อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 2 บทที่ 31 เผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่ง (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 2 บทที่ 31 เผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่ง (อัปเดต)
ความวุ่นวายด้านล่างเวทีดำเนินไปครู่หนึ่งก่อนจะสงบลงเมื่ออวี๋ล่างถูกหามออกไปอย่างรวดเร็ว ทว่าสายตาหลายคู่ที่มองมายังหลี่ลั่วนั้นกลับแฝงไปด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย
เห็นได้ชัดว่า พวกเขาตกใจที่หลี่ลั่วลงมือหนักเกินไป
หลี่ลั่วเห็นดังนั้นก็รู้สึกจนใจอยู่บ้างเหมือนกัน แอบด่าอวี๋ล่างในใจ ไอ้เวรนี่ อยู่ดีๆ ก็มาทำให้เขาเสียชื่อไปด้วยเฉยเลย
เขายืนอยู่บนเวที กวาดสายตามองไปรอบๆ สุดท้ายก็หยุดลงที่ตำแหน่งหนึ่ง
ตรงจุดนั้น ซ่งอวิ๋นเฟิงกำลังพูดคุยหัวเราะอย่างสนุกสนานอยู่ท่ามกลางฝูงชน และเหมือนจะรู้สึกได้ถึงสายตาของหลี่ลั่ว จึงเงยหน้าขึ้น มองหลี่ลั่วอย่างเย็นชาครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับไป
หลี่ลั่วเองก็ไม่ได้คิดจะเข้าไปพูดคุยด้วยแต่อย่างใด จึงหันหลังลงจากเวทีต่อสู้ไปโดยตรง
“พี่ลั่ว พี่ร้ายเหมือนกันนะ แม้แต่อวี๋ล่างยังจัดการได้” จ้าวคั่วที่อยู่ล่างเวทีก็ตรงเข้ามาหาพร้อมกล่าวชื่นชม
“เจ้านั่นประมาทเกินไปหน่อย” หลี่ลั่วประเมินความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่ายดูเล็กน้อย หากยังสู้กันต่อไปละก็ เขาก็ยังสามารถเอาชนะอวี๋ล่างได้อยู่ดี แต่คงต้องใช้เวลานานเล็กน้อย
เช่นนี้แล้ว พลังต่อสู้ของเขาในตอนนี้น่าจะถือได้ว่าเป็นจุดสูงสุดแห่งระดับเจ็ดตราแล้ว ด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้ การติดยี่สิบอันดับแรกก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรแล้ว
ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่การประลองอีกสองรอบในวันพรุ่งนี้เท่านั้น หากเขาชนะได้ทั้งสองรอบ เขาก็จะต้องติดหนึ่งในยี่สิบอันดับแรกได้อย่างแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้นเขาก็จะได้พักผ่อนบ้างเสียที
ได้ยินว่าหลังจากที่ปรากฏผู้เข้ารอบยี่สิบอันดับแรกออกมาแล้ว ก็จะเลือกได้ว่าจะประลองเพื่อจัดอันดับต่อหรือไม่ หลี่ลั่วไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก เพราะอย่างไรเสียเพียงติดยี่สิบอันดับแรกก็มีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบใหญ่ของวิทยาลัยอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลาต่อสู้อย่างไร้ความหมายพวกนี้อีก
เอาเวลาพวกนั้นไปหลอมสร้างน้ำยาแสงวิเศษยังจะดีกว่า
หลังจากการประลองสองรอบในวันนี้จบลง หลี่ลั่วไม่ได้ออกจากวิทยาลัยทันที เพราะตารางการประลองสองรอบสุดท้ายในวันพรุ่งนี้จะถูกประกาศออกมาล่วงหน้าในวันนี้
เขาต้องการจะรอดูคู่ต่อสู้ในวันพรุ่งนี้
การรอคอยของเขาก็ไม่ได้ใช้เวลานานมากเท่าใดนัก หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้วก็มีเสียงกระดิ่งดังขึ้นจากลานกว้าง หลี่ลั่วและจ้าวคั่วจึงเดินตรงไปยังกำแพงหินแห่งหนึ่ง
รอบๆ กำแพงหินมีนักศึกษาล้อมรอบอยู่เต็มไปหมด หลี่ลั่วกวาดสายตามองตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นบนกำแพงหินอย่างต่อเนื่อง จากนั้นไม่นานก็พบกับคู่ต่อสู้สองคนของเขาในวันพรุ่งนี้
คู่ต่อสู้คนแรก เป็นนักศึกษาจากตึกหนึ่งที่มีความแข็งแกร่งระดับเจ็ดตรา น่าจะอ่อนแอกว่าอวี๋ล่างเล็กน้อย ไม่น่าจะมีปัญหามากนัก
แต่เมื่อหลี่ลั่วเห็นคู่ต่อสู้คนสุดท้ายที่เขาต้องเผชิญหน้าด้วยแล้ว ดวงตาก็หรี่ลงเล็กน้อย
“พี่ลั่ว คู่ต่อสู้คนสุดท้ายของพี่คือซ่งอวิ๋นเฟิง!” จ้าวคั่วที่อยู่ข้างๆ ก็เห็นตารางนั้นเช่นกัน จึงส่งเสียงออกมาด้วยความตกใจ
ใช่แล้ว คู่ต่อสู้ในรอบสุดท้ายของหลี่ลั่วคือซ่งอวิ๋นเฟิง ผู้ที่อยู่ในอันดับสองของตึกหนึ่ง!
สายตาหลายคู่จับจ้องมองมาที่เขาด้วยความเห็นใจ
ถึงแม้ว่าช่วงนี้หลี่ลั่วจะพัฒนาความแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนี้เขายังเอาชนะอวี๋ล่างมาได้ แต่ย่างก้าวของเขาคงต้องหยุดลงเพียงเท่านี้แล้ว เพราะเขาต้องเจอกับซ่งอวิ๋นเฟิง
“ตอนนี้ซ่งอวิ๋นเฟิงมีความแข็งแกร่งระดับแปดตราแล้วด้วย จะดวงซวยเกินไปแล้ว” จ้าวคั่วถอนหายใจออกมาด้วยความเสียดายแทนหลี่ลั่ว
หลี่ลั่วไม่ได้รู้สึกแปลกใจมากนัก “คนที่สามารถอยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้ล้วนไม่ใช่คนอ่อนแอ การที่ต้องมาเจอกับซ่งอวิ๋นเฟิงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”
“แต่ไม่เป็นไรหรอก ถึงแม้ว่าพรุ่งนี้พี่จะแพ้ไปหนึ่งรอบ แต่พี่ก็ต้องติดยี่สิบอันดับแรกได้แน่นอนอยู่แล้ว” จ้าวคั่วกล่าวปลอบใจ
หลี่ลั่วได้ยินเช่นนั้นกลับพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม แววตาล้ำลึก ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ส่วนอีกด้านหนึ่งของลานกว้าง ซ่งอวิ๋นเฟิงเองก็เห็นรายชื่อผู้เข้าประลองในวันพรุ่งนี้บนกำแพงหินแล้วเช่นกัน เขาจ้องมองชื่อของหลี่ลั่วอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะแสยะยิ้มที่มุมปาก
“เมื่อครู่นี้เจ้ายังสีหน้าไม่ค่อยดีอยู่เลย ทำไมตอนนี้อยู่ๆ ก็อารมณ์ดีขึ้นมาแล้วล่ะ?” ด้านข้างได้มีเสียงของหญิงสาวดังขึ้นด้วยความสงสัย เป็นตี้ฝ่าฉิงนั่นเอง
“เพราะพรุ่งนี้ข้าจะได้เจอกับคู่ต่อสู้ที่ทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาได้ไงล่ะ ข้าคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่า จะมีเรื่องโชคดีราวกับสวรรค์ดลบันดาลเช่นนี้เกิดขึ้นด้วย” ซ่งอวิ๋นเฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ตี้ฝ่าฉิงมองด้วยดวงตาคู่สวย จากนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่งเช่นกันก่อนจะกล่าวว่า “ที่แท้ก็ได้เจอกับหลี่ลั่ว… ก็ไม่แปลก พวกเจ้าต่างก็ชนะรวดมาเหมือนกัน โอกาสที่ต้องมาเจอกันมันก็ไม่น้อยอยู่แล้ว”
“แต่มันก็ดวงซวยจริงๆ ดูท่าสถิติชนะรวดอย่างสวยงามของมันคงต้องจบลงเพียงเท่านี้แล้ว”
ตี้ฝ่าฉิงรู้ดีว่าซ่งอวิ๋นเฟิงแข็งแกร่งมากแค่ไหน ในทั่วทั้งวิทยาลัยหนานเฟิงนั้น มีเพียงหลี่ว์ชิงเอ๋อร์เท่านั้นที่สามารถเอาชนะเขาได้ ถึงแม้ว่าช่วงนี้หลี่ลั่วจะมีทีท่าว่าจะผงาดกลับขึ้นมาได้อีกครั้งแล้ว แต่เมื่อเทียบกับซ่งอวิ๋นเฟิง มันก็ยังคงห่างชั้นกันจนยากจะก้าวข้ามไปได้อยู่ดี
นางสามารถจินตนาการได้เลยด้วยซ้ำว่า การต่อสู้ในวันพรุ่งนี้ หลี่ลั่วจะต้องพ่ายแพ้ยับเยินแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังรู้ด้วยว่าในใจของซ่งอวิ๋นเฟิงนั้นมีความขุ่นเคืองต่อหลี่ลั่วอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะด้วยเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องความแค้นระหว่างตระกูลซ่งกับคฤหาสน์ลั่วหลานก็ตาม ดังนั้นพรุ่งนี้เมื่อซ่งอวิ๋นเฟิงลงมือ เกรงว่าเขาคงจะใช้วิธีที่ดุดันร้ายกาจที่สุด จากนั้นก็กระทืบหลี่ลั่วกลับลงไปในโคลนตมอีกครั้ง
ตอนนี้กระทั่งตี้ฝ่าฉิงก็ยังอดรู้สึกเห็นใจหลี่ลั่วขึ้นมาไม่ได้ เหตุการณ์ในวันพรุ่งนี้ มันจะจบลงอย่างไรกัน
แต่เจ้าบ้าหลี่ลั่วเองก็เหลือเกิน รู้ทั้งรู้ว่าซ่งอวิ๋นเฟิงหมายปองหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ แต่กลับยังไปสนิทสนมกับนาง… ต้องรู้ว่าผู้ชายที่เพลิงริษยาลุกโชนขึ้นมาแล้ว มันไม่ค่อยมีเหตุผลกันหรอกนะ
อีกด้านหนึ่ง หลังจากที่หลี่ลั่วรู้ว่าคู่ต่อสู้ในวันพรุ่งนี้คือใครแล้ว เขาก็แยกทางกับจ้าวคั่วท่ามกลางสายตาที่มองมาด้วยความเห็นใจ จากนั้นก็ออกจากวิทยาลัยไปโดยตรง
บนรถม้าที่กำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน หลี่ลั่วหลับตาครุ่นคิด
การต่อสู้กับซ่งอวิ๋นเฟิงในวันพรุ่งนี้ ต้องยอมรับว่ามันยากลำบากมากจริงๆ ฝ่ายตรงข้ามไม่เพียงแต่อยู่ในระดับแปดตรา พลังอัตลักษณ์ของซ่งอวิ๋นเฟิงเองเดิมทีก็แข็งแกร่งกว่าเขาอยู่แล้วด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ซ่งอวิ๋นเฟิงยังมีอัตลักษณ์อินทรีแดงระดับเจ็ดอีก
อัตลักษณ์เก้าระดับ ระดับเจ็ดถึงเก้าถือเป็นระดับสูง ดังนั้นอัตลักษณ์ที่ไปถึงระดับเจ็ดได้ ก็จะสามารถเรียกว่าเป็นอัตลักษณ์ระดับสูงได้ด้วย
อย่าได้ดูถูกคำว่าระดับสูงเป็นอันขาด เพราะมันไม่ได้เปลี่ยนแค่ชื่อเท่านั้น แต่เมื่อใดก็ตามที่อัตลักษณ์ไปถึงระดับเจ็ดแล้ว พลังอัตลักษณ์ที่บำเพ็ญออกมาได้ก็จะเปลี่ยนไปแตกต่างจากคนทั่วไปด้วย พูดง่ายๆ ก็คือ พลังอัตลักษณ์ที่บำเพ็ญออกมาจากอัตลักษณ์ระดับสูงนั้น จะมีเอกลักษณ์ที่มากกว่าพลังอัตลักษณ์ที่บำเพ็ญออกมาจากอัตลักษณ์ระดับต่ำและระดับกลาง
เอกลักษณ์ที่ว่านี้ยากจะอธิบายอย่างละเอียดได้ แต่ความมหัศจรรย์ของมัน มีเพียงผู้ที่ต้องต่อกรด้วยเท่านั้นจึงจะรับรู้ได้
ดังนั้นอัตลักษณ์ระดับเจ็ดจึงเป็นดั่งเส้นแบ่งเขต เมื่อก้าวข้ามผ่านกำแพงนี้ไปได้ก็จะกลายเป็นอัตลักษณ์ระดับสูง
แม้แต่ในอัตลักษณ์ระดับสูง ก็ยังคงแบ่งออกได้อีกสองชั้น ซึ่งการแบ่งย่อยเช่นนี้จะไม่มีในอัตลักษณ์ระดับหนึ่งถึงหก ดูจากจุดนี้ก็สามารถบ่งบอกถึงความห่างชั้นของระดับสูงได้เช่นกัน
ซึ่งอัตลักษณ์อินทรีแดงที่ซ่งอวิ๋นเฟิงครอบครองอยู่นั้น เป็นอัตลักษณ์ระดับเจ็ดชั้นล่าง
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งของพลังอัตลักษณ์หรือระดับของอัตลักษณ์ หลี่ลั่วก็ด้อยกว่าซ่งอวิ๋นเฟิงทั้งหมด การต่อสู้ครั้งนี้กล่าวได้ว่าไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
ไม่มีใครมองว่าหลี่ลั่วจะชนะซ่งอวิ๋นเฟิงในการต่อสู้ครั้งนี้ได้ แม้แต่ตัวหลี่ลั่วเองก็เช่นกัน
“ลำบากมากจริงๆ”
หลี่ลั่วพึมพำกับตัวเอง ถึงแม้ว่า “อัตลักษณ์น้ำแสง” ของเขาจะพิสดาร แต่ไม่ว่าจะพิสดารเพียงใด มันก็ยังคงเป็นเพียงแค่อัตลักษณ์ระดับห้า ถึงแม้ว่าอัตลักษณ์น้ำแสงจะสามารถใช้หลอมสร้างน้ำยาแสงวิเศษได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ด้อยไปกว่าอัตลักษณ์ระดับเจ็ดเลย แต่หากใช้ในการต่อสู้ละก็ มันก็ไม่สามารถสร้างความได้เปรียบเมื่อต้องเผชิญหน้ากับระดับเจ็ดได้มากเท่าใดนักอยู่ดี
หากสามารถยกระดับ “อัตลักษณ์น้ำแสง” ขึ้นไปถึงระดับหกได้ละก็ แรงกดดันของเขาก็คงจะลดน้อยลงไปได้มาก แต่น่าเสียดายที่แม้ช่วงนี้หลี่ลั่วจะใช้น้ำยาแสงวิเศษระดับห้าอย่างต่อเนื่อง แต่การจะยกระดับไปสู่ระดับหกได้ ก็ยังคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควร ซึ่งมันไม่ทันอย่างแน่นอน
“หรือว่า… จะยอมแพ้ไปเลยดี?”
หลี่ลั่วเกาหัว อันที่จริงทางเลือกนี้ก็สามารถเก็บไว้เป็นทางเลือกสำรองได้เหมือนกัน เพราะไม่ว่าจะมองมุมไหน ทางเลือกนี้ก็เป็นทางเลือกที่ปกติที่สุดอยู่แล้ว เพราะคนที่ฉลาดย่อมต้องมองออกอยู่แล้วว่าทั้งสองฝ่ายมันห่างชั้นกันมากเกินไป ซึ่งหากรู้ทั้งรู้ว่าต้องพ่ายแพ้ยับเยินอยู่แล้วแต่ยังฝืนสู้อีก แบบนั้นมันพวกโรคจิตชอบเจ็บตัวไม่ใช่หรือ?
หลี่ลั่วครุ่นคิดครู่หนึ่ง สุดท้ายวันนี้เขาก็ไม่ได้ไปที่เรือนซีหยาง แต่กลับตรงกลับไปยังบ้านเก่าทันที เพราะถึงแม้จะมีทางเลือกสำรองแล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าต้องเตรียมพร้อมเผื่อรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝันเอาไว้ด้วย