตขึ้นมาแล้ว
“พี่ไช่เวย ตอนนี้ในเรือนซีหยางสาขานี้มีนักเกลาอัตลักษณ์ระดับสี่อยู่สองคน นักเกลาอัตลักษณ์ระดับสามเก้าคน นักเกลาอัตลักษณ์ระดับสองสิบหกคน และนักเกลาอัตลักษณ์ระดับหนึ่งสามสิบสามคน”
หลี่ลั่วมองดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ขณะเดียวกันก็มีเสียงที่เย็นชาของเหยียนหลิงชิงดังมาจากด้านหน้า ทำให้เขาแอบหัวเราะในใจ เพราะไช่เวยที่มีฐานะเป็นผู้จัดการใหญ่ย่อมต้องรู้ข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ตอนนี้เหยียนหลิงชิงกลับพูดออกมาอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่านางตั้งใจพูดให้เขาฟังต่างหาก
เพื่อนสนิทของเจียงชิงเอ๋อร์คนนี้ แม้จะดูเย็นชา แต่แท้จริงแล้วนางเป็นคนใจดี แน่นอนว่าเขารู้ดีว่าสาเหตุหลักๆ เป็นเพราะนางเห็นแก่หน้าของเจียงชิงเอ๋อร์ด้วย
หลังจากเดินชมสถานที่ต่างๆ มาตลอดทางแล้ว เหยียนหลิงชิงก็พาทั้งสองคนมาถึงสถานที่ทำงานของนาง ซึ่งก็คือห้องผลิตของนางนั่นเอง
“พี่ไช่เวยมาที่นี่ คงไม่ได้แค่มาดูงานเฉยๆ ใช่ไหม?” เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว เหยียนหลิงชิงก็ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก เผยให้เห็นเสื้อผ้าอันเรียบง่าย เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าอันเรียวบางของร่างกายนาง สายตาของนางมองไปที่แท่นผลิต เห็นได้ชัดว่าจิตใจของนางลอยไปอยู่ที่นั่นแล้ว
“เป็นเพราะคุณชายน้อยต่างหาก”
ไช่เวยยิ้มกล่าว “เขาต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับนักเกลาอัตลักษณ์น่ะ”
เหยียนหลิงชิงมองมาอย่างสงสัยกล่าว “ไม่ใช่ว่าเขา…”
แม้จะไม่ได้พูดจบประโยค แต่ความหมายที่สื่อออกมาก็ชัดเจนมาก หลี่ลั่วไร้อัตลักษณ์ไม่ใช่หรือ? จะมาเรียนรู้เรื่องนักเกลาอัตลักษณ์ไปทำไม?
ไช่เวยตบมือเบาๆ กล่าวหยอกล้อกับหลี่ลั่วว่า “เริ่มการแสดงของเจ้าได้แล้ว ทำให้นักเรียนดีเด่นของพวกเราตกตะลึงสักหน่อย”
หลี่ลั่วรู้สึกจนใจ แต่สุดท้ายเขาก็ได้แต่โคจรอัตลักษณ์น้ำ ปล่อยพลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินออกมา
“นี่… นี่มันอัตลักษณ์น้ำ?”
ในที่สุดใบหน้าของเหยียนหลิงชิงก็เผยความตกใจออกมา นางยกนิ้วเรียวขึ้นมาดันแว่นตาที่ทำจากเงินขึ้นเล็กน้อยจ้องมองหลี่ลั่วกล่าว “เจ้ามีอัตลักษณ์แล้วหรือ?”
หลี่ลั่วพยักหน้า กล่าวอย่างจริงใจว่า “เป็นอัตลักษณ์น้ำระดับห้า ดังนั้นข้าจึงอยากเรียนรู้วิชาเกลาอัตลักษณ์สักหน่อย เพื่อจะเป็นนักเกลาอัตลักษณ์”
คิ้วโก่งดุจพระจันทร์เสี้ยวของเหยียนหลิงชิงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย กล่าวว่า “อีกไม่นานก็ถึงวันสอบใหญ่ของวิทยาลัยหนานเฟิงแล้วไม่ใช่หรือ? ตอนนี้เจ้าควรทุ่มเทกับการบำเพ็ญ ลองดูก่อนว่าจะสามารถเข้าเรียนในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงได้หรือไม่ก่อนมิใช่หรือ? ที่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงมีสาขานักเกลาอัตลักษณ์อยู่ ที่นั่นมีครูดีๆ มากมายอยู่แล้ว”
หลี่ลั่วยิ้มกล่าว “ข้าแค่อยากจะลองทำความคุ้นเคยดูก่อน”
เหยียนหลิงชิงมองหลี่ลั่วครู่หนึ่ง เหมือนว่านางจะเข้าใจอะไรบางอย่าง ถึงแม้ว่าหลี่ลั่วในตอนนี้จะปลุกอัตลักษณ์ขึ้นมาได้แล้ว แต่ดูเหมือนว่ามันจะช้าไปสักหน่อย ด้วยความแข็งแกร่งของเขาตอนนี้ อาจจะไม่สามารถเข้าเรียนในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงได้จริงๆ ก็ได้ หากเป็นเช่นนั้น การรีบเป็นนักเกลาอัตลักษณ์แต่เนิ่นๆ อย่างน้อยก็ยังมีทางเลือกอื่นๆ อีกในอนาคต
“นานๆ ทีคุณชายน้อยจะมีความตั้งใจเช่นนี้ นักเรียนดีเด่นอย่างเจ้าก็สอนเขาหน่อยเถอะ” ไช่เวยพูดเกลี้ยกล่อมอยู่ข้างๆ
เหยียนหลิงชิงมองนางด้วยความจนใจ ก่อนจะวางขวดผลึกแก้วในมือลงกล่าว “ความรู้พื้นฐานของนักเกลาอัตลักษณ์ เจ้าก็น่าจะพอรู้มาบ้างแล้วใช่ไหม?”
หลี่ลั่วพยักหน้าอย่างรีบร้อน หลังจากที่เขาได้รับอัตลักษณ์น้ำมาแล้ว เขาก็รีบไปศึกษาหาความรู้พื้นฐานของนักเกลาอัตลักษณ์มาทันที
เหยียนหลิงชิงดีดนิ้วมือ พลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินนับไม่ถ้วนได้พุ่งออกมาจากปลายนิ้วของนาง พันรัดหนังสือกองหนึ่งเอาไว้ราวกับเส้นด้ายน้ำ ก่อนจะโยนไปตรงหน้าหลี่ลั่ว
“อ่านพวกมันให้หมด”
หลี่ลั่วได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา นั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้าอย่างว่าง่าย จากนั้นก็เริ่มอ่านหนังสือเกี่ยวกับนักเกลาอัตลักษณ์เหล่านี้
“เชิญนั่งตามสบายเลย ข้ายังมีงานที่ยังทำไม่เสร็จ” เมื่อเห็นว่าหลี่ลั่วไม่ได้แสดงท่าทีเบื่อหน่ายออกมาแม้แต่น้อย เหยียนหลิงชิงจึงค่อยพยักหน้าเล็กน้อย กล่าวกับไช่เวยหนึ่งประโยคก่อนจะเดินไปยังโต๊ะทำงานเพื่อทำงานของตัวเองต่อ
ไช่เวยบิดขี้เกียจอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะเดินไปนั่งข้างๆ แล้วหลับตาพักผ่อน
…
ขณะเดียวกัน ในห้องหนึ่งของเรือนซีหยาง
“คุณชายน้อยกับผู้จัดการใหญ่ไปทำอะไรมาบ้าง?” จวงอี้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ได้ถามชายตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ เพียงแค่เดินชมสถานที่เล็กน้อย จากนั้นก็ไปที่ห้องทำงานของรองประธานเหยียนเลย” ชายคนนั้นตอบ
จวงอี้พยักหน้ากล่าว “จับตาดูพวกมันให้ดี หากพวกมันไปติดต่อกับใครให้จดบันทึกเอาไว้ให้หมด ช่วงนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดคือการทำให้ข้าได้เป็นประธานของสาขานี้ให้ได้ เมื่อข้าเป็นประธานได้แล้ว ข้าก็จะสามารถไล่เหยียนหลิงชิงออกไปได้เสียที เมื่อนั้นเรือนซีหยางแห่งนี้ ก็จะตกเป็นของพวกเรา”
“ทราบ!”
จวงอี้โบกมือไล่ชายคนนั้นออกไป จากนั้นใบหน้าของเขาก็เผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา
“เจียงชิงเอ๋อร์ เจ้าคิดว่าแค่หาเด็กสาวจากวิทยาลัยมาคนหนึ่งจะสามารถต่อกรกับข้าได้แล้วหรือ? ฝันไปเถอะ!”
“เรือนซีหยางแห่งนี้ ข้าจวงอี้จองแล้ว!”