อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 26 การสอบซ้อมที่แสนธรรมดา (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 26 การสอบซ้อมที่แสนธรรมดา (อัปเดต)
บรรยากาศของวิทยาลัยหนานเฟิงในวันนี้ดูคึกคักกว่าทุกวัน เพราะการสอบซ้อมกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
การสอบซ้อมที่ว่านี้ก็คือการคัดเลือกภายในวิทยาลัย โดยจะคัดเลือกผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดยี่สิบอันดับแรกออกมา ซึ่งทั้งยี่สิบคนนี้จะเป็นตัวแทนของวิทยาลัยหนานเฟิงไปร่วมการสอบใหญ่ของวิทยาลัย
ส่วนการสอบใหญ่ของวิทยาลัยนั้น ก็เป็นการสอบรวมกันของวิทยาลัยระดับกลางทั้งหมดในมณฑลเทียนสู่ ซึ่งสิ่งที่ช่วงชิงกันในการสอบใหญ่ ก็คือสิทธิ์ในการเข้าเรียนวิทยาลัยระดับสูงอย่างเช่นวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง
กล่าวคือมีเพียงผู้ที่ผ่านการคัดเลือกและติดหนึ่งในยี่สิบอันดับแรกของวิทยาลัย ถึงจะมีสิทธิ์ไปแย่งชิงสิทธิ์ในการเข้าเรียนวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง
แน่นอนว่านักศึกษาหลายคนเองก็รู้ตัวดีว่าวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงนั้นอยู่ไกลเกินเอื้อมสำหรับพวกเขา แต่หากพวกเขาสามารถทำอันดับในการสอบซ้อมได้ดีพอ พวกเขาก็ยังสามารถเลือกเข้าเรียนในวิทยาลัยระดับสูงแห่งอื่นๆ ภายในอาณาจักรต้าเซี่ยได้เหมือนกัน
ถึงแม้ว่าทั้งขนาด ความแข็งแกร่ง หรือชื่อเสียง วิทยาลัยระดับสูงเหล่านั้นจะเทียบกับวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แต่มันก็ยังถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเหมือนกัน
ดังนั้นการสอบซ้อมสำหรับพวกเขาแล้ว จึงเป็นโอกาสสุดท้ายในการพิสูจน์ตัวเอง
…
ณ ลานกว้างใจกลางวิทยาลัยหนานเฟิง
วันนี้ที่นี่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย มีเวทีประลองถูกสร้างขึ้นหลายสิบเวทีเพื่อใช้เป็นสถานที่ประลองในการสอบซ้อม
ตอนที่หลี่ลั่วกับจ้าวคั่วเดินทางมาถึงที่นี่พร้อมกัน ก็ต้องตกใจกับเสียงผู้คนมากมายที่ดังกระหึ่ม
“โอ้โห คึกคักมากไปหน่อยรึเปล่า” จ้าวคั่วกล่าว
“ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่การสอบซ้อม แต่สำหรับนักศึกษาเกือบทั้งหมดนั้น มันคือโอกาสสุดท้ายที่พวกเขาจะได้แสดงความสามารถออกมาในวิทยาลัยหนานเฟิงแห่งนี้แล้ว” หลี่ลั่วกล่าว
จ้าวคั่วพยักหน้า ลูบหัวตัวเองพร้อมกล่าวอย่างเศร้าสร้อยเล็กน้อย “ไม่รู้ว่าครั้งนี้ข้าจะติดหนึ่งในยี่สิบอันดับแรกได้รึเปล่า”
เพราะการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของหลี่ลั่ว ทำให้ตอนนี้จ้าวคั่วกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งเป็นอันดับสองของตึกสองแทน หากเทียบกับทั้งวิทยาลัยหนานเฟิงแล้ว โอกาสที่จะติดหนึ่งในยี่สิบอันดับแรกได้ก็นับว่าสูงพอควร แน่นอนว่ามันก็ต้องขึ้นอยู่กับโชคด้วย หากโชคร้ายไปเจอกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งติดต่อกัน ทำให้ผลงานออกมาแย่ละก็ เกรงว่าคงจะหมดหวังเหมือนกัน
“ขึ้นอยู่กับดวงของเจ้าด้วย แต่ดูท่าทางเจ้าคงอยู่ได้แค่ไม่กี่รอบหรอก” หลี่ลั่วกล่าวพลางมองไปรอบๆ
จ้าวคั่วถึงกับหน้าบูดจนเขียว ตวาดด่าทอออกมา “ไอ้เวรนี่ ขอให้เจ้าได้เจอกับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ตั้งแต่รอบแรกเลย”
“คำสาปจงสะท้อนกลับ”
“สะท้อนกลับไปอีก!”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังหยอกล้อกันแบบเด็กๆ ก็มีเสียงแหลมสูงดังขึ้นจากบนเวทีตรงลานกว้าง ดึงดูดสายตาของผู้คนมากมายให้หันไปมอง ซึ่งก็พบว่าผู้อำนวยการเว่ยซาได้นำเหล่าครูที่ปรึกษาจากแต่ละตึกมาปรากฏตัวขึ้นแล้ว
“นักศึกษาทุกท่าน การสอบซ้อมของวิทยาลัยในวันนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ข้าหวังว่าพวกเจ้าทุกคนจะทุ่มเทความสามารถออกมาให้เต็มที่ แสดงพลังที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเองออกมา เพราะอันดับในครั้งนี้จะมีผลต่ออนาคตของพวกเจ้า”
“การสอบซ้อมจะใช้เวลาสามวัน ตารางการประลองของแต่ละวันจะถูกติดเอาไว้บนกำแพงหินทั้งสี่ด้านของลานกว้าง พวกเจ้าสามารถไปตรวจสอบดูได้”
“ข้าจะไม่พูดอะไรมาก ขอประกาศให้ทราบ ณ ที่นี้ เริ่มการสอบซ้อม!”
เมื่อเสียงประกาศของผู้อำนวยการจบลง เสียงเฮในสนามก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
ส่วนหลี่ลั่วกับจ้าวคั่วในตอนนี้ก็ได้เดินทางมาถึงกำแพงหินด้านหนึ่งของสนามแล้ว บนกำแพงมีผนึกฉายภาพแขวนอยู่ก้อนหนึ่ง ตัวอักษรจำนวนมากไหลลงมาจากด้านบนราวกับสายน้ำ
ทั้งสองมองดูครู่หนึ่งก็พบเห็นเวลาประลองของตัวเองและคู่ต่อสู้ที่จะต้องเจอในวันนี้
จ้าวคั่วถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกทันที เห็นได้ชัดว่าคู่ต่อสู้สองคนที่เขาจะต้องเจอในวันนี้ไม่ได้เหนือความคาดหมายของเขา ดูท่ารอบนี้คงผ่านไปได้ด้วยดี
สีหน้าของหลี่ลั่วเองก็ค่อนข้างเรียบเฉย คู่ต่อสู้สองคนที่เขาต้องประลองด้วยในวันนี้ต่างก็มาจากตึกหนึ่ง แต่ความแข็งแกร่งยังเทียบกับเป้ยคุนที่เขาเคยสู้ด้วยไม่ได้เลย
อันที่จริงมันก็เป็นเรื่องปกติ วิทยาลัยหนานเฟิงมีนักศึกษารวมกันหลายพันคน จะไปเจอตอก้อนใหญ่ง่ายๆ ได้อย่างไร
ในทางกลับกัน บางทีเขาและจ้าวคั่วคงกลายเป็นตอใหญ่ในสายตาของคนอื่นๆ ไปแทนแล้ว
“ใกล้ถึงตาข้าแล้ว ข้าไปเตรียมตัวก่อน เจ้าเองก็พยายามเข้า” จ้าวคั่วมองเวลา ก่อนจะเอ่ยลาหลี่ลั่ว จากนั้นก็หายเข้าไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว
หลี่ลั่วส่ายหน้า หันหลังเดินไปทางเวทีประลองอีกด้านหนึ่ง การประลองรอบแรกของเขากำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้วเหมือนกัน
เมื่อไปถึงเวทีประลองที่กำหนดไว้ หลี่ลั่วก็รออยู่ราวๆ ครึ่งชั่วโมง จนกระทั่งผู้ดูแลบนเวทีขานชื่อเขา เขาจึงค่อยกระโดดขึ้นไปบนเวที
การปรากฏตัวของหลี่ลั่วดึงดูดความสนใจจากผู้คนได้ไม่น้อย อย่างไรเสียหลังจากที่เขาเอาชนะเป้ยคุนและพรรคพวกอีกสองคนไปแบบหนึ่งต่อสามได้ในตอนนั้น ชื่อเสียงของเขาภายในวิทยาลัยหนานเฟิงก็เริ่มฟื้นกลับขึ้นมาอีกครั้ง
ทว่าการประลองในวันนั้น ก็ยังมีนักศึกษาบางส่วนที่ไม่ได้เห็นกับตา ดังนั้นกับการระเบิดพลังของหลี่ลั่ว พวกเขายังคงคลางแคลงใจอยู่บ้าง ดังนั้นเมื่อเห็นหลี่ลั่วขึ้นเวทีแล้ว พวกเขาย่อมต้องอยากจะดูให้เห็นกับตาสักครั้ง
ส่วนคู่ต่อสู้ของหลี่ลั่วเป็นเด็กหนุ่มร่างผอมบางระดับหกตราคนหนึ่ง สีหน้าของเด็กหนุ่มดูขมขื่นเล็กน้อย ความแข็งแกร่งระดับหกตราของเขานั้นนับว่าเป็นระดับกลางๆ ภายในวิทยาลัยหนานเฟิง อันที่จริงก็ถือว่าไม่เลวแล้ว แต่ใครจะไปคิดว่าเขาจะโชคร้ายต้องมาเจอกับหลี่ลั่วตั้งแต่รอบแรก
อีกทั้งยังเป็นหลี่ลั่วที่เพิ่งจะปลุกอัตลักษณ์ขึ้นมาได้ มีแนวโน้มที่จะทะยานขึ้นฟ้าในก้าวเดียวเลยด้วย
“เริ่มได้!”
เมื่อผู้ดูแลเห็นว่าทั้งสองฝ่ายขึ้นมาบนเวทีแล้วก็ประกาศเริ่มการประลองทันที
เด็กหนุ่มร่างผอมบางระเบิดพลังอัตลักษณ์ทั้งหมดออกมาทันทีอย่างไม่ลังเล พร้อมกับตั้งท่าป้องกันอย่างรัดกุม เห็นได้ชัดว่าเขาคิดจะใช้หลักนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว
แต่หลี่ลั่วกลับไม่ลังเลแม้แต่น้อย พลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินพลุ่งพล่านขึ้นมา หมุนวนอยู่บนผิวกายราวกับเกลียวคลื่น
ร่างของเขาพุ่งออกไปราวกับประกายสายฟ้า สำแดงวิชาอัตลักษณ์อันร้ายกาจออกมา
การประลองจบลงเร็วกว่าที่ทุกคนคาดคิดไว้เสียอีก
เพียงไม่กี่นาที เด็กหนุ่มร่างผอมบางที่ตกอยู่ภายใต้การโจมตีดุจพายุคลั่งของหลี่ลั่วก็พ่ายแพ้อย่างราบคาบ สุดท้ายก็ขอยอมแพ้ทันที
หา!
รอบๆ เวทีประลองมีเสียงฮือฮาดังขึ้นมากมาย สายตานับไม่ถ้วนจ้องมองมาที่หลี่ลั่วด้วยความตกใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาที่อยู่ในระดับหกตราต่างก็มีสีหน้าตึงเครียด พวกเขาดูออกว่าความแข็งแกร่งที่หลี่ลั่วแสดงออกมาเมื่อครู่นี้ดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่าตอนที่สู้กับเป้ยคุนเสียอีก
หลี่ลั่วไม่ได้สนใจสายตาเหล่านั้น หลังจากที่ผู้ดูแลประกาศว่าเขาเป็นฝ่ายชนะ เขาก็กระโดดลงจากเวที หายเข้าไปในฝูงชน
การประลองรอบที่สองของหลี่ลั่วก็ไม่ได้รอนานนัก แต่ผ่อนคลายกว่ารอบแรกมาก เพราะอีกฝ่ายไม่มีแม้แต่ความคิดที่จะสู้เลยด้วยซ้ำ ยอมแพ้ตั้งแต่แรก
ดังนั้นการประลองในวันแรกของหลี่ลั่วจึงจบลงด้วยชัยชนะทั้งหมด
หลังจากประลองเสร็จ หลี่ลั่วก็เก็บข้าวของเตรียมตัวจะกลับ เขายังต้องรีบไปที่เรือนซีหยางเพื่อเรียนวิชาเกลาอัตลักษณ์กับเหยียนหลิงชิงต่อ หลังจากฝึกฝนมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ช่วงนี้เขาก็รู้สึกว่าตัวเองใกล้ที่จะหลอมสร้างน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งสำเร็จแล้ว
ทว่าในตอนที่เขาออกมาจากฝูงชนได้ไม่นาน เขาก็เห็นเงาร่างอันงดงามสายหนึ่งจ้องมองมาที่เขาจากด้านหน้า เป็นหลี่ว์ชิงเอ๋อร์นั่นเอง
วันนี้นางสวมชุดฝึกสีขาวรัดรูป เผยให้เห็นท่อนขาอันเรียวยาว เอวบางราวกับโอบได้ด้วยมือเดียว ผมยาวถูกมัดเป็นหางม้า เมื่อรวมกับใบหน้าอันงดงามสะสวยแล้วก็นับว่าดึงดูดสายตาอย่างยิ่ง
แต่เมื่อหลี่ลั่วเห็นนาง เขาก็ได้แต่ยิ้มออกมาอย่างจนใจก่อนจะเอ่ยทักทาย “วันนี้เจ้าประลองเสร็จแล้วหรือ? คงไม่ยากอะไรอยู่แล้วสินะ”
คำพูดนี้ถือเป็นคำพูดไร้สาระโดยสิ้นเชิง หลี่ว์ชิงเอ๋อร์เป็นถึงอันดับหนึ่งของวิทยาลัยหนานเฟิง ใครก็ตามที่เจอกับนางก็ได้แต่ต้องยอมรับชะตากรรมเท่านั้น
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์มองสำรวจหลี่ลั่วครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ความแข็งแกร่งของเจ้า เพิ่มขึ้นอีกแล้วสินะ ข้าแค่อยากถามว่า เจ้าตั้งใจแค่ไหนในการสอบซ้อมครั้งนี้?”
หลี่ลั่วยิ้มกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “แค่ติดหนึ่งในยี่สิบอันดับแรก ได้สิทธิ์เข้าร่วมการสอบใหญ่ก็พอแล้ว”
เขาไม่ได้อยากจะแย่งชิงอันดับที่สูงกว่านั้นจริงๆ เพราะไม่จำเป็น อันดับในการสอบซ้อมไม่ว่าจะสูงแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์อะไรทั้งสิ้น ในทางกลับกันหากอันดับสูงเกินไป อาจจะถูกนักศึกษาจากวิทยาลัยอื่นๆ จ้องเล่นงานเอาด้วย
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็ขมวดคิ้วเล็กๆ กล่าวว่า “ความแข็งแกร่งเจ้า ข้าคิดว่าน่าจะแย่งชิงสิบอันดับแรกได้”
หลี่ลั่วยิ้ม “ประเมินข้าสูงขนาดนั้นเลย?”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กล่าว “หลี่ลั่ว ข้าคิดว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องปกปิดตัวเองมากเกินไป การเปิดเผยความแข็งแกร่งออกมาบ้างในเวลาที่เหมาะสม จะสามารถปิดปากคนที่ชอบดูถูกเจ้าได้”
หลี่ลั่วรู้สึกจนใจ หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ภายนอกดูอ่อนโยน แต่แท้จริงแล้วนางเป็นคนที่ชอบเอาชนะอย่างมาก บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้นางคอยจับตามองเขาอยู่เสมอก็เป็นได้ เพราะในตอนนั้น หลี่ลั่วเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถเอาชนะนางได้ ดังนั้นนางจึงรู้สึกยอมรับในตัวหลี่ลั่วเป็นพิเศษ
เพียงแต่นิสัยของหลี่ลั่ว กลับไม่ชอบเปิดเผยความแข็งแกร่งทั้งหมดของตัวเองออกมาต่อหน้าฝูงชนหากไม่จำเป็น
บางที มันอาจเป็นนิสัยที่เกิดขึ้นมาจากสัญชาตญาณการป้องกันตัวที่เป็นผลมาจากประสบการณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ก็เป็นได้
“เข้าใจแล้ว ข้าจะพยายาม”
ทว่าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร ดังนั้นหลี่ลั่วจึงได้แต่ตอบรับส่งๆ จากนั้นก็หาข้ออ้างหนีไปทันที
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์มองตามหลังเขาด้วยความจนใจเช่นกัน ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
เพียงแต่ตอนที่ทั้งสองแยกย้ายกันไป ไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่า บนเวทีประลองที่อยู่ไม่ไกลออกไป ซ่งอวิ๋นเฟิงที่เพิ่งจะเอาชนะคู่ต่อสู้เสร็จได้มองเห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมดพอดี
เขามองไปยังทิศทางที่หลี่ลั่วจากไปด้วยแววตามืดมน
“ข้าเคยเตือนเจ้าแล้วแท้ๆ…”
“จะหาเรื่องกันให้ได้เลยใช่ไหม?”