อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 6 อัตลักษณ์หลังกำเนิด (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 6 อัตลักษณ์หลังกำเนิด (อัปเดต)
ลูกแก้วสีดำที่เรียบลื่นมันวาวราวกับกระจกนั้นได้สะท้อนภาพใบหน้าของหลี่ลั่วออกมา บนนั้นมีแววตาที่คาดหวังและตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่า พ่อแม่ทุ่มเทแรงกายแรงใจมากขนาดนี้เพื่อจะทิ้งอะไรไว้ให้เขากันแน่…
“จะเปิดมันยังไงดีนะ?”
หลี่ลั่วพยายามระงับความตื่นเต้นในใจมองดูลูกแก้วสีดำที่ลึกลับนั่น จากนั้นจึงลองยื่นมือทั้งสองข้างไปวางบนลูกแก้วอย่างแผ่วเบา
วู้ม!
ทันทีที่ฝ่ามือของเขาสัมผัสกับลูกแก้ว ลูกแก้วก็ส่งแรงสั่นสะเทือนอันแผ่วเบาออกมา ผิวของลูกแก้วที่แข็งแกร่งและเรียบลื่นราวกลับเปลี่ยนไปกลายเป็นของเหลว ค่อยๆ ปกคลุมมือทั้งสองข้างของหลี่ลั่ว
ขณะเดียวกัน หลี่ลั่วก็รู้สึกได้รางๆ ว่าเหมือนมีสิ่งเล็กๆ ที่แหลมคมราวกับเข็มทิ่มแทงเข้ามาในฝ่ามือ ดูดดึงแก่นโลหิตเข้าไปเล็กน้อย
ของเหลวสีดำค่อยๆ แยกตัวออกจากฝ่ามือ พร้อมกับมีแสงสว่างเริ่มส่องออกมาจากในนั้น สุดท้ายก็ได้ร้อยเรียงกันกลายเป็นเงาร่างสองสายตรงหน้าหลี่ลั่วที่กำลังมองดูด้วยความตื่นตะลึง
ระหว่างมองดูเงาร่างทั้งสองที่คุ้นเคยเป็นอย่างดีนั้น อยู่ๆ หลี่ลั่วก็รู้สึกจุกอกขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
“พ่อ แม่…”
เงาร่างทั้งสอง หนึ่งชายหนึ่งหญิง ฝ่ายชายนั้นมีรูปโฉมหล่อเหลาอย่างมาก ร่างกายสูงตรงราวกับหอก สวมชุดสีขาว ดูสง่างามเป็นอย่างยิ่ง เขาแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน มีบรรยากาศที่นิ่งสงบดุจขุนเขา ชวนให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัยได้อย่างบอกไม่ถูก
ส่วนหญิงสาวนั้นสวมเสื้อคลุมสีม่วง ผมยาวถูกเกล้ามวยเอาไว้ มือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋าเสื้อด้วยท่าทางสบายๆ นางเองก็มีรูปโฉมที่งดงามอย่างมากเช่นกัน ดูสง่างามแต่เรียบร้อย
พวกเขาคือพ่อแม่ของหลี่ลั่ว หลี่ไท่เสวียนและถานไถหลานนั่นเอง
“ฮ่าฮ่า เสี่ยวลั่ว ตอนที่เจ้าเห็นภาพบันทึกนี้ เจ้าน่าจะมีอายุสิบเจ็ดปีแล้วสินะ? คาดว่าตอนนั้นพวกเราคงไม่ได้อยู่ข้างๆ เจ้าแล้วละ” ระหว่างที่หลี่ลั่วกำลังจับจ้องเงาร่างทั้งสองอยู่นั้น หลี่ไท่เสวียนก็ได้กล่าวขึ้น
“เสี่ยวลั่วน่าจะหล่อเหลามากยิ่งขึ้นแล้วสินะ? ที่วิทยาลัยมีสาวมาตามเกี้ยวเจ้าบ้างหรือเปล่า?” ถานไถหลานที่อยู่ข้างๆ เองก็ยิ้มถาม
หลี่ลั่วนวดตาตัวเอง กล่าวพึมพำว่า “ตอนนี้ลูกชายของท่านนอกจากจะหน้าตาดีแล้ว ก็ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง ใครจะมาตามเกี้ยวกันเล่า”
“ตอนนี้เสี่ยวลั่วกำลังน้อยเนื้อต่ำใจอยู่หรือเปล่า? รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าใช่ไหม?” ทว่าเงาร่างของหลี่ไท่เสวียนกลับยิ้มกล่าวต่อราวกับรู้ความคิดในใจของหลี่ลั่วในตอนนี้
ถานไถหลานกล่าว “เป็นเพราะไร้อัตลักษณ์ใช่ไหม?”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ลั่วก็ตกใจเป็นอย่างมาก เพราะตอนที่วิหารอัตลักษณ์ในร่างกายของเขาปรากฏขึ้น หลี่ไท่เสวียนและถานไถหลานต่างก็หายสาบสูญไปแล้ว พวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?
“เสี่ยวลั่วอย่าตกใจไปนะ อันที่จริงเรื่องที่เจ้าไร้อัตลักษณ์นั้น พวกเราก็ได้ใช้ศาสตร์ลับพิเศษบางอย่างตรวจพบเจอตั้งแต่ก่อนที่วิหารอัตลักษณ์ของเจ้าจะปรากฏขึ้นมาแล้ว รวมไปถึงเรื่องที่เจ้ามีวิหารอัตลักษณ์สามอันด้วย” ถานไถหลานกล่าวด้วยสายตาที่อ่อนโยน
หลี่ลั่วอ้าปากค้าง วินาทีนี้เขาพลันนึกถึงเรื่องราวต่างๆ มากมาย แท้จริงแล้วพ่อแม่ของเขารับรู้ถึงความพิเศษของร่างกายเขาก่อนที่เขาจะรู้เสียอีก เช่นนั้นการที่พ่อแม่เขาหายสาบสูญไปมันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่? ตอนนี้พวกท่าน… อยู่ที่ไหนกันแน่? ยังอยู่ดีกันหรือเปล่า? เหตุใดตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ถึงไม่มีข่าวคราวของพวกท่านส่งกลับมาเลย?
“เสี่ยวลั่ว ก่อนอื่นพ่ออยากจะบอกเจ้าตรงนี้ว่า การไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิดนั้นไม่ใช่เรื่องที่ไร้ประโยชน์ ในสายตาของพ่อ พ่อกลับมองว่ามันเป็นคุณสมบัติร่างกายที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้สึกเสียกำลังใจแต่อย่างใด เจ้าควรจะรู้สึกดีใจด้วยซ้ำ” คำพูดของหลี่ไท่เสวียนราวกับเป็นฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ทำเอาหลี่ลั่วตื่นตะลึงจนเบิกตาโตอ้าปากค้างไปเลย
“พ่อ ท่านจะปลอบใจข้าก็ไม่จำเป็นต้องพูดเกินจริงขนาดนั้นก็ได้กระมัง?” หลี่ลั่วแสดงสีหน้าแบบ ‘ท่านหลอกข้าไม่ได้หรอก’ ออกมา การที่ไร้อัตลักษณ์นั้น แม้แต่พลังอัตลักษณ์ยังบำเพ็ญได้ยากเลย แล้วยังจะบอกว่าเป็นคุณสมบัติร่างกายที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกอีก พ่อหลอกเด็กอยู่หรือไร?
“เจ้าไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิด ไม่สามารถดูดกลืนและกลั่นเกลาพลังงานฟ้าดินได้ นี่เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับรากฐานก็จริง แต่ปัญหานี้ก็ใช่ว่าจะไร้ทางแก้ไขเสียทีเดียว” หลี่ไท่เสวียนยิ้มบางๆ กล่าว
“ในเมื่อมันไร้อัตลักษณ์ เช่นนั้นก็หาวิธีเติมเข้าไปก็สิ้นเรื่อง” ถานไถหลานเองก็ยิ้มกล่าว
หลี่ลั่วขมวดคิ้วแน่น พูดน่ะง่าย แต่การจะทำได้จริงมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย อัตลักษณ์นั้นเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด การจะเติมเข้าไปหลังกำเนิดนั้น เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ก่อนหน้านี้เขาก็เคยทดลองมาหลายวิธีแล้วด้วยแต่ก็ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
“วิธีทั่วไป ย่อมไม่มีทางทำได้อยู่แล้ว แต่หลังจากที่พวกเรารู้ว่าเจ้าไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิดแล้ว พวกเราก็พยายามค้นหาวิธีมาโดยตลอด”
“สวรรค์ไม่ใจร้ายกับคนที่ตั้งใจจริง สุดท้ายพวกเราก็หาวิธีได้แล้ว”
ตอนที่หลี่ไท่เสวียนกล่าวคำพูดนี้ออกมา หลี่ลั่วก็สามารถได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรงราวกับเสียงกลองอย่างชัดเจน เสียงหัวใจที่เต้นอย่างรุนแรงนั้น ทำให้เขาถึงกับเกิดอาการเวียนหัวไปชั่วขณะ
“พวกเราได้ค้นคว้าและตีความคัมภีร์โบราณมามากมายนับไม่ถ้วน สุดท้ายก็ได้พบกับวิธีการหนึ่ง วิธีการนี้มีชื่อว่า ‘วิชาหลอมเทพไร้ลักษณ์เล็ก’ วิชานี้สามารถหลอมอัตลักษณ์หลังกำเนิดขึ้นมาได้ และในยามที่หลอมรวมนั้น หากนำแก่นโลหิตและวิญญาณของผู้ที่ต้องการหลอมรวมมาเติมเข้าไปด้วยละก็ อัตลักษณ์ที่ได้มาในท้ายที่สุดก็จะสามารถหลอมรวมเข้าสู่วิหารอัตลักษณ์ได้”
“เสี่ยวลั่ว การที่เจ้าไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิดนั้น อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายก็ได้ เพราะอัตลักษณ์ก่อนกำเนิดนั้นมีความไม่แน่นอนสูงมากเกินไป ยากจะควบคุมได้ แต่อัตลักษณ์หลังกำเนิดที่หลอมขึ้นมาด้วย ‘วิชาหลอมเทพไร้ลักษณ์เล็ก’ นั้นสามารถสร้างขึ้นตามความต้องการของเจ้าได้”
“หากเจ้าต้องการอัตลักษณ์ธาตุ เจ้าก็สามารถหลอมรวมเป็นอัตลักษณ์ธาตุได้ หากเจ้าต้องการอัตลักษณ์สรรพสัตว์ เจ้าก็สามารถหลอมรวมเป็นอัตลักษณ์สรรพสัตว์ได้เช่นกัน”
“เอาไว้ในอนาคต วิหารอัตลักษณ์ทั้งสามอันของเจ้าล้วนแล้วแต่ถูกเติมเต็มไปด้วยสามอัตลักษณ์ที่เจ้าตั้งใจหลอมรวมขึ้นมาแล้ว เมื่อนั้นอัตลักษณ์ทั้งสามก็จะช่วยหนุนเสริมซึ่งกันและกัน อานุภาพจะเหนือกว่าพวกอัตลักษณ์ก่อนกำเนิดหลายเท่า”
ดวงตาของหลี่ลั่วเป็นประกายขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ คำพูดนี้ฟังดูก็ไม่เลว อัตลักษณ์นั้นมีมากมายหลากหลาย ผู้คนจำนวนมากนั้น เมื่อวิหารอัตลักษณ์เปิดออก ชนิดของอัตลักษณ์ในวิหารอัตลักษณ์ก็จะถูกกำหนดตายตัวไว้ทันที ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกเด็ดขาด ส่วนเขาแม้ว่าจะไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิด แต่เขากลับมีข้อดีตรงที่สามารถหลอมรวมอัตลักษณ์หลังกำเนิดได้ตามที่ต้องการ
“เสี่ยวลั่ว อัตลักษณ์หลังกำเนิดที่หลอมรวมขึ้นมาด้วย ‘วิชาหลอมเทพไร้ลักษณ์เล็ก’ นี้ ยังมีข้อดีที่ยอดเยี่ยมอยู่อีกอย่างหนึ่งด้วย” ถานไถหลานกล่าวเสริม
ถึงแม้จะรู้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นเพียงแค่ภาพบันทึก แต่หลี่ลั่วก็ยังรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินว่ามีข้อดี เขาก็ไม่รู้สึกง่วงอีกแล้ว
“โดยทั่วไปแล้ว อัตลักษณ์ก่อนกำเนิดเกือบทั้งหมดล้วนเป็นแค่คุณสมบัติเดี่ยว แต่อัตลักษณ์หลังกำเนิดที่หลอมขึ้นมาจาก ‘วิชาหลอมเทพไร้ลักษณ์เล็ก’ กลับแตกต่างออกไป เพราะมันสามารถบรรจุคุณสมบัติเอาไว้ได้ถึงสองคุณสมบัติ หนึ่งหลักหนึ่งเสริม”
“หากคุณสมบัติทั้งสองชนิดนี้สามารถเลือกให้หนุนเสริมกันได้ เช่นนั้นมันก็จะยิ่งเป็นดั่งเสือติดปีก ถึงแม้ว่าในโลกนี้จะมีสมบัติฟ้าดินบางอย่างที่สามารถช่วยให้วิหารอัตลักษณ์ของผู้คนให้กำเนิดคุณสมบัติอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาได้อยู่บ้างเหมือนกัน แต่คุณสมบัติเช่นนั้นมันก็อ่อนแอเกินไป เพียงแค่ช่วยหนุนเสริมให้เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เมื่อเทียบกับอัตลักษณ์ที่มีทั้งคุณสมบัติหลักและคุณสมบัติเสริมของเจ้าแล้ว มันก็แตกต่างกันไกลโขเลยทีเดียว”
“เยี่ยม! เยี่ยมไปเลย!”
หลี่ลั่วปรบมือเสียงดัง แน่นอนว่าเขาย่อมต้องรู้ว่าเรื่องนี้มันวิเศษแค่ไหน หากเขาเลือกอัตลักษณ์ไฟเป็นหลัก แล้วเพิ่มอัตลักษณ์สายฟ้าเข้าไปเป็นคุณสมบัติเสริม ไฟสายฟ้าหนุนเสริมกัน อานุภาพในการทำลายล้างของพลังอัตลักษณ์ของเขาก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
เพียงแค่นึกถึงเรื่องนี้ เขาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างอดไม่ได้แล้ว หากมองดูจากจุดนี้แล้ว ไร้อัตลักษณ์ของเขามันกลับดูล้ำลึกยิ่งกว่าอัตลักษณ์ก่อนกำเนิดเสียอีก!
“แฮ่ม แต่ทุกเรื่องราวย่อมไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ถึงแม้ว่าอัตลักษณ์หลังกำเนิดนี้จะเข้ากันได้ดีกับไร้อัตลักษณ์อย่างมาก แต่มันก็มีข้อเสียอยู่บ้าง นั่นคืออัตลักษณ์หลังกำเนิดที่หลอมขึ้นมานั้น ระดับเริ่มต้นจะไม่เกินระดับสี่” หลี่ไท่เสวียนกระแอมไอออกมาหนึ่งทีก่อนจะกล่าว
หลี่ลั่วชะงักไปครู่หนึ่ง เหม่อลอยไปเล็กน้อย อัตลักษณ์ระดับสี่ ระดับมันต่ำไปหน่อยจริงๆ เทียบกับอัตลักษณ์แสงสว่างระดับเก้าของเจียงชิงเอ๋อร์แล้ว มันต่างกันราวฟ้ากับเหวเลย
หากระดับต่างกันมากขนาดนี้ เกรงว่าต่อให้อัตลักษณ์หลังกำเนิดของเขาจะมีคุณสมบัติหลักและคุณสมบัติเสริม ก็คงจะไม่สามารถตามทันได้ง่ายๆ อยู่ดี
แต่ความลังเลนี้ก็เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่เท่านั้น อย่างไรเสียตอนนี้สถานการณ์ของเขามันก็ย่ำแย่จนถึงที่สุดแล้ว แม้จะเป็นอัตลักษณ์ระดับสี่ก็นับว่าไม่เลวแล้ว!
“แน่นอนว่าเจ้าเองก็ไม่ต้องรีบร้อน ถึงแม้ว่าอัตลักษณ์หลังกำเนิดนั้นจะมีจุดเริ่มต้นต่ำ แต่ก็สามารถใช้วิธีการต่างๆ ยกระดับมันขึ้นมาได้” ถานไถหลานที่รักลูกชายสุดหัวใจ ได้รีบกล่าวเตือนหลี่ลั่วทันที
หลี่ลั่วเข้าใจได้ทันที ใช่แล้ว ในโลกนี้ยังมีสมุนไพรวิเศษและสมบัติล้ำค่าอยู่อีกมากมาย พวกมันมีสรรพคุณในการยกระดับของอัตลักษณ์ขึ้นได้ อีกทั้งยังมีอาชีพหนึ่งที่มีชื่อว่า นักเกลาอัตลักษณ์ พวกเขาสามารถหลอมสร้างน้ำยาแสงวิเศษที่สามารถขัดเกลาอัตลักษณ์ได้ ซึ่งเป็นที่ต้องการของเหล่าลักษณาจารย์มากที่สุด
เพียงแต่การใช้วัตถุภายนอกยกระดับอัตลักษณ์นั้นย่อมมีข้อจำกัด โดยทั่วไปแล้ว อย่างมากสุดก็สามารถยกระดับอัตลักษณ์ขึ้นไปได้หนึ่งหรือสองระดับเท่านั้น
ซึ่งอัตลักษณ์หลังกำเนิดของเขา หากจุดสูงสุดได้เพียงแค่ระดับสี่ เช่นนั้นแม้จะใช้วิธีการต่างๆ ยกระดับขึ้น สุดท้ายก็คงจะยกระดับขึ้นได้ถึงแค่ระดับห้าหรือหกเท่านั้น
“เสี่ยวลั่วกำลังกังวลว่าการใช้วัตถุภายนอกยกระดับอัตลักษณ์นั้นมีขีดจำกัดอยู่ใช่ไหม?” หลี่ไท่เสวียนหัวเราะกล่าวขึ้น
“เอ๊ะ?” เมื่อเห็นรอยยิ้มของหลี่ไท่เสวียน หลี่ลั่วก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างอดไม่ได้ หรือว่าข้อเสียนี้อาจจะสามารถแก้ไขได้เหมือนกัน?
ในตอนที่หลี่ลั่วกำลังรอคอยด้วยความคาดหวังอยู่นั้น อยู่ๆ ถานไถหลานที่อยู่ข้างๆ ก็กระแอมไอออกมาหนึ่งที ขัดจังหวะหลี่ไท่เสวียนที่กำลังจะพูดต่อ จากนั้นก็กล่าวด้วยท่าทางไม่พอใจ “ถ้าเจ้าแย่งข้าพูดไปหมดแล้ว แล้วข้าจะยังเหลือเรื่องอะไรพูดกับเสี่ยวลั่วอีก?”
เมื่อหลี่ไท่เสวียนได้ยินดังนั้นก็รีบกล่าว “ข้าผิดไปแล้ว ภรรยา ต่อจากนี้ให้เจ้าเป็นคนพูดกับลูกชายก็แล้วกัน”
เมื่อหลี่ลั่วเห็นภาพนี้ เขาก็ส่ายหน้าอย่างอดไม่ได้ ความสามารถในการเอาตัวรอดของพ่อนี่ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ คงจะถูกแม่อัดจนได้มาสินะ?
“เสี่ยวลั่ว เจ้ากำลังหัวเราะเยาะพ่อเจ้าอยู่ใช่ไหม?”
ภาพฉายของหลี่ไท่เสวียนนั้นราวกับรู้ว่าหลี่ลั่วจะมีปฏิกิริยาเช่นใดเมื่อเห็นภาพนี้ จึงรีบส่งเสียงฮึออกมาทันที จากนั้นก็กล่าวอย่างจริงจังว่า “เจ้ายังเด็ก เจ้าไม่เข้าใจหรอก นี่ไม่ใช่เพราะข้ากลัวแม่เจ้า แต่มันเป็นเพราะข้ารักแม่เจ้ามากเกินไป ข้าเองก็เคยบอกเจ้าไปหลายครั้งแล้ว รักภรรยาคือกฎข้อแรกของบ้านเรา เอาไว้ในอนาคตหลังจากที่เจ้าอยู่กับชิงเอ๋อร์แล้ว เจ้าก็ต้องทำตามกฎของบ้านเราอย่างเคร่งครัดด้วย เข้าใจไหม?”
เมื่อหลี่ลั่วได้ยินเช่นนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงเย็นออกมา พ่อ ทุกครั้งที่พ่อพูดเรื่องนี้กับข้า หากบนใบหน้าของพ่อไม่มีรอยหมัดอันสดใหม่ติดอยู่ด้วยละก็ ข้าคงเกือบจะเชื่อแล้วจริงๆ
แต่เมื่อพูดถึงเจียงชิงเอ๋อร์แล้ว หลี่ลั่วก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา แม่เขาเป็นคนเลี้ยงดูเจียงชิงเอ๋อร์ด้วยตัวเอง ดังนั้นนิสัยของนางจึงเหมือนกับแม่เขาอย่างมาก คิดแต่จะใช้กำลัง
แล้วต่อไปจะทำอย่างไรดีล่ะเนี่ย
ระหว่างที่กังวลใจอยู่นั้น หลี่ลั่วก็เงยหน้าขึ้นไปมองภาพฉายของพ่อเขา และราวว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจความคิดในใจเขาด้วย พริบตานั้นทั้งพ่อลูกต่างก็แสดงสีหน้าเศร้าสร้อยออกมา
“หลี่ไท่เสวียน เจ้าอย่ามาทำตัวไร้สาระเสียเวลาข้าได้ไหม?” ระหว่างที่สองพ่อลูกกำลังอนาถใจอยู่นั้น ถานไถหลานก็กล่าวขึ้นพร้อมขมวดคิ้วเล็กน้อย
หลี่ไท่เสวียนได้ยินดังนั้นก็รีบพยักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจแล้ว
จากนั้นถานไถหลานก็หันไปมองหลี่ลั่ว น้ำเสียงของนางอ่อนโยนลง “ข้อจำกัดในการใช้วัตถุภายนอกยกระดับอัตลักษณ์นั้น มีผลกับอัตลักษณ์ก่อนกำเนิดเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะกลั่นวัตถุภายนอกเหล่านั้นให้บริสุทธิ์เพียงใด สุดท้ายก็ยังคงมีสิ่งเจือปนหลงเหลืออยู่ดี ซึ่งก็เป็นการสะสมของสิ่งเจือปนเหล่านี้เองที่ทำให้วิหารอัตลักษณ์ถูกอุดตันอย่างสมบูรณ์ ไม่สามารถยกระดับอัตลักษณ์ขึ้นไปได้อีก”
“แต่เสี่ยวลั่ว ไร้อัตลักษณ์ของเจ้าไม่ได้อยู่ในข้อจำกัดนี้แต่อย่างใด เพราะวิหารอัตลักษณ์ของคนอื่นๆ นั้นมีคุณสมบัติมาตั้งแต่กำเนิดแล้ว ดังนั้นจึงมีปฏิกิริยาต่อต้านกับวัตถุภายนอกที่ใช้ขัดเกลา แต่ไร้อัตลักษณ์ของเจ้านั้นไม่มีคุณสมบัติใดๆ อยู่แล้ว นั่นหมายความว่ามันสามารถรองรับได้ทุกสรรพสิ่ง”
“ดังนั้น อัตลักษณ์ของเจ้าจึงสามารถใช้วัตถุภายนอกหลอมรวมเพื่อยกระดับได้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่ายิ่งระดับสูงขึ้นเท่าใด ความยากก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่เจ้าก็มีโอกาสที่จะทำให้อัตลักษณ์หลังกำเนิดของเจ้าสมบูรณ์แบบได้จริง”
“ดังนั้นแม่ถึงได้บอกว่า เสี่ยวลั่ว ไร้อัตลักษณ์ของเจ้า บางทีมันอาจจะเป็นอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก สิ่งที่มันขาดไปก็มีเพียงกุญแจที่ใช้เปิดมันเท่านั้น”
หัวใจของหลี่ลั่วเต้นแรง ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ไร้อัตลักษณ์ที่อยู่ในร่างกายเขานั้นทำให้เขาทุกข์ทรมานไม่น้อย ตอนแรกเขาก็รู้สึกเจ็บใจและโกรธเคืองเหมือนกัน แต่สุดท้ายความรู้สึกเจ็บใจกับโกรธเคืองก็กลายเป็นความสิ้นหวัง จนเขาได้แต่ต้องยอมรับความจริง
แต่ตอนนี้ พ่อแม่ของเขากลับบอกเขาว่า ไร้อัตลักษณ์นี้ไม่ใช่สิ่งที่ไร้ประโยชน์ แต่มันคือสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก?
วินาทีนี้ หลี่ลั่วน้ำตาคลอเบ้าอย่างอดไม่ได้
“เสี่ยวลั่ว อัตลักษณ์หลังกำเนิดอันแรกนั้น ก่อนหน้านี้พวกเราเคยนำแก่นโลหิตและวิญญาณของเจ้าส่วนหนึ่งมาหลอมสร้างไว้ก่อนแล้ว มันอยู่ในลูกแก้วลูกนี้เอง”
“วิชาหลอมเทพไร้ลักษณ์เล็กก็อยู่ในนั้นเช่นกัน” ถานไถหลานกล่าว
หลี่ลั่วรู้สึกอบอุ่นหัวใจ จากนั้นจึงกางมือทั้งสองข้างออก “ท่านพ่อ ท่านแม่ ขอบคุณพวกท่าน เอาละ ข้าพร้อมแล้ว ถ่ายทอดอัตลักษณ์หลังกำเนิดอันนั้นกับวิชาหลอมเทพไร้ลักษณ์เล็กมาให้ข้าเถอะ ให้ลูกชายของพวกท่านได้เริ่มต้นชีวิตที่จะทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดดเสียทีเถอะ”
แต่ตอนนี้สีหน้าของหลี่ไท่เสวียนกลับดูจริงจังขึ้น เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “สุดท้ายยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกเจ้า การหลอมรวมอัตลักษณ์หลังกำเนิดเข้าสู่ร่างกายนั้น ไม่ได้ง่ายอย่างที่เจ้าคิด”
“ในยามที่หลอมรวมอัตลักษณ์หลังกำเนิดเข้าไปนั้น มันจะดูดกลืนแก่นโลหิตของเจ้าเป็นจำนวนมาก สาเหตุที่กำหนดให้เจ้าเปิดสิ่งนี้ตอนอายุสิบเจ็ดปี ก็เพราะต้องรอให้เจ้ามีอายุถึงก่อน เจ้าถึงจะพอฝืนทนต่อการสูญเสียแก่นโลหิตจำนวนมากเช่นนี้ได้”
“แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ… หลังจากหลอมรวมอัตลักษณ์หลังกำเนิดแล้ว สิ่งที่เจ้าสูญเสียไปไม่ได้มีเพียงแค่แก่นโลหิตเท่านั้น แต่ยังมี… อายุขัยด้วย”
“นับจากวินาทีที่หลอมรวมแล้ว อายุขัยของเจ้าจะเหลือเพียงห้าปีเท่านั้น… เว้นแต่ว่าเจ้าจะสามารถก้าวสู่ระดับขุนนางได้ภายในห้าปี มิฉะนั้นอีกห้าปีต่อจากนั้น อายุขัยของเจ้าก็จะถึงจุดสิ้นสุด”
“เรื่องนี้ข้ากับแม่เจ้าเถียงกันอยู่นาน เพราะผลกระทบมันหนักหนาเกินไป แต่เสี่ยวลั่วเจ้าโตแล้ว พวกเราจึงตัดสินใจบอกเรื่องนี้กับเจ้า ให้เจ้าเป็นคนตัดสินใจเอง เสี่ยวลั่วเจ้าจะเลือกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เป็นเพียงแค่คนร่ำรวยที่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปตลอดชีวิต หรือจะเลือกหลอมสร้างอัตลักษณ์หลังกำเนิด เริ่มต่อสู้ขัดขืนลิขิตฟ้า ก้าวเดินบนเส้นทางที่อันตรายอย่างไร้ที่สิ้นสุด…”
“หากเลือกข้อแรก เจ้าเพียงแค่ปิดลูกแก้วลงเท่านั้น ทุกอย่างที่อยู่ในนั้นก็จะถูกทำลายไปเอง แต่หากเลือกข้อหลัง เช่นนั้นก็ยื่นมือเข้าไปในลูกแก้ว ส่วนจะตัดสินใจอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเองแล้ว แต่ไม่ว่าเจ้าจะเลือกแบบไหน พ่อกับแม่ก็จะสนับสนุนเจ้าตลอดไป”
สิ้นเสียงพูดของหลี่ไท่เสวียน เงาร่างของหลี่ไท่เสวียนกับถานไถหลานก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก เพียงจ้องมองไปทางด้านหน้าอย่างเงียบงัน แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
ส่วนหลี่ลั่วก็ได้นั่งลงอย่างช้าๆ จ้องมองไปที่ลูกแก้วสีดำด้วยสีหน้าสับสน
ก่อนหน้านี้เขาก็รู้สึกอยู่แล้วว่า ในเมื่อไร้อัตลักษณ์มันมีศักยภาพสูงมากขนาดนี้ ไม่มีทางที่จะไม่มีผลข้างเคียงอยู่แล้ว ที่แท้มันรออยู่ตรงนี้นี่เอง
การตัดสินใจของเขาในตอนนี้ จะเป็นการตัดสินว่าตัวเขาจะเป็นแค่คนขี้ขลาดอ่อนแอ หรือจะเป็นคนอายุสั้น?