อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 9 การประชุมภายในคฤหาสน์ (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 9 การประชุมภายในคฤหาสน์ (อัปเดต)
เสียงของเผยฮ่าวดังก้องไปทั่วห้องโถง ทำให้บรรยากาศเย็นเยียบลงในทันที ไม่มีใครคาดคิดว่าคนที่เคยเป็นมิตรกับหลี่ลั่วขนาดนั้น บัดนี้กลับพูดจาอัปมงคลเช่นนี้ออกมาได้
ถึงแม้ว่าสีหน้าของหลี่ลั่วในตอนนี้จะซีดเซียว ดูไม่ค่อยสบาย แต่… ก็ไม่ถึงขั้นต้องสาปแช่งให้เขาอยู่ได้อีกแค่ไม่กี่ปีเลยมิใช่หรือ?
ประมุขหอทั้งสามคนที่เข้าข้างเผยฮ่าวแสดงสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงจ้องมองดูพื้นด้วยดวงตาเป็นประกาย ราวกับว่าลวดลายบนพื้นมันน่าสนใจมากอย่างไรอย่างนั้น
ส่วนประมุขหออีกหกคนนั้น ต่างก็แสดงสีหน้าโกรธเคืองออกมา
“เปรี้ยง!”
อยู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังสนั่นหวั่นไหวจนทำเอาทุกคนตกใจ เมื่อมองไปยังต้นเสียง ก็เห็นว่าเจียงชิงเอ๋อร์ได้ฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะ ใบหน้างดงามของนางราวกับมีน้ำแข็งเกาะกุมอยู่
ทว่ายังไม่ทันที่เจียงชิงเอ๋อร์จะได้เอ่ยปาก เผยฮ่าวก็รีบตบปากตัวเองแล้วหัวเราะกล่าว “ขออภัยๆ ข้าปากพล่อยไปหน่อย”
“หวังว่าเสี่ยวลั่วจะไม่ถือโทษโกรธเคืองนะ”
หลี่ลั่วจ้องเขม็งไปทางเผยฮ่าว เขามองสำรวจอีกฝ่ายอย่างละเอียด จากนั้นก็ยิ้มออกมา ถึงแม้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาจะเคยเห็นคนที่ทำตัวหน้าไหว้หลังหลอกมามากแล้ว แต่คนเหล่านั้นล้วนเป็นคนนอกคฤหาสน์ทั้งสิ้น แต่เผยฮ่าวผู้นี้ กล่าวได้เต็มปากเลยว่าพ่อแม่เขาเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตและชุบเลี้ยงมา
หากปราศจากหลี่ไท่เสวียนและถานไถหลานแล้ว เกรงว่าเผยฮ่าวคงถูกคู่อริหักแขนขา ทิ้งให้เน่าตายอยู่ในท่อระบายน้ำอันเหม็นเน่าไปแล้ว ไหนเลยจะมีหน้ามีตาดั่งเช่นทุกวันนี้ได้?
ทว่าสิ่งที่เผยฮ่าวแสดงออกมานั้น กลับไม่มีความรู้สึกสำนึกในบุญคุณของพ่อแม่เขาเลยแม้แต่น้อย กลับยังแค้นเคืองอย่างมากด้วย
ซึ่งก็ทำให้หลี่ลั่วรู้สึกสะเทือนใจอยู่บ้าง พ่อแม่ของเขาเก่งกาจมาตั้งหลายปี แต่สุดท้ายก็ยังพลาดไปหนึ่งครั้งอยู่ดี
“เผยฮ่าวเพียงแค่แสดงธาตุแท้ออกมาเท่านั้น มีอะไรให้โกรธเคืองกันเล่า อีกอย่างบอกตามตรงว่า ต่อให้ข้าโกรธเคืองแล้วจะไปทำอะไรได้? ดังนั้นไม่ต้องพูดเรื่องไร้สาระเช่นนี้อีก” หลี่ลั่วส่ายหน้าก่อนจะเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตำแหน่งผู้นำที่ว่างอยู่
เผยฮ่าวมีสีหน้ายิ้มแย้ม เขาหมุนแหวนบนนิ้วอย่างไม่ใส่ใจ ไม่ได้แสดงความโกรธเคืองออกมาจากคำพูดเสียดสีของหลี่ลั่วเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นอยู่แล้ว ดังที่หลี่ลั่วกล่าว ต่อให้โกรธเคืองแล้วจะทำอะไรได้?
คฤหาสน์ลั่วหลานในตอนนี้ไม่เหมือนก่อนแล้ว
เมื่อไร้ซึ่งภูเขาใหญ่ทั้งสองลูกคอยกดไว้ เช่นนั้นภายในคฤหาสน์ลั่วหลานนี้ เขาเผยฮ่าวก็ไม่กลัวใครทั้งนั้น
คุณชายน้อยที่ไม่มีอนาคตก็เป็นแค่หุ่นเชิดตัวหนึ่งเท่านั้น หากไม่ใช่เพราะยังมีเจียงชิงเอ๋อร์อยู่ละก็ เกรงว่าเขาเผยฮ่าวคงจะยึดครองคฤหาสน์ลั่วหลานไปอย่างสมบูรณ์นานแล้ว
“ในเมื่อคุณชายน้อยมาถึงแล้ว เช่นนั้นก็เริ่มประชุมกันได้แล้วใช่ไหม?” เผยฮ่าวหันไปมองเจียงชิงเอ๋อร์
เจียงชิงเอ๋อร์มีสีหน้าเรียบเฉย พร้อมกล่าวเสียงเรียบ “เช่นนั้นเจ้าก็รายงานมาก่อนว่าเหตุใดสามหอที่อยู่ในการดูแลของเจ้า ปีนี้ถึงไม่ได้ส่งเงินเข้าคลังของคฤหาสน์เลยแม้แต่เหรียญเดียว?”
เผยฮ่าวถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าวว่า “สามหอของข้าปีนี้ประสบปัญหาอย่างหนัก ก่อนหน้านี้ศิษย์น้องเล็กก็น่าจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่า คลังของสามหอถูกเผาอย่างกะทันหัน ข้าสงสัยว่าเป็นฝีมือของขุมอำนาจที่หมายปองคฤหาสน์ลั่วหลานจึงได้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว แต่กลับยังไม่ได้ร่องรอยอะไรเลย ดังนั้นปีนี้จึงยังไม่มีเงินส่งเข้าคลัง”
หลี่ลั่วเพียงแค่นั่งฟังเงียบๆ ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่าข้ออ้างของเผยฮ่าวนั้นมันน่าขันอย่างมาก แต่เขาก็ไม่ได้พูดแทรก เพราะเขารู้ดีว่าในตอนนี้ เขายังไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรในคฤหาสน์ลั่วหลาน คุณชายน้อยอย่างเขาในสายตาของคนในคฤหาสน์ อาจจะเป็นเพียงแค่เครื่องรางนำโชคเท่านั้น
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาก็ไม่จำเป็นต้องเปิดปากพูดให้ขายหน้าตัวเอง
เจียงชิงเอ๋อร์มองเผยฮ่าวครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “เผยฮ่าว นี่คือเหตุผลของเจ้าหรือ?”
เผยฮ่าวยิ้มเบาๆ “ในเมื่อศิษย์น้องเล็กอยากได้เหตุผล เช่นนั้นข้าก็ทำได้เพียงหาเหตุผลมาให้อย่างลวกๆ เท่านั้น เรื่องบางเรื่อง ยังจำเป็นต้องถามให้ชัดเจนอีกหรือ?”
“เอาเถอะ… ในเมื่อพูดมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าก็จะบอกศิษย์น้องเล็กกับคุณชายน้อยให้ชัดๆ เลยแล้วกัน… สามหอไม่เพียงแต่จะไม่ส่งเงินเข้าคลังในปีนี้เท่านั้น แต่นับจากนี้ไปจะไม่มีการส่งเงินเข้าคลังอีกแล้ว” ถึงแม้ว่าเผยฮ่าวจะพูดด้วยเสียงที่แผ่วเบา แต่เมื่อตกถึงหูของคนในห้องโถงแล้วมันก็ราวกับเสียงฟ้าผ่าก้องกังวาน
ความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากร่างกายเจียงชิงเอ๋อร์ ราวกับทำให้อากาศโดยรอบหยุดชะงักไปทันที นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกว่า “ดูท่าเจ้าคงจะคิดแยกตัวออกไปก่อตั้งขุมอำนาจใหม่ของตัวเองแล้วสินะ?”
เผยฮ่าวหัวเราะกล่าว “ข้าเองก็ไม่อยากจากคฤหาสน์ลั่วหลานไปหรอก... เพียงแต่ตอนนี้ในคฤหาสน์ลั่วหลานไม่มีประมุขตัวจริงแล้ว เงินทองเหล่านี้ไม่รู้ว่าถูกส่งไปอยู่ในมือใคร หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ข้าเก็บเอาไว้ก่อนดีกว่า รอจนกว่าจะมีประมุขคฤหาสน์ที่น่าเชื่อถือปรากฏตัวขึ้นมาจริงๆ แล้วค่อยส่งมอบให้ก็ยังไม่สาย”
บรรยากาศในห้องโถงพลันหนักอึ้ง ประมุขหออีกหกคนที่เหลือเองก็เผยสีหน้าย่ำแย่ออกมาเช่นกัน หากปล่อยให้เผยฮ่าวทำเช่นนี้จริงๆ คฤหาสน์ลั่วหลานคงจะกลายเป็นขี้ปากของอีกสี่คฤหาสน์เป็นแน่
เพราะการกระทำของเผยฮ่าวในครั้งนี้ มันถือเป็นการยึดอำนาจ มีเจตนาต้องการจะแบ่งแยกคฤหาสน์ลั่วหลานอย่างชัดเจน
“เผยฮ่าว เจ้าคิดจะทำลายคฤหาสน์ลั่วหลานงั้นหรือ? หากคฤหาสน์ลั่วหลานล่มสลาย เช่นนั้นเจ้าคิดว่าเจ้าจะได้ประโยชน์อะไร?” ชายวัยกลางคนที่อยู่ฝั่งขวาคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ คนผู้นี้มีนามว่า เหลยจาง เป็นประมุขหอคนหนึ่งที่สนับสนุนเจียงชิงเอ๋อร์
เผยฮ่าวส่ายหน้า “ข้าบอกแล้วว่า ข้าไม่ต้องการให้คฤหาสน์ลั่วหลานล่มสลาย”
เขาดูเหมือนจะเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองหลี่ลั่วที่ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย ยิ้มกล่าวว่า “อันที่จริงหากต้องการให้ข้าทำตามกฎส่งเงินเข้าคลังอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ต่อไปก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้… แน่นอนว่า คุณชายน้อยต้องยอมรับเงื่อนไขข้อหนึ่งของข้าก่อน”
ทุกคนในห้องโถงต่างพากันตกใจ คาดไม่ถึงเลยว่าเผยฮ่าวจะโยงเรื่องนี้มายังหลี่ลั่วด้วย
หลี่ลั่วเลิกทำตัวเป็นคนนอก จากนั้นก็จ้องมองเผยฮ่าวด้วยสายตาที่ดูเหมือนจะสงสัยเล็กน้อย “ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าต้องการเงื่อนไขอะไรกัน”
เผยฮ่าวเลื่อนสายตาจากหลี่ลั่วไปยังเจียงชิงเอ๋อร์ มองดูใบหน้างดงามเย็นชารวมไปถึงเรือนร่างอันงามสง่าของนาง ลึกๆ ในดวงตาเขามีความโลภอันเร่าร้อนเผยออกมาเสี้ยวหนึ่ง
“ข้าหวังว่าคุณชายน้อยจะยอมถอนหมั้นกับศิษย์น้องเล็ก”
ทันทีที่พูดจบ บรรยากาศภายในห้องโถงก็เย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด
ถึงแม้ว่าหลี่ลั่วจะไม่ได้โกรธจนเลือดขึ้นหน้า แต่สีหน้าของเขาก็ได้เปลี่ยนไปไร้ความรู้สึกแล้ว ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เขาได้พูดคุยเรื่องการถอนหมั้นกับเจียงชิงเอ๋อร์แล้ว และยังทำข้อตกลงกับนางเอาไว้ด้วย
แต่… การหมั้นหมายเป็นเรื่องระหว่างเขากับเจียงชิงเอ๋อร์ พวกเขาสามารถพูดอะไรหรือทำอะไรกับเรื่องนี้ก็ได้…
แต่เผยฮ่าวมันเป็นตัวอะไรกัน?
“ตูม!”
ในขณะที่มีความรู้สึกเย็นเยียบทะลักออกมาจากในใจของหลี่ลั่วนั่นเอง อยู่ๆ ก็มีพลังอันแข็งแกร่งสายหนึ่งระเบิดออกมาภายในห้องโถง
พลังนั่น สุกสว่างราวกับแสงสว่าง แสงสว่างสาดส่อง บดบังสายตาทั้งหมดในห้องโถง
จากนั้น หลี่ลั่วก็เห็นเงาร่างของเจียงชิงเอ๋อร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ พุ่งทะยานออกไป
พุ่งตรงไปยังตำแหน่งของเผยฮ่าว
การโจมตีอย่างกะทันหันนี้ทำให้เผยฮ่าวตกใจเล็กน้อย วินาทีต่อมา ก็มีแสงสีทองอันแหลมคมระเบิดออกมาจากในร่างกายเขา
ต่างหูรูปดาบที่ห้อยอยู่บนติ่งหูข้างขวาของเขาพลันหลุดร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว ขยายใหญ่ขึ้นเมื่อต้องลม กลายเป็นกระบี่สีทองเล่มหนึ่ง
บนกระบี่เล่มนั้น มีพลังอัตลักษณ์สีทองอันคมกริบทะลักออกมาอย่างต่อเนื่อง ราวกับสายรุ้งทองคำนับไม่ถ้วน
เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบดังกังวานขึ้นมา คลื่นกระแทกอันรุนแรงระเบิดออก โต๊ะเก้าอี้ภายในห้องโถงถูกแรงระเบิดจนแหลกเป็นเสี่ยงๆ ในทันที
ประมุขหอทั้งเก้าต่างก็รีบลงมือสลายพลังงานที่หลงเหลืออยู่ทิ้งไป จากนั้นก็จ้องมองไปยังจุดเกิดเหตุ
ตรงนั้นมีเงาร่างสองร่างกำลังเผชิญหน้ากัน ปลายกระบี่ชี้ใส่กัน เป็นเจียงชิงเอ๋อร์กับเผยฮ่าวนั่นเอง
เจียงชิงเอ๋อร์ถือกระบี่หนักเอาไว้เล่มหนึ่ง บนใบกระบี่มีแสงสว่างเจิดจ้าไหลเวียน แสงนั่นสว่างเรืองรอง เพียงแค่จ้องมองก็ทำให้รู้สึกแสบตาแล้ว
อีกทั้งความศักดิ์สิทธิ์อันบริสุทธิ์นั่น ความร้อนแรงนั่น ก็ทำให้พวกเขารู้สึกตื่นตะลึงไปในทันที
เป็นพลังอัตลักษณ์แสงสว่างที่ร้ายกาจมาก!
ตรงหน้าเจียงชิงเอ๋อร์ เผยฮ่าวถือกระบี่สีทองเล่มหนึ่งเอาไว้ พลังอัตลักษณ์สีทองที่แผ่ออกมาจากร่างกายเขานั้นก็ดูคมกริบไม่ธรรมดาเช่นกัน
นั่นคือพลังอัตลักษณ์ทองคำ
เมื่อกระบี่ทั้งสองปะทะกัน พลังอัตลักษณ์ถาโถมใส่กัน ก็ทำให้พื้นดินเริ่มค่อยๆ แตกร้าว
เผยฮ่าวยิ้มพร้อมหรี่ตาลงเล็กน้อย “อัตลักษณ์แสงสว่างระดับเก้า ช่างสมคำร่ำลือจริงๆ ศิษย์น้องเล็กเพิ่งจะระดับขุนพลโลกันตร์ช่วงต้น แต่พลังอัตลักษณ์กลับดุดันมหาศาลขนาดนี้แล้ว ไม่ด้อยไปกว่าข้าที่อยู่ในระดับขุนพลโลกันตร์ช่วงท้ายเลย”
“อัตลักษณ์ทองคำของเจ้าน่าจะยกระดับไปถึงระดับเจ็ดแล้วสินะ? ดูท่าทางเจ้าคงจะยักยอกเงินของคฤหาสน์ลั่วหลานไปไม่น้อยเลย” เจียงชิงเอ๋อร์กล่าวเสียงเย็นชา
เดิมทีอัตลักษณ์ทองคำของเผยฮ่าวอยู่ในระดับหก แต่ในการปะทะครั้งนี้ เจียงชิงเอ๋อร์สัมผัสได้ว่าพลังอัตลักษณ์ทองคำของอีกฝ่ายนั้นคมกริบยิ่งกว่าเดิม ซึ่งการจะยกระดับอัตลักษณ์ทองคำจากระดับหกไปสู่ระดับเจ็ดนั้น จำเป็นต้องใช้น้ำยาแสงวิเศษไม่ใช่น้อยๆ เลย
เผยฮ่าวไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรออกมา วินาทีต่อมาทั้งเขาและเจียงชิงเอ๋อร์ต่างก็ระเบิดพลังอัตลักษณ์ออกมาพร้อมกัน ปลายกระบี่ของทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรง
เคร้ง!
เสียงกระทบกันของโลหะดังขึ้นพร้อมกับแรงอัดกระแทกที่ปะทุออกมา เงาร่างของทั้งสองต่างก็ถอยหลังออกไปหลายก้าว
“เผยฮ่าว เจ้าบังอาจ!” ตอนนี้เอง เหลยจางและประมุขหออีกหลายคนที่สนับสนุนเจียงชิงเอ๋อร์ต่างก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังนางทันที พร้อมตวาดออกมาด้วยสีหน้าบึ้งตึง
แต่ก็มีประมุขหอสามคนที่ปรากฏตัวอยู่ด้านหลังเผยฮ่าว แสดงท่าทีระแวดระวังออกมา
เสียงดังสนั่นจากในห้องโถงทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นภายในบ้านเก่าเล็กน้อย มีกำลังคนสองกลุ่มพุ่งออกมาจากทุกสารทิศราวกับคลื่นน้ำ จากนั้นก็มายืนเผชิญหน้ากัน
“ศิษย์น้องเล็ก เจ้าคิดจะให้คนทั่วทั้งอาณาจักรต้าเซี่ยรู้ว่าเกิดความขัดแย้งภายในขึ้นภายในคฤหาสน์ลั่วหลานงั้นหรือ?” เผยฮ่าวยิ้มกล่าว
เจียงชิงเอ๋อร์มีสีหน้าเย็นชา ดวงตาอันงดงามคู่นั้นเต็มไปด้วยจิตสังหาร “เผยฮ่าว หากเจ้าไม่อยากตายละก็ รีบกลืนคำพูดก่อนหน้านี้กลับเข้าไปเสีย เรื่องของพวกเราเจ้าไม่มีสิทธิ์มายุ่ง”
เผยฮ่าวเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “ศิษย์น้องเล็ก ทำไมต้องทำเช่นนี้ด้วย? การหมั้นหมายนั่น สำหรับเจ้าแล้วมันเป็นเพียงแค่ภาระอันหนักอึ้งมิใช่หรือ? ข้ารู้ว่าเจ้าทราบซึ้งในบุญคุณของอาจารย์กับอาจารย์แม่ แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องสละตัวเองให้กับหลี่ลั่วเลย มัน… ไม่คู่ควรกับเจ้าจริงๆ”
“คนอกตัญญู ย่อมไม่รู้จักความหมายของคำว่าบุญคุณ” เจียงชิงเอ๋อร์กล่าวเสียงเรียบ
เผยฮ่าวส่ายหน้า จากนั้นจึงหันไปมองหลี่ลั่ว “หลี่ลั่ว อันที่จริงเจ้าก็เป็นคนฉลาด ดังนั้นข้าว่าเจ้าควรจะเข้าใจ คำว่ามีของล้ำค่าแต่ไร้ซึ่งความสามารถในการปกป้องนั้นเป็นอย่างไร สำหรับเจ้าแล้วคฤหาสน์ลั่วหลานคือของล้ำค่า ส่วนอัจฉริยะฟ้าประทานอย่างศิษย์น้องเล็ก สำหรับเจ้าแล้วก็ยิ่งเป็นสิ่งที่เจ้าไม่ควรแตะต้อง”
“เชื่อข้าเถอะ หากเจ้าคิดจะใช้ความรู้สึกซาบซึ้งที่ศิษย์น้องเล็กมีต่ออาจารย์กับอาจารย์แม่มาผูกมัดนางเอาไว้ สุดท้ายมันมีแต่จะนำพาหายนะมาให้เจ้าเท่านั้น”
หลี่ลั่วกล่าวอย่างใจเย็น “เจ้าจะบอกว่า ข้าควรจะยอมสละทั้งคฤหาสน์ลั่วหลานและพี่ชิงเอ๋อร์ไปสินะ?”
“หากเจ้าฉลาดมากพอละก็ เจ้าควรจะทำเช่นนั้น” เผยฮ่าวพยักหน้า กล่าวด้วยความสงสารเล็กน้อย “ข้าทำไปก็เพื่อเจ้าทั้งนั้น หากไร้ซึ่งความสามารถ เช่นนั้นก็จงเก็บงำความโลภเอาไว้เสีย เช่นนี้เจ้าถึงจะมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย”
หลี่ลั่วยิ้มกล่าว “เผยฮ่าว เจ้าไม่กลัวบ้างหรือว่า อยู่ๆ วันหนึ่งพ่อแม่ข้าอาจจะกลับมาอย่างกะทันหันได้เหมือนกัน?”
เผยฮ่าวม่านตาหดเล็กน้อย ประมุขหอสามคนที่อยู่ด้านหลังเขาก็แสดงสีหน้าหวาดหวั่นออกมาเช่นกัน
สุดท้ายเผยฮ่าวก็ส่ายหน้าเบาๆ “หลี่ลั่ว เจ้าเลิกตั้งความหวังที่แสดงถึงความอ่อนหัดและน่าสมเพชเช่นนี้ได้แล้ว จากข่าวที่ข้าได้รับมาอาจารย์กับอาจารย์แม่ คงกลับมาไม่ได้อีกแล้วละ”
เขามองหลี่ลั่ว ถอนหายใจออกมาด้วยสีหน้าสงสาร
“ดังนั้น ที่พึ่งที่แข็งแกร่งที่สุดของเจ้า มันหายไปแล้ว”
“เจ้าในตอนนี้ กับข้าในตอนนั้น มันแตกต่างกันตรงไหน? ไม่สิ เจ้าในตอนนี้อาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าข้าในตอนนั้นด้วยซ้ำ…”
“เพราะถึงแม้ว่าตอนนั้นข้าจะไม่มีภูมิหลัง ไร้หนทาง แต่อย่างน้อย ข้าก็ยังมีศักยภาพอยู่บ้าง”
“แต่เจ้า… เจ้าไม่มีอะไรเลยสักอย่าง”