อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 2 บทที่ 46 คุณชายน้อยผู้ทำตัวผิดธรรมเนียม (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 2 บทที่ 46 คุณชายน้อยผู้ทำตัวผิดธรรมเนียม (อัปเดต)
หลังจากไล่อวี๋ล่างไปแล้ว หลี่ลั่วก็ถือข้อมูลชุดนี้กลับเข้าห้อง จากนั้นก็เปิดอ่านตั้งแต่หน้าแรกอย่างช้าๆ
แต่เมื่อสายตาของเขากวาดมองไป สีหน้าของเขาก็เริ่มจริงจังขึ้น เพราะเขาพบว่าข้อมูลจำนวนมากบนนี้มันมีประโยชน์จริงๆ
ดูเหมือนอวี๋ล่างจะตั้งใจทำมันขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่กุเรื่องขึ้นมาหลอกเขา
แน่นอนว่า ไม่รวมข้อมูลของตัวเขาเอง นอกจากเรื่องหน้าตาดีที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้แล้ว หลี่ลั่วไม่ยอมรับเรื่องอื่นๆ เลย
ตอนนี้ความสนใจของหลี่ลั่ว ถูกดึงดูดไปที่บทวิเคราะห์เรื่องผู้ที่มีโอกาสติดสิบอันดับแรกในการสอบครั้งนี้มากที่สุด
อันดับหนึ่ง วิทยาลัยหนานเฟิง หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ อัตลักษณ์น้ำแข็งระดับเจ็ดขั้นสูง คาดการณ์ว่าพลังระดับเก้าตรา หญิงสาวผู้นี้โดดเด่นทั้งด้านหน้าตาและความสามารถ ไม่เคยพ่ายแพ้ใครในวิทยาลัยหนานเฟิง
อันดับสอง วิทยาลัยตงยวน ซือคง อัตลักษณ์สายฟ้าระดับเจ็ดขั้นสูง คาดการณ์ว่าพลังระดับเก้าตรา เขาอาจจะเป็นคนเดียวที่สามารถต่อกรกับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ได้ มีโอกาสที่จะคว้าอันดับหนึ่งในการสอบครั้งนี้
อันดับสาม วิทยาลัยเฉินซี เซี่ยงเหลียง อัตลักษณ์ไฟระดับเจ็ดขั้นล่าง คาดการณ์ว่าพลังระดับแปดตรา เขาคือนักศึกษาระดับหัวกะทิที่วิทยาลัยเฉินซีใช้ทรัพยากรจำนวนมากบ่มเพาะขึ้นมา ความแข็งแกร่งไม่อาจดูถูกได้
อันดับสี่ วิทยาลัยหนานเฟิง ซ่งอวิ๋นเฟิง อัตลักษณ์อินทรีแดงระดับเจ็ดขั้นล่าง คาดการณ์ว่าพลังระดับแปดตรา ในการสอบซ้อมของวิทยาลัยหนานเฟิง ผลการต่อสู้ของเขาเกือบจะชนะรวด ความพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียวคือแพ้ให้กับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ และเสมออีกหนึ่งครั้งให้กับหลี่ลั่วแห่งวิทยาลัยหนานเฟิง
อันดับห้า วิทยาลัยซีกวง ฉือซู อัตลักษณ์เถาวัลย์พิษระดับเจ็ดขั้นล่าง คาดการณ์ว่าพลังระดับแปดตรา
อันดับหก วิทยาลัยจงหยาง จงฟู่ อัตลักษณ์น้ำระดับเจ็ดขั้นล่าง คาดการณ์ว่าพลังระดับแปดตรา
อันดับเจ็ด…
หลี่ลั่วอ่านข้อมูลชุดนี้อย่างละเอียด จากนั้นก็อดรู้สึกทึ่งไม่ได้ ไม่ดูไม่รู้ แต่พอได้ดูแล้วถึงได้รู้ว่ามณฑลเทียนสู่เองก็มีพยัคฆ์หมอบมังกรซ่อนไม่น้อยเลยเหมือนกัน แต่เมื่อลองคิดดูอีกทีแล้วก็ไม่แปลก วิทยาลัยอื่นๆ ในมณฑลเทียนสู่ถึงแม้จะไม่มีขุมพลังมหาศาลเทียบเท่าวิทยาลัยหนานเฟิง แต่พวกเขาก็มีความสามารถที่จะบ่มเพาะเสาหลักขึ้นมาได้เช่นกัน หากวันใดแมวตาบอดเจอหนูตาย[1] อยู่ๆ ก็ชิงอันดับหนึ่งในการสอบใหญ่มาได้สักครั้งหนึ่ง เท่านี้ชื่อเสียงของวิทยาลัยก็จะพุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดดแล้ว การลงทุนทั้งหมดก็จะได้กำไรกลับมาทันที
หลังจากที่ดูข้อมูลมาทั้งหมด หลี่ลั่วก็พบว่าคู่แข่งที่มีโอกาสติดสิบอันดับแรกเหล่านี้ เกือบทั้งหมดล้วนถูกคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะมีความแข็งแกร่งระดับแปดตราขึ้นไปทั้งสิ้น ไม่มีใครอ่อนแอเลย
“ดูเหมือนว่าการจะติดสิบอันดับแรกมันไม่ง่ายเลยนะ”
หลี่ลั่วลูบคาง ตอนนี้เขามีความแข็งแกร่งระดับเจ็ดตรา ซึ่งอ่อนแอกว่าคู่แข่งเหล่านี้เล็กน้อย แต่เนื่องจากความพิเศษของอัตลักษณ์น้ำแสง หากต้องสู้กันจริงๆ อีกฝ่ายก็อาจจะไม่ได้เปรียบอะไรมากนัก
หากตอนนี้เขาได้พบกับซ่งอวิ๋นเฟิงอีกครั้ง ก็ไม่จำเป็นต้องยื้อจนเสมอแบบในการประลองก่อนหน้านี้แล้ว
ในบรรดาสิบอันดับแรก หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กับซือคงนั้นอยู่ในระดับเดียวกัน ทั้งสองคนมีความแข็งแกร่งระดับเก้าตรา และยังเชี่ยวชาญวิชาอัตลักษณ์เป็นอย่างมาก ดังนั้นพวกเขาจึงมีโอกาสที่จะได้อันดับหนึ่งมากที่สุดจริงๆ
แต่หลี่ลั่วไม่ได้สนใจอันดับหนึ่งมากนัก ทำไมน่ะหรือ? ก็เพราะความสามารถไม่เอื้ออำนวยอย่างไรล่ะ!
ถึงแม้ว่าเขาจะมี “อัตลักษณ์น้ำแสง” ระดับหก แต่หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กับซือคงต่างก็มีอัตลักษณ์ระดับเจ็ดขั้นสูงเช่นกัน ทั้งสองคนมีภูมิหลังไม่ธรรมดา ทรัพยากรที่ได้รับก็ไม่น้อยไปกว่าเขาที่เป็นคุณชายน้อยเลยเช่นกัน ดังนั้นหากคิดว่าจะสามารถเอาชนะพวกเขาได้อย่างง่ายดายละก็ มันก็ออกจะดูถูกอีกฝ่ายเกินไปหน่อยแล้ว
อย่างไรเสียเขาก็ไม่ใช่เจียงชิงเอ๋อร์ สามารถใช้อัตลักษณ์แสงสว่างระดับเก้าสะกดข่มทุกสรรพสิ่ง ทำให้ผู้อื่นไม่มีแม้แต่ความกล้าจะต่อสู้กับนางเลยด้วยซ้ำ
ก่อนหน้านี้ตอนที่เผยฮ่าวนั่นมันมาหาเรื่อง ถึงแม้ว่ามันจะมีความแข็งแกร่งระดับขุนพลโลกันตร์ขั้นท้ายแล้ว แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเจียงชิงเอ๋อร์ที่อยู่เพียงแค่ขั้นต้น มันกลับไม่สามารถชิงความได้เปรียบไปได้เลยแม้แต่น้อย ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความเหนือชั้นของอัตลักษณ์แสงสว่างระดับเก้าได้เป็นอย่างดี
ดังนั้นเป้าหมายของหลี่ลั่วในตอนนี้คือการติดหนึ่งในสิบอันดับแรกให้ได้ ชิงสิทธิ์เข้าเรียนมาให้ได้สักสิทธิ์ก็พอแล้ว ส่วนตำแหน่งอันดับหนึ่งนั้น เขาไม่ได้สนใจมากนักจริงๆ อย่างไรเสียมันก็โดดเด่นเกินไป ทำให้ถูกเพ่งเล็งได้ง่าย หลังจากที่ประสบกับเรื่องราวต่างๆ มากมายในอดีตมาแล้ว หลี่ลั่วก็รู้สึกว่าการใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยมนั้นมั่นคงมากกว่า
หากเป็นไปได้ หลี่ลั่วอยากจะทำเป้าหมายเล็กๆ ให้สำเร็จก่อน นั่นคือการก้าวสู่ระดับขุนนาง เพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของตัวเองเอาไว้
อย่างไรเสียอายุขัยที่เหลืออยู่เพียงห้าปีนั้น มันก็เหมือนกับมีดาบอันคมกริบลอยอยู่เหนือหัวตลอดเวลา ทำให้เขากดดันไม่น้อยเลยจริงๆ
ในขณะที่หลี่ลั่วกำลังจดจ่ออยู่กับข้อมูลการสอบใหญ่ที่อวี๋ล่างรวบรวมมานั้น ท้องฟ้าก็ค่อยๆ มืดลง จ้าวคั่วก็คิดจะออกไปหาอะไรกินสักหน่อย แต่เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของเขา จึงไม่ได้เอ่ยปากขัดจังหวะ เพียงแค่แอบออกไปข้างนอกเงียบๆ จากนั้นก็จะซื้ออาหารกลับมาฝากหลี่ลั่วไปด้วยเลย
“ข้อมูลชุดนี้ค่อนข้างครอบคลุมเลย มีประโยชน์ไม่น้อย”
หลังจากที่อ่านข้อมูลทั้งหมดจบ หลี่ลั่วก็ชมเชยอีกครั้งอย่างอดไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดหลังจากที่ได้อ่านแล้ว เขาก็พอจะรู้จักเหล่านักศึกษาชั้นหัวกะทิของวิทยาลัยต่างๆ คร่าวๆ แล้ว
และหลังจากที่อ่านจบแล้ว เขาก็รู้สึกว่าอวี๋ล่างอาจจะจงใจไม่เขียนข้อมูลบางอย่างของเขาลงไป เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกคนอื่นเพ่งเล็งได้ มิฉะนั้นด้วยข้อมูลที่มันรู้ มันไม่น่าจะเขียนข้อมูลของเขาได้คลุมเครือและเหลวไหลแบบนี้
“ดูเหมือนจะเข้าใจเจ้านั่นผิดไป”
หลี่ลั่วพึมพำ จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงท้องร้อง จึงได้รู้ว่าท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว
“ทำไมจ้าวคั่วยังไม่กลับมาอีก คิดจะปล่อยให้ข้าอดตายเพื่อจะยึดห้องพักนี้ไว้คนเดียวหรือไง?” หลี่ลั่วกล่าวด้วยความสงสัย
ระหว่างที่เขากำลังสงสัยอยู่นั้น ก็มีคนมาเคาะประตูห้องทันที เสียงของอวี๋ล่างดังขึ้นจากข้างนอก “หลี่ลั่ว เพื่อนของเจ้าจ้าวคั่วโดนคนจับตัวไว้แล้ว”
หลี่ลั่วเปิดประตูออก ขมวดคิ้วกล่าว “เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”
อวี๋ล่างที่อยู่นอกประตูยักไหล่กล่าว “ดูเหมือนว่าเจ้าหมอนั่นจะมีเรื่องกับคนของวิทยาลัยจงหยาง หัวหน้าของพวกนั้นคือจงฟู่ เจ้าอ่านข้อมูลการสอบของข้าแล้ว เจ้าน่าจะรู้จัก”
“คนของวิทยาลัยจงหยาง? พวกนั้นคิดจะทำอะไร?” หลี่ลั่วกล่าวด้วยความประหลาดใจ
“แม้แต่จงฟู่ยังออกหน้ามาแล้ว หากบอกว่าพวกนั้นตั้งใจจะเล่นงานจ้าวคั่วเพียงคนเดียวละก็ ข้าคิดว่าเจ้าเองก็น่าจะไม่เชื่อเหมือนกัน” อวี๋ล่างวิเคราะห์
“พวกมันเพ่งเป้ามาที่ข้า?” หลี่ลั่วกล่าวอย่างครุ่นคิด
“คาดว่าพวกนั้นคงอยากจะลองหยั่งเชิงเจ้าดู” อวี๋ล่างกล่าว
“ข้าอุตส่าห์ทำตัวสงบเสงี่ยมขนาดนี้แล้ว ยังจะมาหยั่งเชิงข้าอีก?” หลี่ลั่วแสดงออกว่าเอือมระอาอย่างมาก ไม่ว่าอย่างไรเจ้าจงฟู่นั่นก็เป็นถึงผู้มีโอกาสติดหนึ่งในสิบอันดับแรก ทำไมถึงมาเพ่งเล็งเขาได้
“ดูท่ามันคงจะเป็นคนที่รอบคอบ ตรงกับนิสัยของมันเลย” อวี๋ล่างเห็นด้วย หลี่ลั่วนั้นใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยมมากเลยจริงๆ ผลงานที่โดดเด่นเพียงอย่างเดียวก็คือการใช้กฎการประลองมาช่วยจนเสมอกับซ่งอวิ๋นเฟิงได้เท่านั้น
“กล้ารังแกพี่น้องข้า ไม่ว่ามันเป็นใคร ข้าก็ไม่ไว้มันพวกมันทั้งนั้น!” หลี่ลั่วกล่าวอย่างโกรธเคือง จากนั้นก็เดินออกจากห้องไปทันที
อวี๋ล่างเกาหัว หากเจ้าทำแบบนี้ มันก็ยิ่งเข้าทางอีกฝ่ายไม่ใช่หรือ?
…
ทางทิศตะวันตกของสวนไป๋หลิง ท่ามกลางผู้คนมากมาย มีผู้คนไม่น้อยที่หยุดเดินตรงนี้ ทำให้เกิดการจราจรติดขัดขึ้น
และในฝูงชนนั้น นักศึกษาของวิทยาลัยจงหยางหลายคนได้ปิดล้อมจ้าวคั่วเอาไว้ กำลังโต้เถียงกันอย่างดุเดือด ซึ่งรอบข้างก็มีผู้คนไม่น้อยที่กำลังชมดูความบันเทิง
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
“ได้ยินว่าคนของวิทยาลัยหนานเฟิงไปลวนลามรุ่นน้องหญิงคนหนึ่งของวิทยาลัยจงหยาง”
“โอหังขนาดนั้นเลย? รุ่นน้องหญิงคนนั้นอยู่ไหน?”
“ตรงนั้นไง เอ่อ หน้าตา… ธรรมดาขนาดนี้ คนของวิทยาลัยหนานเฟิงนี่หิวโหยขนาดนั้นเลยหรือ?”
“…”
ท่ามกลางเสียงพูดคุยหัวเราะมากมาย จ้าวคั่วก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นเรื่อยๆ นัยน์ตาเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ จึงชนคนที่ขวางทางออกไปแล้วสับขาวิ่งหนีทันที
แต่เมื่อเขาวิ่งไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็รู้สึกได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งสายหนึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง มีมือที่เย็นยะเยือกข้างหนึ่งกดลงบนหลังของเขา พลังที่แผ่ออกมาจากฝ่ามือนั้นทำให้จ้าวคั่วตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับเขยื้อน
เขาหันไปมองเด็กหนุ่มผอมบางที่มีหน้าตาสุภาพเรียบร้อยคนหนึ่งซึ่งปรากฏตัวขึ้นด้านหลัง กล่าวอย่างเดือดดาลว่า “พวกเจ้าคิดจะทำอะไร?”
เมื่อจงฟู่ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกล่าว “พี่ชาย เรื่องมันยังไม่จบเลย เรื่องในวันนี้ เจ้าต้องให้คนของวิทยาลัยหนานเฟิงที่พอจะมีสิทธิ์มีเสียงออกมาจัดการหน่อยแล้วหรือเปล่า”
“พวกเจ้าคิดจะข่มขู่ข้า?” จ้าวคั่วกล่าวเสียงต่ำ
จงฟู่ยิ้มกล่าว “หากวิทยาลัยหนานเฟิงไม่ส่งคนที่มีศักดิ์ศรีมากพอมาละก็ สุดท้ายก็คงได้แต่สั่งสอนเจ้าสักรอบ เพื่อทวงความยุติธรรมให้กับรุ่นน้องของพวกเราสักหน่อยแล้ว”
“เหลวไหล! นางตัวใหญ่ยิ่งกว่าข้าเสียอีก ข้าจะไปลวนลามนางได้ยังไง?” จ้าวคั่วกล่าวอย่างโกรธเคือง
แต่จงฟู่กลับไม่สนใจ เพียงแค่จับตัวเขาเอาไว้อย่างแน่นหนา ปล่อยให้ผู้คนที่ยืนดูอยู่รอบข้างเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันไปพักหนึ่ง อยู่ๆ ฝูงชนก็เริ่มส่งเสียงดังขึ้น จากนั้นดวงตาของจงฟู่ก็เป็นประกายเมื่อเห็นหลี่ลั่วเดินออกมา
“มาจริงๆ ด้วย”
จงฟู่แอบดีใจ ขอเพียงหลี่ลั่วปรากฏตัวขึ้น ไม่ว่าอย่างไรวันนี้เขาก็ต้องหยั่งเชิงมันดูให้ได้ว่า มันมีความสามารถจริงๆ หรือเป็นแค่พวกเสือกระดาษกันแน่
แต่ก่อนที่ความยินดีในใจของเขาจะแผ่ขยายออกไป เขาก็เห็นหลี่ลั่วหันไปตะโกนบอกคนที่อยู่ข้างหลังว่า “ครูผู้ตรวจตรา ทางนี้ เป็นเจ้าหมอนี่ที่ฝ่าฝืนกฎ แอบต่อสู้โดยพลการ รีบจับตัวมันไป ริบสิทธิ์ในการเข้าสอบของมันเลย!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของจงฟู่แข็งค้างไป จากนั้นเขาก็เห็นครูที่ปรึกษาคนหนึ่งที่สวมชุดผู้ตรวจตราเอาไว้เดินออกมาจากด้านหลังหลี่ลั่วด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เวร”
จงฟู่ที่สุภาพเรียบร้อยถึงกับสบถคำหยาบออกมา เขาไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยแห่งคฤหาสน์ลั่วหลานผู้นี้จะทำตัวผิดธรรมเนียมขนาดนี้ สองวันที่ผ่านมานี้การต่อสู้กันเองระหว่างนักศึกษาของวิทยาลัยต่างๆ เกิดขึ้นในสวนไป๋หลิงบ่อยมากจนไม่ใช่เรื่องแปลกแล้ว แต่ทุกคนต่างก็จัดการกันเองตามธรรมเนียมอยู่แล้ว ใครจะไปคิดว่าจะมีคนที่ชอบฟ้องครูที่ปรึกษาแบบนี้ด้วย?
ไม่มีศักดิ์ศรีเลยหรือ?
คุณชายน้อยผู้นี้ ไม่ทำตามธรรมเนียนเลยแม้แต่น้อย!
———————-
[1] แมวตาบอดเจอหนูตาย เป็นสำนวนจีนมีความหมายว่า โชคดีอย่างเหนือความคาดหมาย