อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 2 บทที่ 39 น้ำยาเขียวครามฉบับปรับปรุง (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 2 บทที่ 39 น้ำยาเขียวครามฉบับปรับปรุง (อัปเดต)
ในช่วงหลายวันต่อจากนั้น หลี่ลั่วใช้เวลาครึ่งหนึ่งฝึกฝนอยู่ในบ้านเก่า ส่วนเวลาที่เหลือก็ไปที่เรือนซีหยางเพื่อฝึกฝนวิชาเกลาอัตลักษณ์ของตัวเองต่อไป ตอนนี้เขาสามารถหลอมน้ำยาเขียวครามระดับหนึ่งได้วันละหนึ่งขวดอย่างแน่นอนแล้ว ถือว่าเป็นนักเกลาอัตลักษณ์ระดับหนึ่งอย่างแท้จริง
ยิ่งไปกว่านั้น พลังเกลาอัตลักษณ์ของน้ำยาเขียวครามที่เขาหลอมออกมานั้นก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ไปตามประสบการณ์ที่เพิ่มพูนขึ้นด้วย
แต่เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้พอใจผลลัพธ์นี้แต่อย่างใด ดังนั้นเขาจึงค่อยๆ เริ่มทดลองหลอมน้ำยาแสงวิเศษระดับสอง แต่สูตรของน้ำยาแสงวิเศษระดับสองนั้นซับซ้อนกว่าน้ำยาเขียวครามหลายเท่า วัตถุดิบที่ใช้หลอมเองก็ซับซ้อนและยุ่งยากกว่ามาก ดังนั้นในการทดลองเหล่านี้ หลี่ลั่วจึงล้มเหลวทุกครั้ง
แต่หลี่ลั่วก็ไม่ได้รีบร้อนแต่อย่างใด เพราะความล้มเหลวก็เป็นประสบการณ์รูปแบบหนึ่ง เขาเชื่อว่าหากค่อยๆ สะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ การขึ้นเป็นนักเกลาอัตลักษณ์ระดับสองก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ส่วนน้ำยาแสงวิเศษระดับห้าชุดสุดท้ายที่เขาร้องขอไป ไช่เวยก็เริ่มทยอยนำมาส่งให้ทีละขวดแล้ว ภายใต้การหล่อเลี้ยงของน้ำยาแสงวิเศษระดับห้า หลี่ลั่วสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ‘อัตลักษณ์น้ำแสง’ ของเขานั้นใกล้จะยกระดับขึ้นไปอีกขั้นแล้ว…
แต่ในขณะที่หลี่ลั่วกำลังรอคอยให้ ‘อัตลักษณ์น้ำแสง’ ยกระดับอยู่นั้น ก็มีเรื่องน่ายินดีอย่างไม่คาดฝันเกิดขึ้น นั่นก็คือพลังอัตลักษณ์ของเขากลับทะลวงขึ้นสู่ระดับเจ็ดตราไปก่อนแล้ว
หลี่ลั่วรู้สึกดีใจกับการยกระดับของพลังอัตลักษณ์ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจมากนัก เพราะช่วงนี้เขาบำเพ็ญอยู่ในห้องบำเพ็ญลับของบ้านเก่ามาโดยตลอด เมื่อรวมกับความบริสุทธิ์แบบพิเศษของ ‘อัตลักษณ์น้ำแสง’ ด้วย หากเทียบกันที่ความเร็วในการบำเพ็ญแล้วละก็ เขาจะไม่ได้ด้อยไปกว่าคนที่มีอัตลักษณ์ระดับเจ็ดเลยแม้แต่น้อย
และในตอนที่พลังอัตลักษณ์ของหลี่ลั่วพุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับเจ็ดตรา เขาก็ได้รับข่าวดีจากเหยียนหลิงชิง น้ำยาเขียวครามฉบับปรับปรุงชุดแรกได้ถูกหลอมออกมาเสร็จสิ้นแล้ว
เรือนซีหยาง
กล่องอันประณีตใบหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ เมื่อเปิดกล่องออก ภายในก็มีขวดผลึกอยู่สี่สิบขวด ภายในขวดบรรจุของเหลวสีเขียวอมฟ้าเอาไว้
นั่นคือน้ำยาเขียวครามฉบับปรับปรุง
บนใบหน้าที่งดงามของเหยียนหลิงชิงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น นางกล่าวกับหลี่ลั่วและไช่เวยว่า “เพราะน้ำต้นกำเนิดสูตรลับที่คุณชายน้อยมอบให้มีความบริสุทธิ์สูงมาก ทำให้อัตราความสำเร็จในการหลอมของห้องหลอมระดับหนึ่งเราเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เดิมทีสามารถผลิตน้ำยาแสงวิเศษได้เพียงวันละห้าขวด แต่ตอนนี้เพิ่มเป็นวันละสิบขวดแล้ว อีกทั้งพลังเกลาอัตลักษณ์รวมก็อยู่ที่ราวหกจุดทุกขวดเลยด้วย ถือว่าเป็นสินค้าคุณภาพสูงในบรรดาน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งเลยทีเดียว”
หลี่ลั่วได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะเมื่อเขาลองคำนวณดูคร่าวๆ แล้ว หากผลิตได้วันละสิบขวด เช่นนั้นรายได้ในหนึ่งปีของห้องหลอมระดับหนึ่งก็จะได้เพียงหนึ่งแสนแปดพันเหรียญทองคำสวรรค์เท่านั้น ซึ่งยังคงห่างไกลจากสองแสนหนึ่งหมื่นเหรียญทองคำสวรรค์ของห้องหลอมระดับสามเล็กน้อยอยู่ดี
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาก็พูดความคิดของตัวเองออกมา
“เรื่องนี้ บางทีอาจจะปล่อยให้ข้าจัดการได้” ไช่เวยที่อยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มอันเปี่ยมเสน่ห์
“พี่ไช่เวยคิดจะทำอย่างไรหรือ?” หลี่ลั่วถามด้วยความประหลาดใจ
ไช่เวยยิ้มกล่าวว่า “ช่วงนี้ทางห้างสมบัติมังกรทองต้องการรับซื้อน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งคุณภาพสูง ให้ราคาสูงกว่าท้องตลาดมาก ประมาณหกสิบเหรียญต่อขวดเลยทีเดียว หากพวกเขาเลือกใช้น้ำยาเขียวครามของเรือนซีหยางเรา เช่นนั้นมูลค่าของสัญญาฉบับนี้จะทำให้รายได้ของห้องหลอมระดับหนึ่งแซงหน้าห้องหลอมระดับสามไปเลย”
“นี่เป็นแค่เรื่องรอง ที่สำคัญที่สุดก็คือห้างสมบัติมังกรทองมีชื่อเสียงมาก การตัดสินใจของพวกเขาในครั้งนี้ ในทางหนึ่งก็ถือเป็นการตัดสินไปด้วยในตัวว่า น้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งของที่ใดในมณฑลเทียนสู่กันแน่ที่มีคุณภาพดีที่สุด ชื่อเสียงนี้ต่างหากที่มีมูลค่ามากที่สุด”
ห้างสมบัติมังกรทอง
เมื่อหลี่ลั่วได้ยินดังนั้น เขาก็พอเข้าใจอยู่บ้างแล้ว ห้างสมบัติมังกรทองมักจะเลือกขายแต่สินค้าคุณภาพสูงมาโดยตลอด ในอดีตนั้น สินค้าระดับล่างอย่างน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งจะไม่มีทางปรากฏอยู่ในนั้นอย่างเด็ดขาด แต่ตอนนี้พวกเขากลับมีความต้องการ แน่นอนว่าพวกเขาต้องเลือกน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งที่ดีที่สุดด้วยอยู่แล้ว หากใครได้รับเลือกจากพวกเขา หลังจากนั้นก็จะสามารถฝากขายสินค้าในห้างสมบัติมังกรทองได้ ซึ่งจะทำให้มูลค่าของสินค้าเพิ่มสูงขึ้นโดยปริยาย อีกทั้งยังเป็นการโฆษณาอย่างหนึ่งด้วย
“ข้าจะไปที่ห้างสมบัติมังกรทองเดี๋ยวนี้เลย แต่ข้าอยากจะรบกวนคุณชายน้อยให้ไปกับข้าด้วย เพราะยังไงก็ต้องอาศัยเส้นสายของคุณชายน้อยด้วยอยู่ดี” ไช่เวยกล่าว
ห้างสมบัติมังกรทองตั้งตัวเป็นกลางมาโดยตลอด แต่ความแข็งแกร่งของพวกเขานั้นไร้ข้อกังขา ภายในอาณาจักรต้าเซี่ย ปกติจะไม่มีขุมอำนาจไหนกล้าไปหาเรื่องโดยไม่ดูตาม้าตาเรือเด็ดขาด ซึ่งห้างสมบัติมังกรทองเองเชื่อในหลักการที่ว่ามิตรไมตรีย่อมนำมาซึ่งความมั่งคั่ง จึงไม่ตั้งตนเป็นศัตรูกับใครทั้งสิ้น
ไม่ว่าอย่างไร หลี่ลั่วก็เป็นถึงคุณชายน้อยของคฤหาสน์ลั่วหลาน ไม่ว่าตอนนี้เขาจะมีสิทธิ์มีเสียงในคฤหาสน์มากน้อยเพียงใด แต่อย่างน้อยก็ไม่มีใครกล้าตั้งคำถามกับสถานะนี้ของเขา
แน่นอนว่าหลี่ลั่วไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ตราบใดที่สามารถทำให้เรือนซีหยางตกเป็นของเขาได้โดยเร็วและทำเงินมาเติมเต็มให้กับเขาที่กำลังขาดทุนอย่างหนักได้ เขาก็ไม่รังเกียจที่จะเป็นวัตถุมงคลให้สักหน่อย
“ไปกันเถอะ”
เขาหยิบกล่องขึ้นมาพร้อมกับยิ้มให้ไช่เวย
…
ห้างสมบัติมังกรทองที่หรูหราโอ่อ่ายังคงคึกคักเหมือนเคย กล่าวได้ว่าเป็นสถานที่ยอดนิยมของนครหนานเฟิงเลยเหมือนกัน
หลี่ลั่วและไช่เวยเดินเข้าไปในห้างสมบัติ มีสาวใช้เดินเข้ามาต้อนรับอย่างนอบน้อม เมื่อรู้ว่าพวกเขาต้องการพบประธานหลี่ว์ ก็แจ้งกับพวกเขาทันทีว่าตอนนี้ประธานหลี่ว์กำลังติดต้อนรับแขกอยู่ ต้องรอสักพัก
ทั้งสองไม่ได้คิดอะไรมาก ไปหาที่นั่งรอในห้องรับรองแขกเลย
แต่หลังจากนั่งลงได้ไม่นาน หลี่ลั่วก็เห็นท่อนขาเรียวยาวคู่หนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า เมื่อสายตาเลื่อนขึ้นไปแล้ว ใบหน้าอันงดงามของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็ปรากฏสู่สายตา
วันนี้หลี่ว์ชิงเอ๋อร์สวมกระโปรงสั้นสีดำ ท่อนขาที่ขาวราวกับหิมะนั้นสะดุดตาพอสมควร ผมยาวสลวยที่ปล่อยลงมายิ่งขับให้นางดูสูงเพรียวเรียวบาง
“คุณชายน้อยมาที่นี่ มีธุระอันใดหรือ?” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ถามด้วยความสงสัย
“มาคุยธุระกับประธานหลี่ว์น่ะ” หลี่ลั่วยิ้มกล่าว
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์มองไปที่กล่องข้างๆ หลี่ลั่วแล้วกล่าว “น้ำยาเขียวครามระดับหนึ่งหรือ?”
เห็นได้ชัดว่านางก็รู้เรื่องที่ห้างสมบัติมังกรทองต้องการซื้อน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งเช่นกัน
หลี่ลั่วพยักหน้า
“เรื่องแค่นี้ถึงกับให้คุณชายน้อยลงมือด้วยตัวเองเลยหรือ?” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กล่าว ถึงน้ำยาเขียวครามระดับหนึ่งจะมีคุณภาพสูงมากเพียงใด ก็ยังเป็นแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่ว่าจะสำหรับคฤหาสน์ลั่วหลานหรือห้างสมบัติมังกรทองแล้ว มันก็ไม่ใช่ของล้ำค่าอะไรเลย
“เจ้าไม่เข้าใจความลำบากของคุณชายตกอับอย่างข้าหรอก” หลี่ลั่วถอนหายใจแล้วกล่าวเสียงเบา
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ยิ้มโดยไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ออกมา จากนั้นก็หันไปมองไช่เวยที่งดงามและดูเป็นผู้ใหญ่เปี่ยมเสน่ห์ที่อยู่ข้างๆ ก่อนจะกล่าวว่า “พี่สาวคนนี้ช่างงดงามจริงๆ คฤหาสน์ลั่วหลานเลือกผู้จัดการแต่ละคนต้องมีคุณสมบัติเพียบพร้อมขนาดนี้เลยหรือ?”
ไช่เวยมองหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ด้วยรอยยิ้มบางๆ แล้วกล่าว “เจ้าเองก็งดงามมากเช่นกัน ในวิทยาลัยหนานเฟิงคงมีคนมาตามจีบมากมายเลยสินะ ไม่ทราบว่าในนั้นมีคุณชายน้อยรวมอยู่ด้วยหรือไม่?”
หลี่ลั่วกระแอมไอหนึ่งทีแล้วกล่าวว่า “อย่าพูดเรื่องไร้สาระ”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กล่าว “เช่นนั้นข้าพาทั้งสองไปพบลุงสองของข้าก็แล้วกัน ตอนนี้เขากำลังต้อนรับคนของตระกูลซ่งอยู่ น่าจะเป็นเพราะเรื่องที่ทางห้างสมบัติมังกรทองจะรับน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งเข้ามาขายในห้างสมบัติเหมือนกัน ทางตระกูลซ่งเป็นฝ่ายติดต่อเข้ามาเอง เสนอแสงวิเศษตะวันฉายระดับหนึ่งของพวกเขาเรือนซงจื่อ”
หลี่ลั่วกับไช่เวยมองหน้ากัน ไม่นึกเลยว่าทางตระกูลซ่งก็เล็งเห็นโอกาสนี้ด้วย ดูท่าพวกมันก็ไม่ได้โง่เหมือนกัน รู้จักอาศัยชื่อของห้างสมบัติมังกรทองมาส่งเสริมชื่อเสียงให้กับสินค้าของตัวเองเช่นกัน
“เข้าไปตอนนี้จะไม่ไปรบกวนการเจรจาของพวกเขาหรือ?” หลี่ลั่วกล่าวด้วยท่าทางเกรงใจเล็กน้อย แต่ตัวเขากลับลุกขึ้นยืนแล้ว ค่อนข้างจริงใจเลยทีเดียว
“อย่างไรเสียก็ยังตกลงกันไม่ได้อยู่แล้ว”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กล่าวอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะหันหลังเดินนำทางไป “แต่เจ้าก็น่าจะรู้นะว่าคุณภาพของแสงวิเศษตะวันฉายของเรือนซงจื่อเป็นอย่างไร ถึงแม้ว่าข้าจะพาเจ้าเข้าไปได้ แต่หากเจ้าอยากให้ลุงสองของข้าเปลี่ยนใจ ก็ขึ้นอยู่กับว่าน้ำยาเขียวครามของเรือนซีหยางพวกเจ้ามีคุณภาพมากพอหรือไม่”
“ข้าหลี่ลั่วทำการอันชอบธรรมมาโดยตลอด ไม่เคยใช้เส้นสายหรือติดสินบน” หลี่ลั่วกล่าวด้วยท่าทางจริงจัง
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์แค่นเสียงเบาๆ ไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงด้วย พาทั้งสองคนเดินผ่านทางเดินไปจนถึงห้องรับรองแขกห้องหนึ่ง แต่ทันทีที่ไปถึงก็บังเอิญเจอเข้ากับบุคคลที่คุ้นเคยคนหนึ่งกำลังเดินออกมาพอดี
“ซ่งอวิ๋นเฟิง?” หลี่ลั่วเลิกคิ้วขึ้น คนคนนั้นกลับกลายเป็นซ่งอวิ๋นเฟิง
ซ่งอวิ๋นเฟิงเองก็เห็นหลี่ลั่วเช่นกัน ตอนแรกเขาก็ตกใจไปครู่หนึ่งก่อนจะขมวดคิ้วแน่นแล้วมองไปที่หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ “ชิงเอ๋อร์ เจ้าพาหลี่ลั่วมาที่นี่ทำไม?”
“หลี่ลั่วนัดหมายกับลุงสองของข้าเอาไว้แล้ว พอเขามาถึงข้าก็เลยพาเขามาที่นี่” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กล่าวอย่างไม่เปลี่ยนสีหน้า
หลี่ลั่วมองไปที่ใบหน้าอันงดงามของนาง ผู้หญิงยิ่งสวยยิ่งโกหกไม่กะพริบตาจริงๆ แต่… ทำได้ดีมาก!
ซ่งอวิ๋นเฟิงมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเชื่อหรือไม่ แต่ถึงแม้จะไม่เชื่อก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เพราะที่นี่คือห้างสมบัติมังกรทอง ไม่ใช่ตระกูลซ่ง
สุดท้าย เขาก็ทำได้เพียงมองหลี่ว์ชิงเอ๋อร์เดินเข้าไป จากนั้นก็มองไปที่กล่องในมือหลี่ลั่วครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสียงเรียบว่า “หลี่ลั่ว อย่าเสียแรงเปล่าเลย เรือนซีหยางของเจ้าไม่มีทางสู้เรือนซงจื่อของพวกข้าได้หรอก”
หลี่ลั่วยิ้มกล่าว “มันก็ไม่แน่เสมอไป เจ้าเคยคิดไหมล่ะว่าข้าจะสามารถเสมอกับเจ้าได้?”
ซ่งอวิ๋นเฟิงโกรธจนหน้าดำคร่ำเครียด ดวงตามีเพลิงแห่งความโกรธแค้นลุกโชน ราวกับต้องการจะกลืนกินหลี่ลั่วทั้งเป็น
แต่หลี่ลั่วก็ไม่สนใจมันอีก เดินเข้าไปในห้องพร้อมกับไช่เวย