อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 8 การเริ่มต้นครั้งใหม่ (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 8 การเริ่มต้นครั้งใหม่ (อัปเดต)
ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นเป็นระลอกๆ ได้ปลุกหลี่ลั่วให้ตื่นจากความมืดมิด เขาพยายามลืมตาอันหนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพที่ปรากฏสู่สายตาคือทิวทัศน์ของห้องที่คุ้นเคย
“นี่มัน… เกิดอะไรขึ้น?”
เขาพึมพำออกมา จากนั้นเขาก็พบว่าเสียงของตัวเองอ่อนแอจนน่าตกใจ ลมหายใจแผ่วเบาราวกับใยไหม ราวกับว่าเปลวเทียนกลางสายลม พร้อมจะมอดดับลงทุกเมื่อ
หลี่ลั่วพยายามลุกขึ้นจากพื้น แต่ไม่ว่าจะพยายามสักกี่ครั้ง เขาก็พบว่าแขนขาของเขาไร้เรี่ยวแรงโดยสิ้นเชิง
สุดท้ายเขาก็ได้แต่นอนอยู่บนพื้นนานพอสมควร จึงค่อยมีแรงลุกขึ้นยืนอย่างซวนเซ ก่อนจะทรุดตัวลงไปนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ
“คุณชายน้อย ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” ในตอนนี้เอง มีเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นจากนอกห้อง ฟังจากน้ำเสียงแล้ว เหมือนจะเป็นไช่เวย ผู้ช่วยของเจียงชิงเอ๋อร์
หลี่ลั่วกระแอมไอหนึ่งครั้งแล้วตอบกลับ “ข้านอนตื่นสายไปหน่อย มีอะไรหรือ?”
“ชิงเอ๋อร์ให้ข้ามาบอกท่านว่า ประมุขทั้งเก้าหอของคฤหาสน์ลั่วหลานมาถึงแล้ว กรุณาเตรียมตัวด้วย” เสียงนุ่มนวลของหญิงสาวที่ชื่อไช่เวยดังขึ้น
“เข้าใจแล้ว” หลี่ลั่วมองลอดออกไปจากช่องหน้าต่าง ตอนนี้ท้องฟ้าสว่างแล้ว เห็นได้ชัดว่าเขานอนอยู่บนพื้นตลอดทั้งคืน
เมื่อได้ยินหลี่ลั่วตอบรับ แม้ว่าไช่เวยที่อยู่นอกประตูจะรู้สึกแปลกใจกับเสียงที่อ่อนแอของเขาอยู่บ้าง แต่ก็เดินจากไปอยู่ดี
หลี่ลั่วมองไปยังตำแหน่งที่วางลูกแก้วเมื่อคืนนี้เอาไว้ แต่เขาก็ต้องตกใจไปเมื่อพบว่าลูกแก้วสีดำนั่นได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว เหลือเพียงเถ้าถ่านสีดำกองหนึ่งเอาไว้
เห็นได้ชัดว่าระบบทำลายตัวเองในลูกแก้วสีดำได้ทำงานขึ้นมา ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างไปจนหมดสิ้น
หลี่ลั่วหันไปมองกระจกด้านข้าง ภายในนั้นได้สะท้อนใบหน้าของเขา เพียงมองแวบเดียวสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างอดไม่ได้
เพราะใบหน้าของบุคคลในกระจกนั้นซีดเผือดจนน่ากลัว ให้ความรู้สึกราวกับว่าแก่นโลหิตในร่างกายถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น
และการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดคือผมของเขา… เดิมทีผมของเขาเป็นสีดำ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นสีเทาขาวไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะเสียแก่นโลหิตมากเกินไป
หลี่ลั่วจ้องมองเด็กหนุ่มผมขาวในกระจกอย่างเหม่อลอย หลังจากนั้นครู่หนึ่งเขาถึงค่อยถอนหายใจออกมา “กลับกลายเป็นว่า… หล่อขึ้นเสียอย่างนั้น”
หลังจากปลอบใจตัวเองแล้ว หลี่ลั่วก็ยิ้มเจื่อนกล่าว “อย่างที่คิด การหลอมรวมอัตลักษณ์หลังกำเนิดเข้าไป ทำให้แก่นโลหิตที่สะสมมาสิบเจ็ดปี ถูกเผาผลาญไปมากกว่าครึ่ง…”
การที่เสียแก่นโลหิตมากเกินขนาดเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกอ่อนแรงอย่างมาก แม้แต่การเดินเพียงไม่กี่ก้าวก็ยังทำให้เขารู้สึกเวียนศีรษะ
นอกจากนี้ เขายังรู้สึกว่าร่างกายของเขามีความรู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกว่างเปล่านั้นไม่ใช่ความว่างเปล่าทางจิตใจ แต่เป็น… การสูญเสียอายุขัย
หลี่ลั่วเม้มริมฝีปากที่ซีดเซียวของเขา นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เขาจะเหลืออายุขัยเพียงแค่ห้าปีแล้วงั้นหรือ?
ช่างทำให้รู้สึก… กดดันยิ่งนัก!
หลี่ลั่วถอนหายใจออกมา จากนั้นก็หลับตาลง ก่อนจะเริ่มสำรวจภายในร่างกาย
การสัมผัสรับรู้ของเขาได้จมลงไปยังวิหารอัตลักษณ์ภายในร่างกายโดยตรง ก่อนหน้านี้วิหารอัตลักษณ์ทั้งสามล้วนว่างเปล่า แต่ตอนนี้ ภายในวิหารอัตลักษณ์อันแรกนั้นกลับมีแสงสีฟ้าครามเปล่งประกายออกมา พลังที่อบอุ่นและอ่อนโยนสายหนึ่งได้แผ่ออกมาจากวิหารอัตลักษณ์อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ได้ซึมซาบเข้าสู่ร่างกายที่แห้งเหือดไปด้วย
จิตของหลี่ลั่วจ้องมองไปที่วิหารอัตลักษณ์สีฟ้าครามนั่น วินาทีนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะเตรียมใจเอาไว้แล้ว แต่ก็ยังอดจะรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้อยู่ดี
อย่างที่คิด การหลอมสร้างอัตลักษณ์หลังกำเนิดประสบความสำเร็จแล้ว
นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ปัญหาไร้อัตลักษณ์ของเขา ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์แล้ว!
และการไร้อัตลักษณ์ที่เคยสร้างปัญหาให้เขามากมายในอดีต จะเริ่มเผยให้เห็นถึงความพิเศษและความมหัศจรรย์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมันออกมาในอนาคตด้วย!
หลี่ลั่วลืมตาขึ้น เขาสามารถสัมผัสได้ถึงพลังงานฟ้าดินที่แหวกว่ายอยู่รอบตัว ในนั้นมีพลังงานสองชนิดที่กำลังหลั่งไหลเข้าหาเขาด้วยตัวเอง
นั่นคือพลังงานแห่งน้ำและแสงสว่าง
นับจากนี้ไป เขาจะสามารถดูดกลืนพลังงานทั้งสองชนิดนี้ได้ จากนั้นจึงเปลี่ยนมันให้กลายเป็นพลังอัตลักษณ์ของเขาอย่างแท้จริง
แต่ก่อนหน้านั้นเขายังต้องฝึกฝนวิชาชักนำพลังงาน แต่เรื่องพวกนี้ล้วนไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร อย่างไรเสียคฤหาสน์ลั่วหลานก็มั่งคั่งร่ำรวยไม่น้อย มีวิชาชักนำพลังงานเก็บสะสมเอาไว้ไม่น้อย
หลี่ลั่วนึกคิดพร้อมกับค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ จากนั้นก็ไปล้างเนื้อล้างตัวและเปลี่ยนเป็นชุดที่สะอาดเรียบร้อย
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว เขาก็มองตัวเองในกระจก จากนั้นเด็กหนุ่มภายในกระจกแม้จะมีใบหน้าซีดเซียว สีผมกลายเป็นสีเทาขาว แต่กลับยังคงยากจะปิดบังความหล่อเหลาเอาไว้ได้ก็ได้เผยรอยยิ้มสดใสออกมา
“หลี่ลั่ว ยินดีต้อนรับสู่ชีวิตใหม่”
…
บ้านเก่าในนครหนานเฟิงหลังนี้ ในอดีตมันค่อนข้างเงียบเหงามาโดยตลอด แต่บรรยากาศในวันนี้กลับดูตึงเครียดอย่างหาได้ยาก รอบๆ บ้านเต็มไปด้วยผู้คุ้มกันและการป้องกันอย่างหนาแน่น
ภายในห้องโถงใหญ่ของบ้านเก่า บรรยากาศยิ่งอึมครึมจนชวนให้รู้สึกหายใจไม่ออก
ภายในห้องโถงอันกว้างขวาง มีที่นั่งแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ซึ่งตรงกลางมีที่นั่งอยู่สองที่ ที่นั่งหนึ่งว่างเปล่า ส่วนอีกที่นั่งหนึ่งมีเจียงชิงเอ๋อร์นั่งอยู่ นางมีสีหน้าสงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความเย็นชาเล็กน้อย
นางมองไปทั่วทั้งห้องโถงด้วยนัยน์ตาสีทองอย่างเฉยชา และมักจะเหลือบมองไปยังที่นั่งฝั่งซ้ายเป็นครั้งคราว ตรงนั้นมีเงาคนนั่งอยู่สี่ร่าง ทุกคนต่างก็แผ่คลื่นพลังอันแข็งแกร่งออกมา
โดยเฉพาะคนที่อยู่หัวแถวฝั่งซ้าย
นั่นเป็นชายหนุ่มที่มีอายุราวๆ ยี่สิบเจ็ดหรือยี่สิบแปดปี รูปร่างหน้าตาของเขาไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมายนัก เบ้าตาลึกเล็กน้อย ปีกจมูกแคบยาวอยู่บ้าง ตรงติ่งหูด้านขวามีต่างหูรูปกระบี่ห้อยอยู่ มีประกายแสงเย็นเยียบสว่างออกมารางๆ
บนใบหน้าเขามีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา ทำให้ผู้คนรู้สึกเอ็นดูเป็นมิตรได้ง่าย
แต่เจียงชิงเอ๋อร์ที่รู้จักอีกฝ่ายดีกลับรู้ว่า บุคคลตรงหน้าไม่ใช่คนดีแต่อย่างใด นับตั้งแต่นางเข้ามาดูแลคฤหาสน์ลั่วหลาน ก็เป็นคนผู้นี้เองที่คอยสร้างปัญหาขัดขวางนางหลายต่อหลายครั้ง
คนผู้นี้คือศิษย์ในนามที่หลี่ไท่เสวียนและถานไถหลานรับมา และบัดนี้ได้กลายเป็นผู้มีอำนาจในคฤหาสน์ลั่วหลานแล้ว… เผยฮ่าว
ส่วนเงาร่างสามร่างที่นั่งถัดจากเขาก็คือประมุขหอสามหอที่ถูกเขาดึงเข้ามาเป็นพวก
ฝั่งตรงข้ามกับพวกเขายังมีประมุขหออีกหกคนของคฤหาสน์ลั่วหลานนั่งอยู่ ในบรรดาประมุขหอทั้งหกนี้ มีสี่คนที่สนับสนุนเจียงชิงเอ๋อร์ และอีกสองคนวางตัวเป็นกลาง ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด
เพียงมองจากจุดนี้ ก็พอจะมองออกได้แล้วว่าสถานการณ์ภายในคฤหาสน์ลั่วหลานตอนนี้มันวุ่นวายเพียงใด…
หลังจากที่ขาดสองเสาหลักอย่างหลี่ไท่เสวียนและถานไถหลานไป คฤหาสน์ลั่วหลานที่ขุมพลังไม่มากพอก็เริ่มสั่นคลอน
ภายในห้องโถงใหญ่อันอึมครึม ได้จมอยู่ในความเงียบงันมานานพอสมควรแล้ว มีเพียงเสียงจิบชาเบาๆ ของผู้คนดังขึ้นเป็นครั้งคราว
จนเมื่อผ่านไปได้พักหนึ่งแล้ว เผยฮ่าวที่อยู่หัวแถวฝั่งซ้ายก็ได้วางถ้วยชาลงบนโต๊ะ เสียงกระทบที่ไม่หนักไม่เบานั้นทำให้บรรยากาศในห้องโถงหยุดชะงักไปทันที
เผยฮ่าวเงยหน้าขึ้น มองเจียงชิงเอ๋อร์แล้วยิ้มกล่าว “ศิษย์น้องเล็ก ทุกคนมารอที่นี่นานครึ่งค่อนวันแล้ว เหตุใดคุณชายน้อยยังไม่ออกมาอีก?”
“ถึงแม้ว่าจะเป็นคุณชายน้อย แต่พวกเราต่างก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อคฤหาสน์ลั่วหลานมาโดยตลอด อย่าลืมว่าตอนที่อาจารย์และอาจารย์แม่ยังอยู่ ท่านทั้งสองก็มักจะมาตรงเวลาเสมอ นั่นเป็นการแสดงให้เห็นว่าท่านทั้งสองให้ความสำคัญกับพวกเรามากเพียงใด”
เมื่อคำพูดของเขาดังขึ้น ประมุขเก้าหอในห้องโถงใหญ่ก็มีทั้งคนที่ไม่แสดงสีหน้าใดๆ ออกมา คนที่ขมวดคิ้วเล็กน้อย และคนที่พึมพำออกมาเบาๆ
เจียงชิงเอ๋อร์กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ตอนที่อาจารย์และอาจารย์แม่ยังอยู่ เหตุใดข้าไม่เคยเห็นเจ้าใจร้อนขนาดนี้?”
เผยฮ่าวหรี่ตาลง มองเจียงชิงเอ๋อร์ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มกล่าว “ศิษย์น้องเล็ก สุดท้ายคนเราก็ต้องมองไปข้างหน้านะ”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปรอบๆ แล้วกล่าวว่า “ในเมื่อคุณชายน้อยยังไม่มาสักที เช่นนั้นข้าขอเสนอว่าพวกเราไม่จำเป็นต้องรอแล้ว เริ่มประชุมกันเลยดีกว่า อย่างไรเสีย…”
เผยฮ่าวยิ้มแห้งๆ “สถานการณ์ของคุณชายน้อย ทุกคนต่างก็รู้ดี เรื่องที่จะพูดคุยกันในวันนี้ อันที่จริงแล้วหากเขาไม่อยู่ด้วยก็น่าจะดีกว่า ปล่อยให้เขาอยู่เงียบๆ ไปเถอะ”
ภายในห้องโถงใหญ่ ทุกคนต่างมีสีหน้าแตกต่างกันไป นอกจากเจียงชิงเอ๋อร์แล้วก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลย
“ในเมื่อไม่มีใครโต้แย้ง เช่นนั้นก็เริ่มกันเลยเถอะ” เมื่อเห็นดังนั้น เผยฮ่าวก็ยิ้มออกมาพร้อมกับโบกมือ คิดจะตัดสินใจเรื่องนี้ทันที
เจียงชิงเอ๋อร์มีสีหน้าเย็นชา กำลังจะเอ่ยแย้ง แต่อยู่ๆ ก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นจากด้านหลังม่านมุกของห้องโถงใหญ่
“ไม่ได้เจอกันหลายปี ศิษย์พี่เผยฮ่าวดูยิ่งผยองขึ้นกว่าเมื่อก่อนไม่น้อยเลยจริงๆ หากพ่อแม่ข้ารู้ว่าตอนนี้ศิษย์พี่มีความสามารถขนาดนี้แล้วละก็ ท่านทั้งสองคงจะดีใจน่าดูเลยกระมัง?”
หลังจากเสียงหัวเราะดังขึ้น ม่านมุกของห้องโถงใหญ่ก็ถูกเปิดออก จากนั้นเด็กหนุ่มที่มีรูปร่างสูงเพรียวและมีหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งก็เดินออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
และเมื่อทุกคนในห้องโถงใหญ่เห็นใบหน้านั้นอย่างกะทันหัน พวกเขาก็ตัวกระตุกเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนตามสัญชาตญาณอย่างพร้อมเพรียง
เพราะใบหน้านั้น มันเหมือนกับบุคคลทั้งสองท่านที่พวกเขานับถืออย่างมาก
กระทั่งเผยฮ่าว รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็แข็งค้างไปครู่หนึ่ง ร่างกายของเขาเหมือนจะก้มลงโดยไม่อาจควบคุมได้ไปเล็กน้อย แต่ในขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้นยืนตามสัญชาตญาณ แต่อยู่ๆ เขาก็รู้สึกตัวขึ้นมา
เพราะคนตรงหน้าไม่ใช่บุคคลทั้งสองท่านนั้นแล้ว…
เป็นเพียงแค่สวะไร้ค่าที่ไร้อัตลักษณ์เท่านั้น
ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงยื่นมือออกไป ตบลงบนถ้วยชาที่อยู่บนโต๊ะทันที มีเสียงดังกังวานขึ้นมา ซึ่งถ้วยชาทั้งใบก็ถูกฟาดจนกลายเป็นผงธุลี
เสียงกระทบนี้ ทำให้ประมุขเก้าหอที่อยู่ในที่นี้ตกใจไปเล็กน้อย จากนั้นก็รู้สึกตัวขึ้นมาในทันที
จากนั้น พวกเขาก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย ส่วนประมุขหอสามคนที่อยู่ข้างๆ เผยฮ่าวก็รีบนั่งลงทันที
ส่วนประมุขหกหออีกฝั่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือคำนับหลี่ลั่วที่เดินออกมา
“คารวะคุณชายน้อย”
ตอนนี้พวกเขาตั้งใจมองมาที่หลี่ลั่วอีกครั้ง จึงได้พบว่าถึงแม้เขาจะมีใบหน้าคล้ายกับหลี่ไท่เสวียนและถานไถหลานอยู่บ้าง แต่ก็ยังขาดบารมีที่น่าเกรงขามไป ยังดูเด็กน้อยไร้ประสบการณ์มากเกินไป
ภาพลวงตาเมื่อครู่นี้มันเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา พวกเขาเพียงแค่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวเท่านั้น
และสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกประหลาดใจมากที่สุดคือ ผมสีเทาขาวของหลี่ลั่ว
กระทั่งเจียงชิงเอ๋อร์ก็มองผมของหลี่ลั่วด้วยความสงสัย เจ้าหมอนี่เมื่อวานยังปกติดีอยู่เลย…
หลี่ลั่วพยักหน้าให้กับประมุขหอทั้งหก จากนั้นก็หันไปมองเผยฮ่าวที่นั่งนิ่งไม่ขยับ ยิ้มกล่าว “ไม่ได้เจอศิษย์พี่เผยฮ่าวหลายปี เปลี่ยนไปจากเดิมราวกับกลายเป็นคนละคนเลยจริงๆ”
ประมุขเก้าหอที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ตาเป็นประกาย พวกเขาฟังความหมายแฝงที่อยู่ในคำพูดของหลี่ลั่วออก
ในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ ตอนที่หลี่ไท่เสวียนและถานไถหลานยังอยู่ ทุกครั้งที่เผยฮ่าวพบเจอกับหลี่ลั่ว เขาจะมีรอยยิ้มอันอ่อนโยนราวกับพี่ใหญ่เสมอ ทั้งยังคอยพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อหาของขวัญมากมายมาฝากเขาเป็นประจำอีกด้วย
เพียงแต่ในตอนนั้น แม้แต่หลี่ไท่เสวียนกับถานไถหลานเองก็คงคาดไม่ถึงเลยเช่นกันว่า ลูกศิษย์ที่เคารพนับถือพวกเขาอย่างสุดซึ้งคนนี้ หลังจากที่พวกเขาหายสาบสูญไปนานหลายปีจะเผยธาตุแท้เช่นนี้ออกมา
เผยฮ่าวมีรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า เขาเงยหน้าขึ้นมองหลี่ลั่วแล้วกล่าว “ไม่ได้เจอกันเสียนาน เสี่ยวลั่วโตขึ้นมากเลยนะ”
อยู่ๆ เขาก็หยุดพูดลง ขมวดคิ้วขึ้นกล่าวอย่างจริงจัง “แต่ทำไมถึงหน้าซีดขนาดนี้ ผมก็หงอกไปหมดแล้วด้วย ดูราวกับว่า… จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปีแล้วเลย?”