อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 2 บทที่ 45 สวนไป๋หลิง (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 2 บทที่ 45 สวนไป๋หลิง (อัปเดต)
สวนไป๋หลิงตั้งอยู่บริเวณชานเมืองของนครหนานเฟิง ด้านหลังติดกับภูเขาไป๋หลิง ที่นี่ถูกใช้เป็นสนามสอบของการสอบใหญ่ประจำวิทยาลัยมาหลายครั้งแล้ว
ในวันที่สอง หลี่ลั่วและคนอื่นๆ ก็ได้เดินทางไปยังสวนไป๋หลิงภายใต้การนำของครูที่ปรึกษาหลินเฟิงและครูที่ปรึกษาสวีซานเยว่ หลังจากเตรียมการกันอย่างพร้อมเพรียงแล้ว
เมื่อพวกเขามาถึงสวนไป๋หลิง กลับพบว่าด้านนอกนั้นมีผู้คนพลุกพล่านเต็มไปหมด แผงลอยหลากหลายรูปแบบตั้งเรียงรายเป็นถนนยาวเหยียด ทอดยาวออกไปทั้งสี่ทิศทาง คึกคักอย่างมาก
แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร การสอบใหญ่ประจำวิทยาลัยนั้นถือเป็นงานใหญ่ประจำมณฑล ถึงแม้ว่าผู้เข้าร่วมจะเป็นเพียงแค่นักศึกษาระดับหัวกะทิจากวิทยาลัยต่างๆ แต่ก็เพราะเหตุนี้เอง ถึงยิ่งทำให้การสอบใหญ่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ทุกคนต่างก็อยากเห็นว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากตระกูลไหนกันแน่ที่สามารถทะยานขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่ได้
นั่นคือเกียรติยศสูงสุดของผู้เยาว์คนหนึ่งแล้ว
กลุ่มของหลี่ลั่วได้เข้าไปในสวนไป๋หลิง จากนั้นก็รู้สึกว่าบรรยากาศยิ่งร้อนระอุขึ้นกว่าเดิม เสียงจอแจมากมายดังมาจากทุกสารทิศ และการปรากฏตัวของพวกเขาก็ได้ดึงดูดความสนใจจากผู้คนจำนวนมากไปทันที อย่างไรเสีย ชื่อเสียงของวิทยาลัยหนานเฟิงในมณฑลเทียนสู่ก็โด่งดังไม่น้อยเลยทีเดียว
“นั่นคือยี่สิบอันดับแรกของวิทยาลัยหนานเฟิงรุ่นนี้หรือ?”
“ว้าว พี่สาวน้อยผมยาวคนสวยคนนั้นก็คือหลี่ว์ชิงเอ๋อร์สินะ? ได้ยินมาว่านางเป็นอันดับหนึ่งของวิทยาลัยหนานเฟิงด้วย”
“การสอบใหญ่ประจำวิทยาลัยในปีนี้ นางน่าจะได้อันดับหนึ่งนะ”
“ก็ไม่แน่หรอก นักศึกษาที่ชื่อซือคงจากวิทยาลัยตงยวนเองก็แข็งแกร่งไม่ใช่เล่น อาจจะไม่ด้อยไปกว่าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็ได้”
“หลี่ลั่วของวิทยาลัยหนานเฟิงคือคนไหน? ได้ยินมาว่าเจียงชิงเอ๋อร์เป็นคู่หมั้นของมันหรือ? น่าโมโหจริงๆ บังอาจมาทำให้เทพธิดาของข้าต้องแปดเปื้อน”
“นั่นไง คนที่หน้าตาดีที่สุดคนนั้น ก็คือหลี่ลั่วแห่งวิทยาลัยหนานเฟิง”
“ฮึ หล่อก็จริงอยู่ แต่นอกจากหน้าตาดีแล้วมันยังมีอะไรดีอีก?”
“ยังมีทั้งเงินกับอำนาจด้วย อย่างไรเสียเขาก็เป็นคุณชายน้อยของคฤหาสน์ลั่วหลานนะ”
“ฮึ พึ่งพาภูมิหลังของตระกูลมันนับเป็นความสามารถอะไรกัน พึ่งใครก็ไม่สู้พึ่งตัวเองหรอก”
“ได้ยินมาว่าในการสอบซ้อมของวิทยาลัยหนานเฟิง เขาสามารถสู้กับซ่งอวิ๋นเฟิงที่อยู่อันดับสองจนเสมอกันได้”
“มารดามันเถอะ เจ้านี่มันน่ารำคาญจริงๆ หุบปากได้ไหม?”
“…”
เสียงพูดคุยมากมายตามทางดังเข้ามาในหูของเหล่าคนจากวิทยาลัยหนานเฟิง เห็นได้ชัดว่าหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือหลี่ว์ชิงเอ๋อร์และหลี่ลั่ว แน่นอนว่าคนแรกเป็นเพราะความแข็งแกร่ง ส่วนคนหลังเป็นเพราะชื่อเสียงอันเฉพาะตัวของเขา
บนศาลาหินที่อยู่บนเนินเขาไม่ไกลนัก มีเงาร่างสามสายยืนอยู่ตรงนั้น สายตาของพวกเขาจับจ้องไปที่กลุ่มคนจากวิทยาลัยหนานเฟิงที่กำลังเดินเข้ามาในสวนไป๋หลิง
เป็นเด็กหนุ่มสองคน เด็กสาวหนึ่งคน
เด็กหนุ่มคนหนึ่งมีร่างกายสูงใหญ่ ผมยาวสีแดงเพลิงภายใต้แสงแดดดูสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง ส่วนเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งมีหน้าตาสุภาพเรียบร้อย ร่างกายดูผอมบางเล็กน้อย
ส่วนเด็กสาวคนสุดท้ายนั้นสวมชุดสีเขียว รูปร่างอ้อนแอ้นน่ารัก หน้าตาเองก็ค่อนข้างจะงดงามเลยทีเดียว สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือรอยสักที่มีลวดลายคล้ายกับเถาวัลย์สีเขียวที่อยู่บนหลังมือทั้งสองข้างของนาง
ทั้งสามคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา เด็กหนุ่มผมแดงชื่อเซี่ยงเหลียง มาจากวิทยาลัยเฉินซีของมณฑลเทียนสู่ อีกทั้งยังเป็นอันดับหนึ่งของวิทยาลัยเฉินซีในรุ่นนี้ด้วย แข็งแกร่งอย่างมาก
เด็กหนุ่มผอมบางที่ดูสุภาพเรียบร้อยคนนั้นชื่อจงฟู่ เป็นอันดับหนึ่งของวิทยาลัยจงหยาง
ส่วนเด็กสาวตัวเล็กน่ารักในชุดสีเขียวมีชื่อว่าฉือซู เป็นอันดับหนึ่งของวิทยาลัยซีกวง
ทั้งสามคนนี้ ต่างก็เป็นผู้ที่มีโอกาสติดสิบอันดับแรกของการสอบใหญ่ประจำวิทยาลัยในครั้งนี้
“นั่นก็คือหลี่ว์ชิงเอ๋อร์สินะ? ดูท่าทางจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวไม่น้อยเลย” เซี่ยงเหลียงกล่าวด้วยเสียงดังกังวาน ในสายตาของเขาที่จับจ้องไปทางหลี่ว์ชิงเอ๋อร์นั้นเต็มไปด้วยจิตต่อสู้อันร้อนแรง
“ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายบางอย่างจากตัวนาง” จงฟู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวเสียงเบา
“อันดับหนึ่งของวิทยาลัยหนานเฟิง มันไม่เคยมีใครธรรมดาอยู่แล้ว แต่พวกเจ้าก็ต้องขอบคุณสวรรค์แล้วนะ โชคดีที่พวกเราไม่ได้อยู่ในรุ่นเดียวกับเจียงชิงเอ๋อร์ มิฉะนั้นก็เตรียมตัวแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มได้เลย” ฉือซูหัวเราะกล่าว
เซี่ยงเหลียงและจงฟู่ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง ก่อนจะถอนหายใจกล่าว “เจียงชิงเอ๋อร์น่ากลัวเกินไปจริงๆ อัตลักษณ์แสงสว่างระดับเก้า น่าขนลุกเหลือเกิน คนที่อยู่ในรุ่นเดียวกับนางนี่ช่างน่าสงสารจริงๆ”
“แต่ในวิทยาลัยหนานเฟิงรุ่นนี้ มีเพียงแค่หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กับซ่งอวิ๋นเฟิงเท่านั้นที่น่าดูแข็งแกร่ง คนอื่นๆ ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย” เซี่ยงเหลียงกล่าวด้วยความมั่นใจ
ถึงแม้ว่าวิทยาลัยที่เขาอยู่จะเทียบกับวิทยาลัยหนานเฟิงไม่ได้ แต่ด้วยเหตุนี้เอง วิทยาลัยเฉินซีจึงสามารถทุ่มทรัพยากรมากมายให้กับเขาคนเดียวได้
คนอย่างเขา แม้ว่าจะพบเห็นได้ยากในวิทยาลัยต่างๆ ของมณฑลเทียนสู่ แต่ก็ไม่ได้มีเพียงแค่เขาคนเดียวแน่นอน เพื่อดึงดูดนักศึกษาที่มีพรสวรรค์เหล่านี้ วิทยาลัยต่างๆ ล้วนยอมลงทุนอย่างมหาศาลเลยเหมือนกัน
“แล้วหลี่ลั่วล่ะ? ได้ยินมาว่าตอนสอบซ้อมมันสามารถสู้กับซ่งอวิ๋นเฟิงได้อย่างสูสีด้วย” ฉือซูกล่าว
เซี่ยงเหลียงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเยาะกล่าว “นั่นเป็นเพราะมันใช้วิธีพิเศษบางอย่างเพื่อถ่วงเวลาเอาไว้จนหมดเวลาก่อน อีกทั้งจังหวะสุดท้ายพลังอัตลักษณ์ของมันก็ถูกใช้จนหมดเกลี้ยงแล้วด้วย หากให้เวลาซ่งอวิ๋นเฟิงอีกหนึ่งวินาทีละก็ หลี่ลั่วคงต้องแพ้อย่างอนาถแล้ว”
“เพียงแค่ใช้กลอุบายเล่นตุกติกก็เท่านั้น ใช้ในการสอบใหญ่ไม่ได้หรอก”
เมื่อฉือซูได้ยินดังนั้นก็ถึงเข้าใจในทันที นางกล่าวด้วยความเสียดายเล็กน้อย “หล่อเสียของจริงๆ”
จงฟู่ที่ดูสุภาพเรียบร้อยซึ่งอยู่ข้างๆ กลับกล่าวเสียงเบาว่า “การประมาทคู่ต่อสู้เป็นเรื่องต้องห้าม การที่หลี่ลั่วสามารถสู้กับซ่งอวิ๋นเฟิงได้อย่างสูสีนั้น เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ได้ว่าตัวเขามีบางอย่างที่ไม่ธรรมดา ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย จำเป็นต้องหาทางล่อให้เขาแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาให้ได้ จึงจะสามารถขจัดปัจจัยที่ไม่แน่นอนทั้งหมดออกไปได้”
“เรื่องนี้พวกเจ้าไม่ต้องกังวล ข้าจะหาวิธีเอง”
เซี่ยงเหลียงเบะปาก กล่าวว่า “ตามใจเจ้าก็แล้วกัน”
ฉือซูกลอกตาไปมารอบหนึ่งก่อนจะกล่าว “พวกเจ้าได้รับข้อความจากซือคงแล้วใช่ไหม? เขาต้องการให้พวกเราไปเจอกันคืนนี้เพื่อหารืออะไรบางอย่าง”
เซี่ยงเหลียงพยักหน้า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับบุตรชายของผู้ว่ามณฑล และเป็นเพียงบุคคลเดียวที่สามารถต่อกรกับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์จากวิทยาลัยหนานเฟิงได้ตรงๆ ทำให้เขาเองก็รู้สึกครั่นคร้ามอย่างมากเช่นกัน
“ก็ต้องให้เกียรติเขาหน่อยเหมือนกัน”
จงฟู่เองก็พยักหน้าเบาๆ กล่าว “เป้าหมายของเขาน่าจะมุ่งไปที่วิทยาลัยหนานเฟิง ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของพวกเราพอดี อย่างไรเสียวิทยาลัยหนานเฟิงก็ครองตำแหน่งวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่มานานเกินไปแล้ว ได้รับสิทธิ์มากที่สุดทุกครั้ง หากสามารถล้มพวกเขาลงได้ มันก็จะเป็นประโยชน์ต่อวิทยาลัยของพวกเราทุกคนด้วย”
ฉือซูยิ้มกล่าว “และหากไม่มีบุคคลสำคัญอย่างเขาละก็ เกรงว่าพวกเราเองก็คงไม่มีทางร่วมมือกันได้หรอก”
ถึงแม้ว่าวิทยาลัยต่างๆ จะมุ่งเป้าไปที่วิทยาลัยหนานเฟิง แต่ระหว่างพวกเขาเองก็ยังคงมีการแข่งขันอยู่ไม่น้อยเลยเหมือนกัน ดังนั้นหากไม่มีบุคคลที่มีอำนาจเป็นคอยเป็นตัวกลางเชื่อมพวกเขาเอาไว้ละก็ การร่วมมือกันก็คงจะเกิดขึ้นได้ยากมาก
ดังนั้นการที่ซือคงออกหน้าเป็นตัวตั้งตัวตีให้ในครั้งนี้ พวกเขาย่อมต้องยินดีร่วมมืออยู่แล้ว
…
หลี่ลั่วและคนอื่นๆ ได้เข้าพักในหอพักของสวนไป๋หลิงภายใต้การนำของหลินเฟิงและสวีซานเยว่ ซึ่งหลี่ลั่วก็บังเอิญได้พักห้องเดียวกับจ้าวคั่วพอดี
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังจัดห้องอยู่นั้น อยู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูขึ้น เมื่อหลี่ลั่วเปิดประตูออก ก็พบกับใบหน้าที่ดูเสเพล ขณะเดียวกันยังได้เผยหน้ากระดาษที่อยู่ในอกเสื้อออกมาส่วนหนึ่งด้วย
“สหาย ซื้อข้อมูลไหม?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ก็ทำให้หลี่ลั่วนึกถึงพวกพ่อค้าเจ้าเล่ห์ที่ชอบมาแอบขายหนังสือแปลกๆ ที่หน้าประตูวิทยาลัยหนานเฟิงอย่างลับๆ ล่อๆ ทันที
“อวี๋ล่าง เจ้าเปลี่ยนอาชีพแล้วหรือ?” หลี่ลั่วถามด้วยรอยยิ้ม
บุคคลตรงหน้าคืออวี๋ล่างที่เคยประลองกับหลี่ลั่ว แล้วแพ้ไปพร้อมกับกระอักเลือดออกมาอย่างเกินจริงนั่นเอง
อวี๋ล่างกล่าวด้วยความไม่พอใจ “นี่คือข้อมูลลับเฉพาะเลยนะ มีข้อมูลของนักศึกษาระดับหัวกะทิจากวิทยาลัยต่างๆ และยังมีการวิเคราะห์สิบอันดับแรกของการสอบใหญ่ครั้งนี้ด้วย”
“จริงเหรอ?” หลี่ลั่วเลิกคิ้วขึ้น เจ้าหมอนี่ฉลาดไม่เบาจริงๆ รู้จักขายข้อมูลแบบนี้ด้วย แถมดูเหมือนว่าจะเตรียมการเพื่อเรื่องนี้มานานพอสมควรแล้วด้วย
“วิธีหาเงินของเจ้านี่ไม่เลวเลย”
หลี่ลั่วกล่าวชม จากนั้นก็ซื้อข้อมูลมาชุดหนึ่งเพื่อเป็นการสนับสนุน
“แน่นอนอยู่แล้ว ข้อมูลเหล่านี้ข้าทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจทำขึ้นมา รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน” อวี๋ล่างกล่าวอย่างมั่นใจ
หลี่ลั่วเปิดไปที่หน้าหนึ่งอย่างลวกๆ จากนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็แข็งค้างไป เพราะเขาได้เห็นชื่อตัวเอง
หลี่ลั่ว วิทยาลัยหนานเฟิง คุณชายน้อยของคฤหาสน์ลั่วหลาน สวะไร้ค่าในอดีต อัจฉริยะที่ผงาดขึ้นมา คาดว่ามีอัตลักษณ์น้ำระดับห้า จุดเด่น: หน้าตาดี แต่น่าเสียดายที่หน้าตาดีไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสในการได้สิทธิ์แต่อย่างใด สุดท้ายแล้วโอกาสที่จะติดสิบอันดับแรกในการสอบใหญ่จึงต่ำมาก
หลี่ลั่วยิ้มอย่างเดือดดาล เงยหน้าขึ้นกำลังจะด่าทอ แต่อยู่ๆ อวี๋ล่างก็หายวับไปราวกับสายลมแล้ว พร้อมกับมีเสียงดังมาแต่ไกลว่า
“ทั้งหมดนี้ข้าอุตส่าห์ทำเพื่อปกป้องข้อมูลของเจ้าเลยนะ!”
หลี่ลั่วกัดฟันกรอด เชื่อก็บ้าแล้ว ไอ้เสเพลนี่ คราวหน้าอย่าให้ข้าเจอเจ้าอีกล่ะ