อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 2 บทที่ 40 สกัดดาวรุ่งเรือนซงจื่อ (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 2 บทที่ 40 สกัดดาวรุ่งเรือนซงจื่อ (อัปเดต)
ภายในห้องรับแขกอันกว้างขวาง แสงไฟสว่างไสว ประธานหลี่ว์ผู้มีรูปร่างท้วมกำลังนั่งอยู่ด้านบนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ส่วนที่นั่งด้านซ้ายมือของเขามีเงาร่างของบุรุษวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่กำยำนั่งอยู่ บรรยากาศรอบตัวดูไม่ธรรมดา
เป็นประมุขตระกูลซ่ง ซ่งซาน
เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังสนทนากันอยู่ การปรากฏตัวขึ้นของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่พาหลี่ลั่วและไช่เวยเดินตามเข้ามา ทำให้การสนทนาต้องหยุดชะงักลง สายตาของซ่งซานมองมาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
และเมื่อเขาเห็นหลี่ลั่วกับไช่เวย รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็พลันหุบลง สีหน้าเริ่มเย็นชา
ประธานหลี่ว์เองก็รู้สึกงุนงงเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ลุงสอง คนของคฤหาสน์ลั่วหลานมาถึงแล้ว”
ประธานหลี่ว์มองไปที่ดวงตาของหลานสาวตัวเองก่อนจะยิ้มเจื่อนออกมา แต่เขาก็ยังมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็ว พยักหน้าพร้อมกับยิ้มกล่าว “ในเมื่อมาถึงแล้ว ก็เชิญนั่งก่อนเถิด”
ซ่งซานวางถ้วยชาในมือลงอย่างไม่เบาไม่หนัก สบตากับประธานหลี่ว์พร้อมกับขมวดคิ้วกล่าว “ประธานหลี่ว์ นี่มันหมายความว่าอย่างไร?”
ประธานหลี่ว์หัวเราะแห้งๆ พร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ประมุขซ่งไม่ต้องคิดมาก ห้างสมบัติมังกรทองของพวกเรายึดหลักว่ามิตรไมตรีย่อมนำมาซึ่งความมั่งคั่ง แต่ขณะเดียวกัน พวกเราก็ยังมีหลักการอีกอย่างหนึ่งด้วยคือ สิ่งของที่ขายออกจากห้างสมบัติมังกรทองไป ย่อมต้องเป็นของดี”
“แม้ว่าน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งจะมีระดับค่อนข้างต่ำ แต่ในเมื่อมันเข้ามาอยู่ในห้างสมบัติมังกรทองของพวกเราแล้วก็ต้องเป็นของชั้นดีด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นจะทำให้ชื่อเสียงของห้างสมบัติมังกรทองของพวกเราเสียหายได้ ดังนั้น พวกเราจึงต้องเลือกเฟ้นอย่างดี”
หลี่ลั่วกับไช่เวยนั่งลงพยักหน้าเห็นด้วย “ประธานหลี่ว์กล่าวมีเหตุผล”
สีหน้าของซ่งซานบูดบึ้ง เขากวาดตามองหลี่ลั่วกับไช่เวยอย่างเย็นชาครู่หนึ่งก่อนจะเก็บอารมณ์ กล่าวอย่างไม่ทุกข์ร้อน “ประธานหลี่ว์ เรื่องแบบนี้ไม่เห็นต้องเสียเวลาเลย น้ำยาเขียวครามของเรือนซีหยางถูกแสงวิเศษตะวันฉายของเรือนซงจื่อเราคุณภาพแซงหน้าไปแล้ว ความห่างชั้นของพลังเกลาอัตลักษณ์ ข้าคิดว่าประธานหลี่ว์ก็น่าจะตรวจสอบมาแล้ว”
“ข้าพูดตรงๆ เลยนะ ในมณฑลเทียนสู่แห่งนี้ ไม่มีทางหาซื้อน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งที่มีพลังเกลาอัตลักษณ์สูงกว่าของเรือนซงจื่อข้าได้อย่างแน่นอน”
“หากประธานหลี่ว์คิดว่าเรือนซีหยางเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าจริงๆ ละก็ บอกมาตรงๆ เลยก็ได้ เรือนซงจื่อของข้าจะถอนตัวออกไปเอง”
ต้องยอมรับเลยว่าประมุขตระกูลซ่งผู้นี้มีฝีมืออยู่บ้างจริงๆ คำพูดคำจาของเขานั้นไม่แข็งไม่อ่อนจนเกินไป เปี่ยมด้วยพลัง
ประธานหลี่ว์หัวเราะออกมา “ประมุขซ่งอย่าเพิ่งโกรธไปเลย ข้าเองก็รู้ว่าคุณภาพของแสงวิเศษตะวันฉายของเรือนซงจื่อนั้นยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่อย่างน้อยก็ต้องให้โอกาสคนอื่นได้แสดงผลงานด้วยเหมือนกันมิใช่หรือ? หากสุดท้ายแล้วเรือนซงจื่อดีที่สุดจริงๆ ข้าจะขอโทษประมุขซ่งก็แล้วกัน”
เมื่อซ่งซานได้ยินดังนั้น สีหน้าของเขาก็ดีขึ้นไม่น้อย จากนั้นก็สนทนากับประธานหลี่ว์อย่างผ่อนคลายอีกสองสามประโยค แต่สายตาที่เขาแอบมองไปที่หลี่ลั่วและไช่เวยเป็นครั้งคราวนั้นกลับแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ
เขารู้เรื่องราวของเรือนซีหยางเป็นอย่างดี ตอนนี้ตำแหน่งประธานยังว่าง ทำให้เหยียนหลิงชิงกับจวงอี้ต่างก็แย่งชิงตำแหน่งกันอย่างดุเดือด ดังนั้นภายในเรือนซีหยางตอนนี้จึงยังวุ่นวายอยู่ แต่หลี่ลั่วกลับยังคิดจะมาแข่งกับเรือนซงจื่อของเขาที่ห้างสมบัติมังกรทองแห่งนี้อีก นับว่าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย คิดว่าตำแหน่งคุณชายน้อยแห่งคฤหาสน์ลั่วหลานจะมีประโยชน์สักแค่ไหนเชียว?
ซ่งอวิ๋นเฟิงนั่งลงข้างๆ ซ่งซาน เตรียมตัวดูฉากเด็ดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ส่วนหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็ยืนอยู่ข้างๆ ประธานหลี่ว์ รูปร่างของนางสูงโปร่ง หน้าตาอ่อนหวานบริสุทธิ์ ถือเป็นเสน่ห์ที่แตกต่างจากไช่เวยโดยสิ้นเชิง
ทว่าในดวงตาของนางกลับมีความกังวลใจและความสงสัยแฝงอยู่เสี้ยวหนึ่ง เพราะนางรู้ดีว่าหากหลี่ลั่วไม่สามารถนำน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งชั้นเลิศออกมาได้จริงๆ ละก็ วันนี้ลุงสองของนางไม่มีทางเลือกเรือนซีหยางอย่างแน่นอน
ส่วนซ่งซานกับซ่งอวิ๋นเฟิงนั้น ย่อมต้องรอดูพวกเขากลายเป็นตัวตลกอย่างไม่ต้องสงสัย
ในตอนนี้ หลังจากที่ประธานหลี่ว์ปลอบใจซ่งซานเสร็จแล้ว เขาก็หันไปมองหลี่ลั่วกับไช่เวยพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ทั้งสองเองก็น่าจะรู้เงื่อนไขของห้างสมบัติมังกรทองของพวกเราอยู่แล้วสินะ?”
“ถึงแม้ว่าน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งจะมีระดับต่ำ แต่หากพลังเกลาอัตลักษณ์ต่ำกว่าห้าจุดห้าละก็ ทางห้างสมบัติมังกรทองของพวกเราจะไม่รับพิจารณาเด็ดขาด”
ไช่เวยยิ้มหวานพร้อมกล่าว “ประธานหลี่ว์ หากข้าจำไม่ผิด แสงวิเศษตะวันฉายของเรือนซงจื่อ พลังเกลาอัตลักษณ์น่าจะแค่ห้าจุดหกสินะ?”
“แค่?” ซ่งซานขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ “ผู้จัดการไช่นี่พูดโอ้อวดไม่เบาเลย น้ำยาเขียวครามของเรือนซีหยาง ก่อนหน้านี้เหมือนว่าจะ ‘สูงตั้ง’ ห้าจุดสามสินะ?”
“ประมุขซ่งก็ทราบดีนี่ว่านั่นมันเรื่องในอดีต” ไช่เวยยิ้มบางๆ
หลี่ลั่วที่อยู่ด้านข้างได้วางกล่องไม้ที่ถืออยู่ในมือลงบนโต๊ะ จากนั้นก็เปิดออกเผยให้เห็นน้ำยาเขียวครามสี่สิบขวดที่บรรจุอยู่ภายใน
“ประธานหลี่ว์ เชิญท่านชม น้ำยาเขียวครามฉบับปรับปรุงของเรือนซีหยาง พลังเกลาอัตลักษณ์อยู่ที่… หกจุด” เสียงพูดอันไพเราะอ่อนหวานของไช่เวยดังก้องไปทั่วทั้งห้อง
“หกจุด?”
สีหน้าของประธานหลี่ว์กับซ่งซานพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย คนแรกทำสีหน้าเคลือบแคลงสงสัย ส่วนคนหลังนั้นกลับหัวเราะเยาะออกมาอย่างเย็นชา
ประธานหลี่ว์โบกมือ สาวใช้คนหนึ่งก็เดินเข้ามาทันที ในมือของนางถือเข็มทดสอบเอาไว้ จากนั้นก็นำเข็มไปจิ้มลงในขวดน้ำยาเขียวครามขวดหนึ่งต่อหน้าประธานหลี่ว์ ซ่งซาน และคนอื่นๆ ซึ่งเข็มวัดบนนั้นก็หยุดลงที่เลขหกจุดพอดี
“พลังเกลาอัตลักษณ์หกจุดจริงๆ ด้วย?” ประธานหลี่ว์กล่าวด้วยความประหลาดใจ
ซ่งซานกล่าวอย่างเย็นชา “เรือนซีหยางลงทุนไม่น้อยเลยนะ แต่ไม่ทราบว่าน้ำยาเขียวครามพวกนี้เป็นฝีมือของนักเกลาอัตลักษณ์ระดับสามหรือว่าเป็นฝีมือของนักเกลาอัตลักษณ์ระดับสี่ของเรือนซีหยางกันแน่?”
ประธานหลี่ว์ครุ่นคิด น้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งเพราะมีระดับไม่สูงนัก หากได้นักเกลาอัตลักษณ์ระดับสามหรือระดับสี่เป็นคนหลอมสร้างขึ้นมาละก็ การจะทำให้คุณภาพสูงถึงหกจุดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่การให้นักเกลาอัตลักษณ์ระดับนี้มาหลอมสร้างน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งนั้น ถือเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองอย่างมาก
เอาเวลาแบบนี้ไปหลอมสร้างน้ำยาแสงวิเศษระดับสามไม่ดีกว่าหรือ? ประโยชน์ที่ได้รับย่อมต้องมากกว่าระดับหนึ่งหลายเท่า
ความหมายในคำพูดของซ่งซานก็คือ มันสงสัยว่าเรือนซีหยางยอมลงทุนให้นักเกลาอัตลักษณ์ระดับสามของตัวเองมาหลอมสร้างน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งขึ้นมาชุดหนึ่ง
ประธานหลี่ว์หันไปมองหลี่ลั่วกล่าวว่า “คุณชายน้อย สิ่งที่ห้างสมบัติมังกรทองของพวกเราต้องการไม่ใช่แค่สินค้าชุดเดียว พวกเราต้องการสั่งซื้อระยะยาว หากเรือนซีหยางไม่สามารถจัดหาน้ำยาเขียวครามคุณภาพระดับนี้ได้อย่างต่อเนื่องละก็ เกรงว่าจะไม่ค่อยดีนัก”
ซ่งซานยกถ้วยชาขึ้นจิบสองสามคำด้วยสีหน้าเรียบเฉย แน่นอนเขาไม่เชื่ออยู่แล้วว่าเรือนซีหยางจะมีความสามารถในการผลิตน้ำยาเขียวครามที่มีพลังเกลาอัตลักษณ์ถึงหกจุดได้อย่างต่อเนื่อง หรือว่าพวกมันจะยอมเสียสละเวลาของนักเกลาอัตลักษณ์ระดับสามมาหลอมสร้างน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งไปตลอดกัน? หากเป็นเช่นนั้นเกรงว่าไม่นานเรือนซีหยางคงต้องปิดตัวลงอย่างแน่นอน
หลี่ลั่วที่เผชิญกับสายตาเคลือบแคลงสงสัยของประธานหลี่ว์นั้น กลับมีสีหน้าสงบนิ่งกล่าวเพียงแค่ว่า “ประธานหลี่ว์วางใจเถิด ทางคฤหาสน์ลั่วหลานของข้าอย่างน้อยก็มีกิจการใหญ่โตพอตัว คงไม่ทำเรื่องโง่เขลาเพื่อผลกำไรเล็กน้อยเช่นนี้หรอก ส่วนเรื่องที่ให้นักเกลาอัตลักษณ์ระดับสามหรือระดับสี่ของเรือนซีหยางมาหลอมสร้างน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งนั้น เรื่องโง่งมเช่นนี้ ทางคฤหาสน์ลั่วหลานของข้ายิ่งไม่มีทางทำเด็ดขาด”
“หากประธานหลี่ว์เลือกน้ำยาเขียวครามแล้ว ข้ารับประกันเลยว่า ต่อไปเรือนซีหยางจะสามารถจัดหาให้ได้อย่างต่อเนื่องแน่นอน อีกทั้งพลังเกลาอัตลักษณ์จะต้องไม่ต่ำกว่าหกจุด… ยิ่งไปกว่านั้น น้ำยาเขียวครามที่เรือนซีหยางจะวางขายในอนาคต ล้วนแล้วจะเป็นรุ่นปรับปรุงทั้งสิ้น น้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งในมณฑลเทียนสู่แห่งนี้ ในอนาคตน้ำยาเขียวครามจะต้องกลายเป็นของดีที่สุดแน่นอน”
เมื่อได้เห็นสีหน้าสงบนิ่งของหลี่ลั่ว ประธานหลี่ว์ก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย การที่หลี่ลั่วกล้ารับปากเช่นนี้ หรือว่าน้ำยาเขียวครามของเรือนซีหยางจะสามารถยกระดับขึ้นมาได้ถึงระดับนี้จริง ไม่ใช่เพราะพึ่งพานักเกลาอัตลักษณ์ระดับสามอย่างนั้นหรือ?
และคนที่ตกใจไม่ได้มีเพียงแค่เขาเท่านั้น แม้แต่ซ่งซานกับซ่งอวิ๋นเฟิงก็พลันชะงักไปครู่หนึ่ง บรรยากาศของหลี่ลั่วในตอนนี้ดูทรงพลังมาก ไม่เหมือนกับกำลังโอ้อวดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย
ซึ่งก็ทำให้แม้แต่ซ่งซานก็ยังอดสงสัยอย่างไม่ได้ หรือว่าน้ำยาเขียวครามของเรือนซีหยางจะสามารถยกระดับขึ้นมาถึงระดับนี้ได้จริงๆ?
แต่เป็นไปได้อย่างไรกัน!
เมื่อครึ่งเดือนก่อน น้ำยาเขียวครามของเรือนซีหยางยังมีพลังเกลาอัตลักษณ์แค่ห้าจุดสองอยู่เลย จะสามารถยกระดับขึ้นมาถึงหกจุดได้ภายในเวลาสั้นๆ เพียงแค่ครึ่งเดือนได้อย่างไร?!
แต่หากไม่ใช่แบบนี้ หลี่ลั่วจะไปเอาความมั่นใจว่าจะจัดหาน้ำยาเขียวครามที่มีพลังเกลาอัตลักษณ์ถึงหกจุดได้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้มาจากไหนกัน?
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ ส่วนหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็มองไปที่น้ำยาเขียวครามกล่องนั้นด้วยความสนใจ ถึงแม้ว่านางจะรู้สึกประหลาดใจมากเช่นกัน แต่ด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง ทำให้นางรู้สึกว่าเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับหลี่ลั่วก็เป็นได้?
ประธานหลี่ว์หยิบน้ำยาเขียวครามขึ้นมาขวดหนึ่งด้วยมืออ้วนท้วม คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาบนใบหน้ากลมๆ เขามองไปที่ซ่งซานพร้อมกล่าวด้วยท่าทางรู้สึกผิดเล็กน้อย “ประมุขซ่ง ดูท่าว่าครั้งนี้พวกเราคงไม่ได้ร่วมงานกันแล้ว”
เมื่อซ่งซานได้ยินดังนั้น เขาก็ไม่ได้โกรธแต่อย่างใด กลับวางถ้วยชาลงพร้อมเผยรอยยิ้มออกมา “ประธานหลี่ว์พูดอะไรเช่นนั้น ในอนาคตยังมีโอกาสอีกมากอยู่แล้ว”
“ในเมื่อประธานหลี่ว์เลือกแล้ว เช่นนั้นข้าก็ขอตัวก่อนละ ฮ่าฮ่า หากในอนาคตการส่งมอบสินค้าของเรือนซีหยางเกิดปัญหาขึ้นละก็ ประธานหลี่ว์สามารถติดต่อมาที่เรือนซงจื่อเราได้ทุกเมื่อ”
ซ่งซานผู้นี้แสดงให้เห็นถึงบุคลิกของผู้นำตระกูลอย่างชัดเจน เขาไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าเพียงเพราะถูกหลี่ลั่วสกัดดาวรุ่งครั้งเดียว ในทางกลับกัน เขายังหันไปยิ้มให้หลี่ลั่วพร้อมกล่าวว่า “คุณชายน้อยช่างเป็นคนหนุ่มที่เก่งกาจจริงๆ ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้ที่วิทยาลัยเคยประลองกับอวิ๋นเฟิงจนผลออกมาเสมอกันได้ด้วย ดูท่าว่าคฤหาสน์ลั่วหลานในมือของคุณชายน้อยจะยังคงมีอนาคตรุ่งเรืองได้เหมือนเดิม”
หลี่ลั่วยิ้มรับ “แค่ดวงดีเท่านั้น”
ซ่งซานยิ้มออกมา ไม่ได้พูดอะไรต่อ พาซ่งอวิ๋นเฟิงที่มีสีหน้าบึ้งตึงหันหลังเดินจากไป
หลังจากที่ซ่งซานกับลูกชายจากไปแล้ว ประธานหลี่ว์ก็หันมายิ้มให้หลี่ลั่วเช่นกัน “ก่อนหน้านี้เคยได้ยินชิงเอ๋อร์เล่าให้ฟังว่าคุณชายน้อยสามารถแก้ไขปัญหาไร้อัตลักษณ์ได้แล้ว ยินดีด้วยจริงๆ”
“ส่วนเรื่องน้ำยาเขียวคราม พวกเรามาลงนามทำสัญญากันก่อนเถอะ”
ไช่เวยรีบเดินเข้ามาทันที จากนั้นจัดการรายละเอียดในสัญญากับประธานหลี่ว์เล็กน้อย
ส่วนหลี่ลั่วก็ใช้เวลาตอนที่พวกเขากำลังยุ่งอยู่ บิดขี้เกียจเล็กน้อย ซึ่งหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็ได้เดินเข้ามาหาพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ยินดีด้วยนะ”
“ต้องขอบคุณเจ้าจริงๆ ไม่อย่างนั้นเรื่องวันนี้อาจจะยุ่งยากกว่านี้ก็ได้” หลี่ลั่วกล่าวขอบคุณ หากไม่ใช่เพราะหลี่ว์ชิงเอ๋อร์พาเขามาที่นี่โดยตรง หากปล่อยให้ห้างสมบัติมังกรทองเซ็นสัญญากับตระกูลซ่งไปแล้วละก็ เกรงว่าเรื่องวันนี้อาจจะไม่สำเร็จก็ได้
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์โบกมือปฏิเสธ ก่อนจะเตือนว่า “แต่เจ้าก็ต้องทุ่มเทให้กับการสอบใหญ่ของวิทยาลัยที่กำลังจะมาถึงด้วยนะ เจ้าเองก็รู้ว่าหากไม่ได้รับเลือกให้เข้าเรียนในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงละก็ นั่นต่างหากถึงจะเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่”
หลี่ลั่วได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
อยู่ๆ หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็กล่าวว่า “ช่วงนี้ว่างหรือเปล่า? พอถึงวันหยุดแล้วก็ไม่มีใครประลองฝีมือกับข้าเลย ถ้าเจ้าว่าง พวกเรามาประลองกันหน่อยก็ได้ ถือว่าแลกเปลี่ยนความรู้กัน”
หลี่ลั่วกล่าวอย่างจนใจ “ให้ข้าไปเป็นกระสอบทรายให้เจ้าหรือ? ไม่เอาไม่เอา”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็จ้องมองหลี่ลั่วอยู่ครู่หนึ่งด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
…
บนรถม้าของตระกูลซ่งที่อยู่นอกห้างสมบัติมังกรทอง
เมื่อไม่มีใครอยู่แล้ว สีหน้าของซ่งซานก็บูดบึ้งลงอย่างเห็นได้ชัด ช่วงที่ผ่านมานี้เรือนซีหยางถูกพวกเขากดดันอย่างหนัก แต่ไม่คิดเลยว่าจู่ๆ พวกมันกลับพลิกสถานการณ์กลับมาได้อย่างรวดเร็ว เล่นงานเขากลับอย่างเจ็บแสบ
ถึงแม้ว่าการร่วมมือกับห้างสมบัติมังกรทอง น้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งเหล่านี้จะมีมูลค่าไม่มากนัก แต่ประเด็นสำคัญคือมันจะช่วยเพิ่มชื่อเสียงให้กับแสงวิเศษตะวันฉายของพวกเขา และจะเป็นประโยชน์ต่อการครองตลาดน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่ในอนาคต
แต่ตอนนี้กลับถูกหลี่ลั่วทำลายแผนไปเสียแล้ว
“พ่อ หรือว่าเรือนซีหยางจะสามารถผลิตน้ำยาเขียวครามที่มีพลังเกลาอัตลักษณ์ถึงหกจุดได้อย่างต่อเนื่องจริงๆ?” ซ่งอวิ๋นเฟิงเอ่ยถามอย่างเหลือเชื่อ
ซ่งซานกล่าวอย่างเย็นชา “รอดูต่อไปเดี๋ยวก็รู้เอง”
“น่าแค้นใจจริงๆ พวกเราลงทุนลงแรงไปตั้งขนาดนั้น ถึงกับต้องขอร้องให้พี่สาวใช้เส้นสายช่วยติดต่อปรมาจารย์นักเกลาอัตลักษณ์มาปรับปรุงสูตรแสงวิเศษตะวันฉายได้ แต่ผลลัพธ์กลับ…” ซ่งอวิ๋นเฟิงกล่าวด้วยความโกรธเคือง
“มันก็แค่น้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งเท่านั้น” ซ่งซานส่ายหน้าพร้อมกล่าวว่า “ต่อให้เรือนซีหยางจะชนะไปครั้งหนึ่ง แต่พวกมันก็ไม่มีทางสู้เรือนซงจื่อของพวกเราได้หรอก”
“พี่สาวของเจ้าส่งจดหมายมาแล้ว นางจะรีบกลับมายังนครหนานเฟิง เมื่อถึงเวลานั้น นางจะเข้ามารับช่วงดูแลเรือนซงจื่อเอง จะต้องโค่นเรือนซีหยางได้แน่”
เมื่อซ่งอวิ๋นเฟิงได้ยินดังนั้นก็เผยสีหน้าดีใจออกมาทันที พี่สาวของเขาซ่งชิวอวี่ ก่อนหน้านี้ก็ได้ไปศึกษาที่ของสาขาเกลาอัตลักษณ์ของวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงมาเหมือนกัน และผลงานของนางก็โดดเด่นมากด้วย หากนางกลับมาละก็ เรือนซงจื่อของพวกเขาก็จะมีความมั่นใจมากขึ้น
“ตอนนี้สิ่งที่เจ้าต้องให้ความสำคัญมากที่สุดคือการสอบใหญ่ของวิทยาลัย ข้าหวังว่าในการสอบครั้งนี้เจ้าจะสามารถกู้หน้ากลับคืนมาได้” ซ่งซานกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“แล้วก็อีกสองวันข้าจะไปที่จวนผู้ว่ามณฑลสักหน่อย ซือคง บุตรชายของผู้ว่ามณฑลเป็นนักศึกษาอันดับหนึ่งของวิทยาลัยตงยวน อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้า เจ้าไปพูดคุยผูกมิตรไว้หน่อยก็ดี”
“จวนผู้ว่ามณฑล?”
ซ่งอวิ๋นเฟิงชะงักไป ซือคง ว่ากันว่าเป็นบุคคลที่วิทยาลัยหนานเฟิงครั่นคร้ามมากที่สุดในการสอบใหญ่ครั้งนี้ อีกทั้งเขายังมีฐานะเป็นถึงบุตรชายผู้ว่ามณฑล ทำให้เขากลายเป็นคุณชายที่ทรงอิทธิพลที่สุดในมณฑลเทียนสู่ไปโดยปริยาย ส่วนคนที่สามารถมีฐานะเหนือกว่าเขาได้ก็มีเพียงหลี่ลั่ว คุณชายน้อยแห่งคฤหาสน์ลั่วหลานเท่านั้น
แน่นอนว่า หมายถึงเฉพาะตอนที่คฤหาสน์ลั่วหลานอยู่ในยุครุ่งเรือง
ส่วนหลี่ลั่วในตอนนี้ เมื่อเทียบกับซือคงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฐานะหรือชื่อเสียงก็ล้วนด้อยกว่าคนละระดับกันเลย