อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 30 อวี๋ล่างผู้เสเพล (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 30 อวี๋ล่างผู้เสเพล (อัปเดต)
เมื่อหลี่ลั่วมาถึงวิทยาลัยด้วยความหงุดหงิด เขาก็พบว่าบรรยากาศในวันนี้คึกคักน้อยลงกว่าเมื่อก่อนอย่างมาก ใบหน้าของนักศึกษาหลายคนเต็มไปด้วยความท้อแท้ผิดหวัง
เห็นได้ชัดว่า คนเหล่านี้ส่วนใหญ่คือคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในการประลองเมื่อวาน
แต่มันก็ช่วยไม่ได้ มีคนมีความสุขก็ย่อมต้องมีคนเศร้า การประลองเช่นนี้ เดิมทีก็จะค่อยๆ คัดคนที่ไม่มีความสามารถออกไปอยู่แล้ว
“พี่ลั่ว ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที”
ทันทีที่จ้าวคั่วเห็นหลี่ลั่ว เขาก็รีบตรงเข้ามาหาแล้วกล่าวว่า “การประลองสองรอบของเจ้าวันนี้ มีอยู่รอบหนึ่งที่ไม่ง่ายเลยนะ เป็นอวี๋ล่างจากตึกหนึ่ง จำได้ไหม?”
“อวี๋ล่าง?” หลี่ลั่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า คนผู้นี้มีชื่อเสียงพอสมควรในตึกหนึ่ง ความแข็งแกร่งมักจะอยู่ที่อันดับสิบกว่าๆ ของตึกหนึ่ง ว่ากันว่าเขามีอัตลักษณ์ลมระดับหก มีชื่อเสียงในด้านความรวดเร็วเป็นพิเศษ
“ตอนนี้เขาก้าวขึ้นสู่ระดับเจ็ดตราแล้ว แข็งแกร่งกว่าเป้ยคุนมาก” จ้าวคั่วกล่าวด้วยสีหน้าตึงเครียดเล็กน้อย
“ระดับเจ็ดตรา…” หลี่ลั่วเดาะปากออกมา เป็นคู่ต่อสู้ที่ตึงมือกว่าเมื่อวานจริงๆ แต่ก็น่าจะยังอยู่ในขอบเขตที่เขารับมือไหว
ดังนั้นเขาจึงตบไหล่ของจ้าวคั่วแล้วยิ้มกล่าว “ไม่ต้องห่วง ข้ามีความมั่นใจอยู่บ้าง”
เมื่อเห็นดังนั้นจ้าวคั่วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขารู้จักนิสัยของหลี่ลั่วดี หากหลี่ลั่วรู้สึกว่าสู้ไม่ได้จริงๆ เขาไม่มีทางฝืนตัวเองเด็ดขาด
แต่ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ก็มีนักศึกษาจากตึกสองคนหนึ่งเดินเข้ามาหาแล้วกล่าวเสียงเบาว่า “พี่ลั่ว มีคนมาหาพี่ข้างนอก”
หลี่ลั่วได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกสงสัยเล็กน้อย แต่เขาก็ยังคงเดินออกไป จากนั้นก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ไว้ผมยาวดูไม่สนใจโลกยืนอยู่ใต้ร่มไม้
หลี่ลั่วจำอีกฝ่ายได้ในทันที เขาคือคู่ต่อสู้ที่เขาจะได้พบในวันนี้ อวี๋ล่าง
“เจ้ามาหาข้า?” หลี่ลั่วยิ้มกล่าว
อวี๋ล่างปัดผมที่ปรกหน้าผากขึ้น จ้องมองหลี่ลั่วด้วยสายตาที่ล้ำลึกแล้วกล่าว “หลี่ลั่ว ไม่คิดเลยว่าหลังจากไม่ได้เจอกันนาน เจ้าจะกลับมาได้อีกครั้ง สมกับเป็นบุรุษที่เคยครองอันดับหนึ่งของวิทยาลัยหนานเฟิงจริงๆ”
หลี่ลั่วถอนหายใจออกมา กล่าวไม่สบอารมณ์ว่า “เลิกพูดไร้สาระเถอะ”
อวี๋ล่างกล่าวอย่างไม่พอใจ “ไร้สาระตรงไหน?”
แต่สุดท้ายเขาก็เบะปากแล้วกล่าว “บ่ายนี้เจ้าจะได้เจอกับข้า ซ่งอวิ๋นเฟิงเลยมาหาข้าแล้วยื่นข้อเสนอให้ข้าด้วยราคาไม่น้อย บอกให้ข้าพยายามทำให้เจ้าบาดเจ็บสาหัสในการประลองวันนี้”
หลี่ลั่วชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา “เจ้ามาบอกข้า? หรือว่าคิดจะจับปลาสองมือ?”
“เชอะ ถึงข้าอวี๋ล่างจะเสเพล แต่ก็มีขอบเขตของตัวเอง เมื่อก่อนเจ้าเคยสอนวิชาอัตลักษณ์ให้ข้า ถือว่าข้าติดหนี้บุญคุณเจ้าอยู่” อวี๋ล่างกล่าวอย่างดูแคลน
“ข้าแค่มาเตือนเจ้าเฉยๆ ตอนประลองกัน หากเจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ข้าละก็ รีบลงจากเวทีไปซะ แต่ก็ไม่แน่ เจ้าอาจจะเป็นเสือซ่อนเล็บก็ได้ หากเป็นแบบนั้นข้าอาจจะกลายเป็นฝ่ายที่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าแทน เช่นนั้นเจ้าก็ร่วมมือกับข้าหน่อย ทำให้ข้าตกรอบแบบ “บาดเจ็บสาหัส” แบบนี้ข้าก็ยังได้เงินค่าทำขวัญจากซ่งอวิ๋นเฟิงด้วยอีกต่อหนึ่ง อย่างไรเสียเจ้านั่นก็หลอกง่าย ให้ราคาดีเสียด้วย”
“แล้วก็เรื่องหลังนี่ข้าแค่พูดไว้ก่อนเฉยๆ ข้าว่าคงไม่ได้ใช้หรอก หลี่ลั่ว เจ้าไม่รู้หรอกว่า ตอนนี้ข้าไม่ใช่คนที่ชอบสะดุดล้มเพราะขากางเกงตัวเองยาวเกินไปเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”
แม้แต่หลี่ลั่วที่ควบคุมตัวเองได้ดี ก็ยังรู้สึกเอือมระอากับการกระทำของอวี๋ล่างอย่างอดไม่ได้ สุดท้ายเขาก็ได้แต่กล่าวอย่างจนใจ “เจ้านี่มันทำตัวน่ารำคาญจริงๆ”
“ดังนั้นข้าจะไปบอกครูที่ปรีกษา”
คราวนี้อวี๋ล่างถึงกับตาค้าง ด่าออกมาว่า “หลี่ลั่ว เจ้าเป็นเดรัจฉานหรือ! คิดว่าข้าหาเงินง่ายมากหรือไง? คุณชายอย่างเจ้าเคยเข้าใจความลำบากของพวกเราบ้างไหม?”
“ไสหัวไปเลย”
หลี่ลั่วนวดขมับ ไล่อีกฝ่ายไป ไม่ได้เจอกันตั้งนาน แต่เจ้านี่ก็ยังคงพิลึกพิลั่นเหมือนเดิม
อวี๋ล่างแค่นเสียงเย็น สะบัดผมยาวๆ บนบ่าก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างผ่าเผย
หลี่ลั่วมองตามหลังอีกฝ่ายไป ก่อนจะโบกมือแล้วกล่าวว่า “ถึงแม้ข่าวนี้จะไม่ค่อยมีประโยชน์ แต่ก็ขอบคุณมาก”
ฝีเท้าของอวี๋ล่างชะงักลงก่อนจะมีเสียงฮึดังมา
“เจ้าเองก็ระวังตัวให้ดีเถอะ”
เมื่ออวี๋ล่างจากไปแล้ว หลี่ลั่วถึงขมวดคิ้วขึ้น ความเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ซ่งอวิ๋นเฟิงมีต่อเขามันชักจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว สาเหตุหลักๆ น่าจะเป็นเพราะหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่เป็นเรื่องบาดหมางระหว่างตระกูลซ่งกับคฤหาสน์ลั่วหลานรวมอยู่ด้วยเหมือนกัน
“ทั้งๆ ที่ข้าพยายามเจียมตัวมากแล้วแท้ๆ…”
“ทำไมถึงยังจะมาหาเรื่องข้าอีก?”
…
การประลองในช่วงเช้านั้นราบรื่นมาก ไม่ได้มีอะไรน่าพูดถึง เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ถึงช่วงบ่าย ซึ่งหลี่ลั่วก็ได้พบกับอวี๋ล่างจริงๆ
บนเวทีประลอง ผมยาวของอวี๋ล่างโบกสะบัดไปตามสายลม เขามองหลี่ลั่วที่อยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าเย็นชาแล้วกล่าว “หลี่ลั่ว การที่ได้พบกับข้า ถือเป็นโชคร้ายของเจ้า”
รอบๆ เวทีประลองเต็มไปด้วยผู้ชม พวกเขาดูสนใจการประลองครั้งนี้มาก เพราะนี่เป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งคนแรกที่หลี่ลั่วได้พบเจอ
กับอวี๋ล่างที่ชอบทำตัวเป็นจุดสนใจ หลี่ลั่วได้แต่รู้สึกจนใจ เขาไม่อยากจะไปเล่นตามบทของอีกฝ่าย เพราะมันจะทำให้เขาดูสมองน้อยไปด้วย
ดังนั้นเขาจึงได้แต่รวบรวมพลังอัตลักษณ์อย่างเงียบงัน พลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินบริสุทธิ์ค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากร่างกายของเขา ทำให้อากาศโดยรอบชื้นขึ้นเล็กน้อย
เมื่อผู้ดูแลประกาศเริ่มการประลอง อวี๋ล่างที่เดิมทียังวางท่าอยู่ก็ระเบิดพลังอัตลักษณ์สีเขียวออกมาอย่างรุนแรง ในพริบตานั้นราวกับมีเสียงลมกรรโชก เงาร่างของอวี๋ล่างพลันกลายเป็นเงาพุ่งเข้าใส่หลี่ลั่วราวกับประกายสายฟ้า
ความเร็วระดับนั้น แม้แต่หลี่ลั่วก็ยังต้องหรี่ตาลง ส่วนรอบๆ เวทีประลองก็เต็มไปด้วยเสียงอุทานอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่าความเร็วของอวี๋ล่างนั้นรวดเร็วมาก
เปรี้ยง!
หมัดที่ห่อหุ้มด้วยแสงสีเขียวจางๆ พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด ทำเอาหลี่ลั่วเบิกตาโต
เห็นได้ชัดว่าเมื่อลงมือแล้ว อวี๋ล่างก็ไม่ได้ออมมือแม้แต่น้อย
หลี่ลั่วเปลี่ยนท่าจากกำหมัดเป็นแบฝ่ามืออย่างรวดเร็ว ยื่นออกไปด้านหน้าอย่างไม่ช้าไม่เร็ว พลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินทะลักออกมา ราวกับก่อตัวเป็นม่านวารีอันแน่นหนา
หมัดสีเขียวกระแทกเข้ากับม่านนั้นจนเกิดระลอกคลื่นกระจายเป็นวงกว้าง
“ว้าว!”
เสียงร้องประหลาดดังขึ้น เงาร่างของอวี๋ล่างราวกับกลายเป็นภาพติดตาจำนวนมาก เงาภาพติดต่อเหล่านั้นได้ปรากฏขึ้นรอบๆ ตัวหลี่ลั่ว พริบตานั้นเองทั้งหมัดและเท้าที่ห่อหุ้มด้วยแสงสีเขียวได้กระหน่ำเข้าใส่พร้อมกับเสียงแหวกอากาศ ประหนึ่งว่าจะกลืนกินร่างของหลี่ลั่วไปทั้งตัว
เป็นการโจมตีที่ดุดันอำมหิตอย่างมาก
เมื่อเผชิญกับการโจมตีอันบ้าคลั่งของอวี๋ล่าง หลี่ลั่วกลับตั้งรับอย่างเดียว ม่านวารีหลายชั้นเคลื่อนที่ไปตามมือของเขา ปกป้องจุดสำคัญทั่วร่างกายเอาไว้
รอบๆ เวทีประลอง เมื่อผู้ชมเห็นภาพนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าหลี่ลั่วตั้งใจจะถ่วงเวลาการต่อสู้ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะหลี่ลั่วมีอัตลักษณ์น้ำ ซึ่งพลังอัตลักษณ์น้ำมีคุณสมบัติในการป้องกัน ยิ่งต่อสู้นานเท่าใด ก็ยิ่งเป็นผลดีกับตัวเองมากขึ้นเท่านั้น
“หลี่ลั่วกำลังใช้ ‘เก้าคลื่นทะเลคราม’ วิชาอัตลักษณ์ระดับสูงของเขาอีกแล้ว” นักศึกษาที่สายตาเฉียบคมคนหนึ่งกล่าว
หลี่ลั่วเคยใช้เก้าคลื่นทะเลครามตอนประลองกับเป้ยคุนแล้ว มันเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการต่อสู้แบบยืดเยื้อ เมื่อพลังของมันสะสมมากขึ้นเท่าใด การโจมตีโต้กลับก็จะยิ่งรุนแรงจนน่าตกใจมากขึ้นเท่านั้น
ทว่าความแข็งแกร่งของอวี๋ล่างนั้นเหนือกว่าเป้ยคุน การจะต้านทานการโจมตีที่รุนแรงราวกับพายุของอีกฝ่ายเอาไว้ คงไม่ใช่เรื่องง่าย
“ว้าว!”
และแล้วก็เป็นไปตามคาด เมื่ออวี๋ล่างร้องส่งเสียงร้องประหลาด เขาก็ประกบนิ้วสองข้างเข้าด้วยกัน ก่อนจะแทงออกไปอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วมีแสงสีเขียวถูกบีบอัดเอาไว้ ราวกับกลายเป็นลำแสงสีเขียวเข้มส่องประกายวูบวาบ
“ดัชนีวายุ!”
ปลายนิ้วที่ราวกับมีลมพายุหมุนวนอยู่ได้เจาะทะลุเกราะป้องกันจากม่านวารีรอบตัวหลี่ลั่วไปโดยตรง ก่อนจะพุ่งไปที่หน้าอกของหลี่ลั่วราวกับประกายสายฟ้า
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังและความเร็วที่แฝงอยู่ในปลายนิ้วของอีกฝ่าย หลี่ลั่วก็รู้ว่าไม่อาจหลบเลี่ยงได้ทันแล้ว จึงสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ
“ฝ่ามือวารีอ่อน!”
หลี่ลั่วฟาดออกหนึ่งฝ่ามือ ปลดปล่อยพลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินออกมาจากฝ่ามือ และในตอนที่กำลังจะสัมผัสกันนั้น นิ้วทั้งห้าของเขาก็พลันกางออก ปลายนิ้วสั่นสะเทือนเล็กน้อย เคลื่อนพลังอัตลักษณ์น้ำจนราวกับก่อตัวเป็นวังวนน้ำหลายชั้น
ส่วนแสงสีเขียวอันแหลมคมที่อยู่บนปลายนิ้วของอวี๋ล่างก็ถูกวังวนน้ำหลายชั้นพัวพัน กัดกร่อนและสลายไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อดัชนีวายุของเขาผ่านทะลุวังวนน้ำหลายชั้นไปปะทะเข้ากับฝ่ามือของหลี่ลั่ว พลังของมันก็ถูกสลายไปบางส่วนแล้ว
เปรี้ยง!
ฝ่ามือกับดัชนีปะทะกัน พลังอัตลักษณ์ปะทะกันจนเกิดคลื่นอากาศกระจายเป็นวงกว้าง ทั้งหลี่ลั่วและอวี๋ล่างต่างก็ได้รับแรงสั่นสะเทือนจนต้องถอยหลังออกไป
“หา!”
รอบๆ เวทีประลองดังระงมไปด้วยเสียงอุทาน สายตาตื่นตะลึงคู่แล้วคู่เล่าล้วนจับจ้องไปที่หลี่ลั่ว
เขาสามารถรับการโจมตีที่รุนแรงที่สุดของอวี๋ล่างไว้ได้จริงๆ หรือ?!
อวี๋ล่างเป็นถึงระดับเจ็ดตราเลยนะ!
อีกทั้งยังเป็นพลังอัตลักษณ์ลมอีกด้วย ในด้านพลังโจมตีแล้ว เดิมทีมันก็แข็งแกร่งกว่าพลังอัตลักษณ์น้ำอยู่ระดับหนึ่ง
“การใช้วิชาอัตลักษณ์ของหลี่ลั่วมันชำนาญเกินไปแล้ว เขาใช้ ‘ฝ่ามือวารีอ่อน’ ได้ถูกจังหวะพอดี สลายการโจมตีของอวี๋ล่างได้ ร้ายกาจมาก ทั้งที่ฝ่ามือวารีอ่อนเป็นแค่วิชาอัตลักษณ์ระดับกลาง แต่กลับสามารถรับมือกับดัชนีวายุที่เป็นถึงวิชาอัตลักษณ์ระดับสูงของอวี๋ล่างได้” ผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นคนหนึ่งกล่าวอธิบายพร้อมกับชื่นชม
“พลังอัตลักษณ์ของหลี่ลั่วน่าจะเป็นระดับหกตรา ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนเขาก็ถือว่าด้อยกว่าอวี๋ล่าง แต่กลับสามารถยื้ออวี๋ล่างเอาไว้ได้นานขนาดนี้…”
“สมกับเป็นผู้ที่เก่งวิชาอัตลักษณ์มากที่สุดในวิทยาลัยหนานเฟิงจริงๆ”
“…”
ท่ามกลางเสียงชื่นชมมากมาย อวี๋ล่างที่อยู่บนเวทีก็ได้แต่เดาะปาก สายตาที่จ้องมองหลี่ลั่วก็ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น ในการปะทะกันเมื่อครู่ เขาไม่ได้เปรียบเลยแม้แต่น้อย มันแตกต่างจากที่เขาจินตนาการเอาไว้อย่างสิ้นเชิง
“เจ้าบ้านี่ มันยังเป็นปีศาจเหมือนเดิมจริงๆ ด้วย”
เดิมทีอวี๋ล่างยังคิดจะออมมือให้อยู่บ้าง แต่พอได้สู้กันจริงๆ แล้วถึงได้พบว่า ตัวเองไม่มีสิทธิ์จะไปออมมือให้อีกฝ่ายได้เลย
แต่แบบนี้ก็ดี หลี่ลั่วแบบนี้ต่างหากถึงจะน่าสนใจ!
แววตาของอวี๋ล่างเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ในวินาทีต่อมา เขาก็ระเบิดพลังอัตลักษณ์สีเขียวออกมาอย่างรุนแรง เงาร่างของเขาก็พุ่งออกไปราวกับสายลม เร่งความเร็วถึงขีดสุดทันที
แต่ในตอนที่เขาเร่งความเร็วถึงขีดสุด อยู่ๆ เขาก็รู้สึกได้ว่าร่างกายของตัวเองเสียสมดุลไปเล็กน้อย ร่างกายของเขาลอยขึ้นไปกลางอากาศอย่างไม่ทราบสาเหตุ
สีหน้าของอวี๋ล่างเปลี่ยนไปอย่างมาก เขาก้มลงมองด้วยความตกใจ จากนั้นก็เห็นว่าตรงข้อเท้าทั้งสองข้างของเขามีพลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินจางๆ พันธนาการเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้
พลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินนั้นราวกับอสรพิษวารี รัดข้อเท้าทั้งสองข้างของเขาเอาไว้ และเพราะแบบนี้เอง ตอนที่เขาเร่งความเร็วถึงขีดสุด ร่างกายเขาถึงได้เสียสมดุล
“นี่มัน…”
รูม่านตาของอวี๋ล่างหดเล็กลง
หลี่ลั่วที่อยู่ตรงหน้ามองอวี๋ล่างที่เสียสมดุลจนลอยเข้าไปหา เผยยิ้มออกมา “วิชาอัตลักษณ์ระดับล่าง อสรพิษวารี”
“อวี๋ล่าง เจ้าประมาทเกินไป”
ขณะที่เอ่ยพูด หลี่ลั่วก็ก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ยื่นฝ่ามือทั้งสองข้างออกไป พลังอัตลักษณ์น้ำทะลักออกมา ขณะเดียวกันก็ราวกับเสียงคลื่นซัดสาดดังออกมาด้วย
“ถึงแม้ตอนนี้เจ้าจะไม่สะดุดกางเกงตัวเองจนล้มแล้ว แต่เจ้าก็ยังสะดุดอสรพิษวารีของข้าจนล้มอยู่ดี”
เสียงของหลี่ลั่วดังขึ้น ฝ่ามือทั้งสองก็ได้ฟาดเข้าที่หน้าอกของอวี๋ล่างโดยตรง
“เวรเอ๊ย หลี่ลั่ว เจ้าเล่นตุกติก!” อวี๋ล่างสบถด่าออกมา
ตูม!
ระหว่างสบถด่า ร่างของเขาก็ถูกซัดลอยออกไปแล้ว กระแทกเข้ากับพื้นอย่างแรง
และในตอนที่เขาล้มลงพื้นไปนั้น ก็ได้มีเลือดพุ่งออกมาจากปากของอวี๋ล่างเป็นทางยาวกว่าสามจ้าง เลือดจำนวนมากไหลทะลักออกมาจากใต้เสื้อผ้าของเขา เปลี่ยนเขาเป็นมนุษย์โลหิตไปในพริบตา ทำเอาผู้ชมรอบข้างแตกตื่นไปทันที
หลี่ลั่วที่อยู่บนเวทีชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ปริมาณเลือดขนาดนี้มันออกจะเยอะเกินเหตุไปหน่อยแล้ว เจ้าบ้านี่มันคิดจะรีดไถเงินก้อนโตจากซ่งอวิ๋นเฟิงแล้วลาออกเลยหรือไง?