อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 27 ห้องหลอมระดับหนึ่ง (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 27 ห้องหลอมระดับหนึ่ง (อัปเดต)
หลังออกจากวิทยาลัย หลี่ลั่วไม่ได้รีบกลับไปที่บ้านเก่า แต่ตรงไปยังเรือนซีหยางก่อน
ผู้คุ้มกันหน้าประตูเรือนซีหยางคุ้นชินกับการมาเยือนของหลี่ลั่วแล้ว พวกเขาจึงโค้งคำนับให้และปล่อยให้เขาเข้าไปได้เลย
เมื่อก้าวเข้าไปในเรือนซีหยางที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจางๆ จิตใจของหลี่ลั่วก็เบิกบานขึ้น การเรียนรู้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้เขาเริ่มรู้สึกสนใจในอาชีพนักเกลาอัตลักษณ์มากขึ้นเรื่อยๆ
“ฮ่าฮ่า ช่วงนี้คุณชายน้อยมาที่เรือนซีหยางเป็นประจำเลยนะ” ขณะที่หลี่ลั่วกำลังคิดถึงเรื่องน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งที่เขากำลังฝึกฝนอยู่นั้น ก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นจากด้านข้าง
หลี่ลั่วหันไปมอง ก็เห็นรองประธานจวงอี้แห่งเรือนซีหยางกำลังมองมาที่เขาพร้อมกับรอยยิ้ม
“ได้ยินมาว่าคุณชายน้อยปลุกอัตลักษณ์น้ำระดับห้าได้แล้ว?” จวงอี้ถามด้วยความสงสัยเล็กน้อย
หลี่ลั่วฝึกฝนวิชาเกลาอัตลักษณ์ที่เรือนซีหยางมาหลายวันขนาดนี้ เรื่องที่เขาปลุกอัตลักษณ์น้ำระดับห้าได้ย่อมต้องแพร่กระจายออกไปนานแล้ว
หลี่ลั่วจ้องมองไปยังรองประธานเรือนซีหยางที่เข้ากับฝ่ายเผยฮ่าวแล้วผู้นี้ พยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าว “กำลังเรียนวิชาเกลาอัตลักษณ์กับพี่หลิงชิงอยู่”
จวงอี้ยิ้มกล่าว “รองประธานเหยียนเป็นนักศึกษาจากวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง ความสามารถของนางนั้นไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ทว่าประสบการณ์ยังน้อยไปหน่อย ถ้าคุณชายน้อยอยากเรียนรู้จริงๆ ข้าเองก็พอจะให้คำแนะนำได้บ้างเหมือนกัน”
หลี่ลั่วยิ้มออกมา จวงอี้มีน้ำใจเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอีกฝ่ายต้องการจับตาดูเขาเพื่อยืนยันสถานการณ์ของเขาแล้วรายงานให้เผยฮ่าว หรือว่าต้องการชี้แนะเขาจริงๆ กันแน่?
ทว่าระหว่างเพื่อนสนิทของเจียงชิงเอ๋อร์กับรองประธานที่เข้ากับฝ่ายของเผยฮ่าว หลี่ลั่วไม่จำเป็นต้องลังเลเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้นเขาจึงส่ายหน้ากล่าว “ข้ารู้สึกว่าพี่หลิงชิงก็ไม่เลว หากในอนาคตข้าต้องการความช่วยเหลือ ค่อยไปรบกวนรองประธานจวงก็แล้วกัน”
“น่าเสียดายจริงๆ” จวงอี้ถอนหายใจด้วยท่าทางเหมือนกับเสียดายอย่างมาก
หลี่ลั่วไม่ได้พูดอะไรต่อ กำลังจะเดินจากไป แต่อยู่ๆ เขาก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงกล่าวว่า “จริงสิ รองประธานจวง ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินพี่หลิงชิงบอกว่า ห้องหลอมบางห้องของที่นี่มักเกิดเหตุการณ์วัตถุดิบขาดแคลนอยู่บ่อยครั้ง ได้ยินมาว่าการจัดซื้อวัตถุดิบเป็นหน้าที่ของเจ้า ดังนั้นเจ้าช่วยเติมให้ทันเวลาหน่อยได้ไหม?”
เมื่อได้ยินดังนั้น จวงอี้ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างลำบากใจว่า “คุณชายน้อย เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของข้านะ เพียงแต่บางครั้งการจัดซื้อวัตถุดิบมันอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ดังนั้นวัตถุดิบจะขาดแคลนไปบ้างเป็นบางครั้งคราวก็ถือเป็นเรื่องปกติ แน่นอนว่าในเมื่อคุณชายน้อยเอ่ยปากแล้ว ต่อไปนี้ข้าจะใส่ใจเรื่องนี้มากขึ้น”
เมื่อเผชิญกับท่าทางที่ดูเหมือนจะสุภาพอ่อนน้อม แต่แท้จริงแล้วไม่ค่อยจะจริงจังเท่าใดนัก หลี่ลั่วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่มองอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะเดินผ่านไปทันที
จวงอี้มองตามหลังของหลี่ลั่วไป รอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อยๆ จางหายไป
“รองประธาน ไม่นึกเลยว่าคุณชายน้อยจะปลุกอัตลักษณ์ระดับห้าได้ น่าประหลาดใจจริงๆ…” ลูกน้องที่ภักดีต่อเขากล่าวเสียงเบา
“เป็นไปได้ว่าประมุขทั้งสองคงทิ้งสมบัติล้ำค่าอะไรบางอย่างไว้ให้เขากระมัง สมบัติล้ำค่าเช่นนี้ เอามาใช้กับเขามันช่างสิ้นเปลืองจริงๆ” จวงอี้กล่าวอย่างเย็นชา
“แต่สุดท้ายแล้วก็แค่ระดับห้า ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมาย หากคุณชายน้อยผู้นี้คิดจะผงาดขึ้นมาเป็นใหญ่ มันก็ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก”
เขาโบกมือแล้วกล่าว “ส่งข่าวนี้ไปให้คุณชายเผยฮ่าว”
“นอกจากนี้… เรื่องยึดอำนาจห้องหลอมระดับหนึ่งก็ควรจะเริ่มลงมือได้แล้ว เหยียนหลิงชิง ผู้หญิงคนนั้นมันเริ่มรกหูรกตามากขึ้นไปทุกทีแล้ว”
“รับทราบ!”
…
เมื่อหลี่ลั่วเดินเข้าไปในห้องหลอมระดับหนึ่งแล้ว ก็พบว่าภายในถูกแบ่งออกเป็นห้องเล็กๆ หลายสิบห้อง โดยมีกำแพงผลึกแก้วกั้นไว้ ทุกห้องต่างก็มีเงาร่างหนึ่งกำลังวุ่นอยู่กับงาน
ในนั้น หลี่ลั่วยังเห็นเหยียนหลิงชิงที่มีรูปร่างสูงเพรียวอีกด้วย นางสวมชุดยาว มือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋า กำลังตรวจตราไปรอบๆ ด้วยสีหน้าเย็นชา
ตอนนี้นางได้ไปหยุดอยู่ที่หน้ากำแพงผลึกแก้วบานหนึ่ง มองนักเกลาอัตลักษณ์ระดับหนึ่งคนหนึ่งที่หลอมสร้างน้ำยาแสงวิเศษเสร็จสิ้นแล้วด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ภายใต้สายตาของเหยียนหลิงชิง นักเกลาอัตลักษณ์ระดับหนึ่งที่ยังดูอ่อนเยาว์ผู้นั้นก็ดูตึงเครียดเล็กน้อย จากนั้นเขาก็หยิบเข็มผลึกแก้วอันเรียวยาวออกมา บนเข็มมีมาตรวัดอยู่ด้วย
นี่คือเข็มทดสอบ ใช้สำหรับทดสอบว่าน้ำยาแสงวิเศษที่หลอมเสร็จแล้วมีพลังเกลาอัตลักษณ์ระดับใด
เมื่อเสียบเข็มลงในขวดน้ำยาแสงวิเศษ ก็เห็นว่ามาตรวัดบนเข็มค่อยๆ เพิ่มขึ้นจากล่างขึ้นบน
สุดท้ายก็หยุดอยู่ที่ตำแหน่งสี่จุดหก
เมื่อเห็นดังนั้น เหยียนหลิงชิงก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “น้ำยาแสงวิเศษที่มีพลังเกลาอัตลักษณ์ระดับนี้ หากนำออกไปขายก็มีแต่จะทำลายชื่อเสียงของเรือนซีหยางเท่านั้น”
นักเกลาอัตลักษณ์ระดับหนึ่งผู้นั้นก้มหน้าลงอย่างหดหู่
ทว่าเหยียนหลิงชิงกลับไม่ได้ใจอ่อน นางกล่าวอย่างเข้มงวดว่า “ขั้นตอนการหลอมเมื่อครู่ เจ้าทำพลาดไปไม่ต่ำกว่าสี่จุด การควบคุมความร้อนในการหลอมผลใบขาวยังไม่ดีพอ น้ำยาแสงจันทร์ข้นเกินไป น้ำยาไร้ควันก็ใสเกินไป สุดท้ายตอนที่ผสมเข้าด้วยกัน พลังอัตลักษณ์น้ำของเจ้าก็ยังบีบอัดไม่ถึงตามเกณฑ์ด้วย”
“หลอมใหม่”
เมื่อกล่าวจบ นางก็หันหลังเดินจากไป ในขณะเดียวกันสายตาอันเย็นเยียบก็กวาดมองไปยังเหล่านักเกลาอัตลักษณ์ระดับหนึ่งที่อยู่ในห้อง ซึ่งทุกคนก็ได้แต่ปิดปากเงียบก้มหน้าหลบ ตั้งใจหลอมสร้างต่อไป
เห็นได้ชัดว่านางไม่พอใจกับผลงานของนักเกลาอัตลักษณ์ระดับหนึ่งเหล่านี้เป็นอย่างมาก
ในดวงตาของนางฉายแววเบื่อหน่ายออกมาเสี้ยวหนึ่ง นางมาช่วยดูแลที่นี่ตามคำขอร้องของเจียงชิงเอ๋อร์ก็จริง แต่สุดท้ายแล้วนางก็เป็นเพียงแค่คนนอก หากพูดถึงเรื่องอำนาจบารมีในสาขานี้แล้ว จวงอี้ก็เหนือกว่านางจริงๆ
เรือนซีหยางสาขานี้แบ่งออกเป็นสามห้องหลอม ระดับหนึ่งถึงระดับสาม ห้องหลอมแต่ละระดับจะทำหน้าที่หลอมน้ำยาแสงวิเศษในระดับที่ต่างกันออกไป
ด้วยคำสั่งแต่งตั้งจากเจียงชิงเอ๋อร์ เหยียนหลิงชิงจึงได้สิทธิ์ในการควบคุมห้องหลอมระดับหนึ่งและระดับสองมาตั้งแต่แรก แต่ห้องหลอมระดับสามยังคงอยู่ในการควบคุมของจวงอี้อย่างเหนียวแน่น
ทั้งสองฝ่ายต่างก็ต่อสู้กันอย่างเปิดเผยและลับๆ มาเป็นเวลานานเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในการควบคุมห้องหลอมเหล่านี้ เพราะตราบใดที่สามารถควบคุมห้องหลอมได้ ก็เท่ากับว่าได้ควบคุมนักเกลาอัตลักษณ์ส่วนใหญ่เอาไว้ด้วย สำหรับเรือนซีหยางที่มีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือการหลอมน้ำยาแสงวิเศษแล้ว นักเกลาอัตลักษณ์ย่อมเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุด
แต่เมื่อไม่นานมานี้ เห็นได้ชัดว่าจวงอี้เริ่มทนไม่ไหว เริ่มลงมือกับห้องหลอมระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งข้ออ้างที่มันใช้ก็คือ ลูกศิษย์ที่มันบ่มเพาะขึ้นมาคนหนึ่ง สามารถหลอมสร้างน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งจนมีคุณภาพสูงถึงห้าจุดหกได้แล้ว
คุณภาพระดับนี้ถือว่าเป็นระดับสูงสุดของน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งที่เรือนซีหยางผลิตออกมาได้แล้ว ดังนั้นจวงอี้จึงใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง โจมตีเหยียนหลิงชิงว่าไม่เก่งในการชี้แนะนักเกลาอัตลักษณ์ระดับหนึ่ง ทำให้นักเกลาอัตลักษณ์ระดับหนึ่งในเรือนซีหยางช่วงนี้เริ่มเกิดความหวั่นไหวขึ้นมาบ้างแล้ว
หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป เหยียนหลิงชิงรู้สึกว่าห้องหลอมระดับหนึ่งอาจถูกจวงอี้แย่งชิงไปจริงๆ ก็ได้
ถึงแม้ว่านางจะมีเจียงชิงเอ๋อร์และไช่เวยคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง แต่ถ้าจวงอี้ไม่ได้ทำผิดอะไรอย่างชัดเจน พวกนางก็ไม่สามารถไล่จวงอี้ที่อยู่กับเรือนซีหยางมานานออกไปได้เหมือนกัน การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นภายในเรือนซีหยางได้ เมื่อถึงเวลานั้น หากส่งผลกระทบต่อการหลอมน้ำยาแสงวิเศษ ผู้ที่จะเดือดร้อนก็มีแต่จะเป็นคฤหาสน์ลั่วหลานเอง
ด้วยความรู้สึกหงุดหงิดในใจ เหยียนหลิงชิงจึงเหลือบมองหลี่ลั่วที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องหลอมเพียงแวบเดียวเท่านั้น ไม่มีกะจิตกะใจจะพูดอะไรอีก
หลี่ลั่วไม่ได้ใส่ใจอะไร เดินตรงไปยังห้องหลอมที่ไม่มีคนใช้ห้องหนึ่ง หญิงสาวหน้าตางดงามคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้างก็กล่าวเสียงเบาว่า “คุณชายน้อย ท่านมาแล้วหรือ”
หลี่ลั่วพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะก้มหน้าลงจัดเรียงวัตถุดิบบนโต๊ะหลอมพร้อมเอ่ยถามเสียงเบาว่า “พี่อิงฮวา รองประธานเหยียนอารมณ์ไม่ดีหรือ?”
หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าพี่อิงฮวาสะดุ้งเล็กน้อย “พวกเราโดนดุมาทั้งเช้าเลย…”
จากนั้นนางก็เล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้ฟัง
หลังจากฟังจบ หลี่ลั่วก็เข้าใจขึ้นมาทันที ที่แท้ก็เรื่องแย่งชิงห้องหลอมระดับหนึ่งนี่เอง เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ หากจวงอี้แย่งชิงสำเร็จละก็ ชื่อเสียงของเหยียนหลิงชิงจะต้องเสียหายอย่างหนัก ทำให้อิทธิพลของนางในเรือนซีหยางลดน้อยลงเรื่อยๆ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลี่ลั่วก็ขมวดคิ้ว แน่นอนว่าเขาไม่ต้องการเห็นภาพแบบนั้น เพราะสัดส่วนรายได้ของเรือนซีหยางสาขานี้มันสูงถึงครึ่งหนึ่งของรายได้ต่อปีของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่เลย ซึ่งตอนนี้เขากำลังต้องการเงินทุนจำนวนมากพอดี หากเกิดปัญหาขึ้นที่นี่ มันจะต้องส่งผลกระทบต่อเขาอย่างมากแน่
แน่นอนว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ จวงอี้เป็นคนของเผยฮ่าว ด้วยนิสัยอกตัญญูของมันแล้ว ไม่แน่ว่าแม้แต่เรือนซีหยางสาขานี้ก็อาจถูกมันกลืนเข้าไปทั้งสาขาเลยก็ได้
แต่ตอนนี้ต่อให้เขาคิดมากไปก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นหลี่ลั่วจึงหันไปหยิบกระดาษบันทึกสูตรน้ำยาระดับหนึ่งที่ชื่อ “น้ำยาเขียวคราม” ออกมาวางบนโต๊ะ จากนั้นก็หยิบวัตถุดิบต่างๆ ออกมา เริ่มต้นการฝึกฝนในวันนี้
เวลาผ่านไปสองชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่การหลอมของหลี่ลั่วเริ่มชำนาญมากขึ้นเรื่อยๆ ประตูห้องหลอมระดับหนึ่งก็ถูกเปิดออก ทุกคนต่างก็หยุดชะงัก จากนั้นก็เห็นจวงอี้พาคนกลุ่มหนึ่งกรูกันเข้ามา
เพียงแค่บรรยากาศที่แผ่ออกมา ก็สัมผัสได้ถึงความไม่เป็นมิตรแล้ว